Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

โรคลมพิษ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,721,571 คน

โรคลมพิษ

โรคลมพิษคือผื่นคันที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง และอาจจะเกิดขึ้นบนส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือมีอาการกระจายเป็นวงกว้างก็ได้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
โปรแกรมตรวจสุขภาพ สำหรับผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี ลดสูงสุด 30%

ตรวจคัดกรองโรคพบบ่อยในวัยก่อนเกษียณ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รู้ก่อน รักษาก่อน โอกาสหายขาดสูง

Istock 643564758

ผื่นที่เกิดขึ้นมักจะมีอาการคันรุนแรงและมีขนาดตั้งแต่ไม่กี่มิลลิเมตรไปจนถึงขนาดเท่าฝ่ามือ

แม้ว่าผิวหนังที่มีอาการจะเปลี่ยนรูปร่างภายใน 24 ชั่วโมง ผื่นดังกล่าวก็จะหายไปเองภายในเวลาไม่กี่วันหลังจากนั้น

แพทย์อาจวินิจฉัยโรคลมพิษเป็นสองประเภท ดังนี้: โรคลมพิษเฉียบพลัน: หากว่าผื่นหายไปโดยสมบูรณ์ภายใน 6 สัปดาห์ โรคลมพิษเรื้อรัง: เป็นกรณีหายากที่ซึ่งมีผื่นต่อเนื่องแบบมา ๆ หาย ๆ เป็นเวลานานกว่า 6 สัปดาห์ และเป็นบ่อยภายในช่วงเวลาหลายปี

สำหรับโรคลมพิษที่หายากมากกว่าข้างต้นที่เรียกว่าโรคลมพิษชนิดหลอดลมอักเสบจะทำให้หลอดเลือดภายในผิวหนังเกิดการอักเสบขึ้น และมีร่องรอยยาวนานกว่า 24 ชั่วโมงที่สร้างความเจ็บปวดมากกว่า และอาจทิ้งรอยฟกช้ำไว้ด้วย

ควรไปพบแพทย์เมื่อไร?

ควรไปพบแพทย์ทันทีที่อาการโรคลมพิษไม่หายไปภายใน 48 ชั่วโมง หรือติดต่อแพทย์ทันทีที่อาการของคุณ: มีความรุนแรงขึ้น ทำให้รู้สึกวิตกกังวล ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เกิดขึ้นพร้อมกับอาการอื่น ๆ นอกจากข้างต้น

ใครสามารถเป็นโรคลมพิษได้บ้าง?

โรคลมพิษเฉียบพลันเป็นภาวะที่เกิดขึ้นบ่อย โดยคาดประมาณกันว่ามนุษย์ประมาณ 1 ใน 5 จะเป็นโรคนี้ ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งในชีวิต

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
โปรแกรมตรวจสุขภาพ สำหรับผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี ลดสูงสุด 30%

ตรวจคัดกรองโรคพบบ่อยในวัยก่อนเกษียณ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รู้ก่อน รักษาก่อน โอกาสหายขาดสูง

Istock 643564758

เด็ก ผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 30 ถึง 60 ปี และผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้มักจะประสบกับภาวะนี้ได้ง่าย

สาเหตุของโรคลมพิษ

โรคลมพิษเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีระดับฮิสตามีนและสารเคมีส่งสัญญาณอื่น ๆ ในผิวหนังสูง สารเหล่านี้จะทำให้หลอดเลือด ณ บริเวณที่มีอาการเปิดออก (ทำให้เกิดสีแดงหรือชมพูขึ้น) และรั่วไหลออก ซึ่งของเหลวที่ออกมาจะทำให้เกิดอาการบวมและคันขึ้น

สารฮิสตามีนจะถูกปล่อยออกมาเมื่อ: เกิดปฏิกิริยาแพ้: อย่างเช่นแพ้อาหาร หรือปฏิกิริยาแพ้จากแมลงกัดต่อย ต้องกับความเย็นหรือความร้อน ติดเชื้อ: เช่นเป็นไข้หวัด ใช้ยาบางประเภท: อย่างเช่นยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) หรือยาปฏิชีวนะ

แต่ก็มีกรณีผู้ป่วยโรคลมพิษจำนวนมากที่ไม่พบสาเหตุที่ก่อให้เกิดลมพิษ

ผู้ป่วยโรคลมพิษระยะยาวบางกรณีอาจเกิดมาจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันเข้าใจผิดและเข้าโจมตีเนื้อเยื่อสุขภาพดี ซึ่งสาเหตุเช่นนี้จะทำการวินิจฉัยยาก แต่ก็สามารถดำเนินการรักษาได้เหมือนทุกกรณี

ส่วนตัวกระตุ้นที่อาจทำให้อาการแย่ลง เช่น: การดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน ความเครียดทางอารมณ์ อุณหภูมิอบอุ่น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
โปรแกรมตรวจสุขภาพ สำหรับผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี ลดสูงสุด 30%

ตรวจคัดกรองโรคพบบ่อยในวัยก่อนเกษียณ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รู้ก่อน รักษาก่อน โอกาสหายขาดสูง

Istock 643564758

การวินิจฉัยโรคลมพิษ

แพทย์มักจะวินิจฉัยโรคลมพิษได้จากการสังเกตผื่นที่ปรากฏออกมา และอาจมีการสอบถามเพื่อหาว่าอะไรเป็นสิ่งเร้าให้เกิดอาการขึ้นในกรณีของคุณ

หากแพทย์คาดว่าสาเหตุของลมพิษเกิดจากภูมิแพ้ คุณจะถูกส่งไปทดสอบภูมิแพ้ แต่หากคุณหายจากลมพิษเป็นเวลานานกว่า 6 สัปดาห์ ผลที่ได้จะออกมาว่าไม่ใช่เพราะภูมิแพ้

คุณอาจถูกส่งไปรับการตรวจต่าง ๆ ตั้งแต่การตรวจนับจำนวนเม็ดเลือด (FBC) เพื่อหาภาวะสุขภาพอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดอาการขึ้น

การรักษาโรคลมพิษ

โรคลมพิษส่วนมากไม่จำเป็นต้องทำการรักษา เพราะผื่นมักจะหายไปเองภายในเวลาไม่กี่วัน

หากอาการคันทำให้คุณรู้สึกไม่สบายตัว คุณสามารถใช้ยาต้านฮิสตามีนรักษาได้ ซึ่งเป็นยาที่สามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไป

สำหรับกรณีลมพิษรุนแรงอาจมีการใช้ยาเม็ดสเตียรอยด์ (ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ทางปาก)

หากคุณเป็นโรคลมพิษต่อเนื่อง แพทย์อาจส่งคุณไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเพื่อรับการรักษาด้วยยาเพื่อบรรเทาอาการไปพร้อมกับการตรวจหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคลมพิษขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนของโรคลมพิษ

มากกว่าครึ่งของผู้ป่วยโรคลมพิษเฉียบพลัน และครึ่งของผู้ป่วยโรคลมพิษเรื้อรังจะเกิดภาวะบวมใต้ชั้นผิวหนังขึ้น

อีกทั้งโรคลมพิษเรื้อรังยังก่อความรำคาญและส่งผลทางลบต่อสุขภาพทางอารมณ์หรือคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอีกด้วย

ภาวะแองจิโอดีมา

ภาวะแองจิโอดีมาหรือภาวะบวมใต้ชั้นผิวหนังมักจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและทำให้เกิดการคั่งของของเหว ซึ่งอาการของภาวะนี้สามารถเกิดขึ้น ณ ตำแหน่งใดของร่างกายก็ได้ แต่มักจะเกิดขึ้นที่: ดวงตา ริมฝีปาก อวัยวะเพศ มือ เท้า

การใช้ยาอย่างยาต้านฮิสตามีนและยาเม็ดคอร์ติคอสเตียรอยด์สามารถลดอาการบวมได้

ผลกระทบทางอารมณ์

การชีวิตอยู่กับภาวะสุขภาพระยะยาวเป็นเรื่องลำบาก สำหรับโรคลมพิษเรื้อรังเองก็นับว่าส่งผลทางลบต่อคุณภาพชีวิตและอารมณ์ของผู้ป่วยอย่างมากเช่นกัน เนื่องมาจากอาการคันที่ผิวหนังแทบจะตลอดเวลานั่นเอง

การศึกษาหนึ่งพบว่าโรคลมพิษเรื้อรังสามารถส่งผลทางลบได้เหมือนกับโรคหัวใจ และยังพบว่าผู้ป่วยโรคลมพิษเรื้อรัง 1 ใน 7 คนจะมีปัญหาทางจิตเวชขึ้น อย่างเช่น: ภาวะเครียด ภาวะวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า

หากภาวะลมพิษทำให้คุณรู้สึกแย่ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทั้งทางร่างกายและจิตใจทันที

คุณสามารถปรึกษาพูดคุยกับเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวเพื่อกระตุ้นอารมณ์ให้ดีขึ้นจากความโดดเดี่ยว และช่วยให้คุณมีกำลังใจรับมือกับภาวะของโรคก็ได้

ปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน

โรคลมพิษสามารถเป็นอาการหนึ่งของปฏิกิริยาแพ้รุนแรงได้ โดยอาการของภาวะภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลันมีดังนี้: ตา ริมฝีปาก มือ และเท้าบวม รู้สึกวิงเวียนหรือเป็นลม ทางเดินหายใจตีบจนทำให้เกิดเสียงหวีดแหลมและหายใจลำบาก ปวดท้อง คลื่นไส้ และอาเจียน หมดสติ

ให้ติดต่อขอรับความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลทันทีที่คุณหรือคนใกล้เคียงประสบกับภาวะภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน

สาเหตุของโรคลมพิษ

โรคลมพิษเกิดขึ้นเมื่อสารฮิสตามีนและสารเคมีอื่น ๆ ถูกปล่อยจากพื้นผิวของผิวหนังทำให้เนื้อเยื่อบวมขึ้น

โรคลมพิษระยะสั้น (เฉียบพลัน)

ตัวกระตุ้นให้เกิดลมพิษเฉียบพลันที่เกิดขึ้นเกือบครึ่งจะไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด ส่วนสาเหตุที่ก่อให้เกิดลมพิษที่ชัดเจนมีดังนี้: ภาวะแพ้อาหาร: อย่างเช่นแพ้ถั่วลิสง แพ้หอย แพ้ไข่ และชีส เป็นต้น ปฏิกิริยาแพ้: ภาวะภูมิแพ้ที่เกิดจากปัจจัยทางสภาพแวดล้อมอย่างเช่นแพ้ละอองเกสร แพ้ไรฝุ่น หรือแพ้สารเคมี ปฏิกิริยาแพ้ลาเท็กซ์: มักเป็นปัญหาที่เกิดกับบรรดาบุคลากรด้านสุขภาพ การติดเชื้อ: มีความรุนแรงหลายระดับตั้งแต่ไข้หวัดไปจนถึง HIV แมลงกัดต่อย ความเครียดทางอารมณ์ การใช้ยาบางประเภทที่ก่อให้เกิดภาวะลมพิษเป็นผลข้างเคียง: เช่นยาปฏิชีวนะ ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ สิ่งเร้าทางกายภาพ: เช่นแรงกดบนผิวหนัง การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ แสงแดด การออกกำลังกาย หรือน้ำ

โรคลมพิษระยะยาว (เรื้อรัง)

โรคลมพิษเรื้อรังอาจเกิดมาจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันเข้าโจมตีเนื้อเยื่อ หรือที่เรียกว่าปฏิกิริยาภูมิทำลายตนเอง

กรณีผู้ป่วยโรคลมพิษเรื้อรังประมาณสามถึงครึ่งถูกคาดว่าเป็นผลมาจากภาวะภูมิทำลายตนเอง

ยังไม่มีเหตุผลมาอธิบายว่าเหตุใดลมพิษจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเองจึงเกิดขึ้นมา แต่ในบางกรณีภาวะเช่นนี้ก็เกิดจากการผสมกันของภาวะภูมิทำลายตนเองอื่น ๆ เช่น: โรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์: ที่ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันร่างกายเข้าโจมตีข้อต่อต่าง ๆ โรคพุ่มพวง: ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันเข้าโจมตีข้อต่อกับผิวหนัง และทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยตลอดเวลา

โรคลมพิษเรื้อรังสามารถเชื่อมโยงเข้ากับภาวะสุขภาพและการติดเชื้อเรื้อรังได้ด้วย เช่น: การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ปรสิตที่ลำไส้ การทำงานมากหรือน้อยเกินไปของต่อมไทรอยด์

โรคลมพิษเรื้อรังมักจะแสดงอาการแบบเป็น ๆ หาย ๆ ผู้ป่วยส่วนมากจะสังเกตได้ว่ากิจกรรมบางอย่างจะทำให้ภาวะเกิดขึ้นมาหรือทำให้อาการที่เป็นอยู่ทรุดลง ซึ่งอาจเป็นสิ่งต่อไปนี้: ความเครียด แอลกอฮอล์ คาเฟอีน อุณหภูมิที่อบอุ่น การกดทับที่ผิวหนังเป็นเวลานาน: เช่นการสวมเสื้อผ้าคับ ๆ เป็นเวลานาน การใช้ยา: เช่น NSAID และยาแก้ปวดโคเดอีน สารในอาหารบางประเภท: เช่นซาลิไซเลตที่พบได้ในมะเขือเทศ น้ำส้ม และชา แมลงกัดต่อย การต้องกับความร้อน ความหนาวเย็น แรงดัน หรือน้ำ

อีกทั้งการใช้ ACE inhibitors เพื่อการรักษาภาวะความดันโลหิตสูงก็สามารถเชื่อมโยงกับอาการบวมของผิวหนังชั้นลึกได้ (แองจิโอดีมา)

การวินิจฉัยโรคลมพิษ

โรคลมพิษสามารถถูกวินิจฉัยได้จากการสังเกตผื่นแดงที่เป็นเอกลักษณ์

หากคุณมีภาวะลมพิษเรื้อรัง อาจมีการทดสอบหลายอย่างเพื่อระบุสาเหตุที่แท้จริงของภาวะ

โรคลมพิษระยะสั้น (เฉียบพลัน)

แพทย์มักจะสามารถวินิจฉัยโรคลมพิษเฉียบพลันได้จากการตรวจผื่น และสอบถามเพื่อหาว่าสิ่งใดเป็นตัวกระตุ้นอาการของคุณ เช่น: ผื่นเริ่มขึ้นที่ไหนและเมื่อไร คุณทานอะไรเข้าไปก่อนที่จะมีผื่น และรายละเอียดการกินอาหารตามปรกติของคุณ ถามว่าคุณมีการใช้ยาตัวใหม่ก่อนมีผื่นหรือไม่ สภาพแวดล้อมที่บ้านหรือที่ทำงานที่ซึ่งคุณอาจสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นได้ เช่นสัตว์เลี้ยง สารเคมี หรือถุงมือยาง คุณถูกแมลงกัดต่อยมาก่อนมีผื่นขึ้นหรือไม่ สุขภาพโดยรวมของคุณ และการติดเชื้อที่ประสบในอดีต คุณได้เดินทางไปต่างประเทศหรือไม่ หากใช่..คุณไปที่ไหน? ประวัติครอบครัวกับโรคลมพิษ

กระนั้น กรณีป่วยโรคลมพิษเฉียบพลันมากกว่าครึ่งจะไม่สามารถสรุปสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการได้

ถ้าแพทย์คาดว่าอาการของคุณเกิดจากภูมิแพ้ คุณอาจถูกส่งไปยังคลินิกโรคภูมิแพ้แทน ที่ซึ่งจะมีการทดสอบภูมิแพ้เพื่อระบุสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดภาวะลมพิษ

โรคลมพิษระยะยาว (เรื้อรัง)

ถ้าคุณมีอาการของโรคลมพิษยาวนานกว่า 6 สัปดาห์ จะมีโอกาสมากที่ภาวะของคุณไม่ได้เกิดจากปฏิกิริยาแพ้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีการทดสอบภูมิแพ้ขึ้น

แพทย์จะสอบถามว่าสิ่งใดทำให้ภาวะลมพิษของคุณแย่ลง เช่น: ยาที่คุณกำลังใช้อยู่ ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน ระดับความเครียดของคุณ

คุณอาจต้องเข้ารับการทดสอบมากมายเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของภาวะลมพิษเรื้อรัง ซึ่งอาจมีการทดสอบดังต่อไปนี้: การตรวจนับจำนวนเม็ดเลือด (FBC): เพื่อมองหาภาวะโลหิตจาง การทดสอบเพื่อวัดระบบแอนติบอดีในเลือดของคุณ การตรวจอุจจาระ: เพื่อมองหาร่องรอยของปริสิตในลำไส้ การตรวจวัดอัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือด (ESR): เพื่อมองหาปัญหาของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย การทดสอบการทำงานของต่อมไทรอยด์: เพื่อมองหาภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากหรือน้อยกว่าปกติ การทดสอบการทำงานของตับ:  เพื่อหาว่าคุณมีปัญหาที่ตับหรือไม่

การรักษาโรคลมพิษ

กรณีลมพิษส่วนมากไม่จำเป็นต้องดำเนินการรักษาใด ๆ เพราะอาการจะไม่รุนแรงและมักจะหายเองภายในเวลาไม่กี่วัน

โรคลมพิษระยะสั้น (เฉียบพลัน)

หากคุณมีอาการของโรคลมพิษที่น่ารำคาญ คุณสามารถใช้ยาต้านฮิสตามีนจากร้านขายยาได้

ให้ไปพบแพทย์หรือเภสัชกรหากว่าอาการของคุณแย่ลงหลังจากใช้ยา และหากอาการมีความรุนแรงมากแพทย์อาจจะจ่ายยาตัวอื่นให้แก่คุณแทน อย่างเช่นยาเม็ดคอร์ติโคสเตียรอยด์ เป็นต้น

ให้คุณกลับไปพบแพทย์หากว่าอาการยังคงทรุดลง หรือการรักษาไม่ได้ผลหลังจาก 2 อาทิตย์แล้ว

การวินิจฉัยโรคลมพิษ

โรคลมพิษสามารถถูกวินิจฉัยได้จากการสังเกตผื่นแดงที่เป็นเอกลักษณ์

หากคุณมีภาวะลมพิษเรื้อรัง อาจมีการทดสอบหลายอย่างเพื่อระบุสาเหตุที่แท้จริงของภาวะ

ยาต้านฮิสตามีน

ยาต้านฮิสตามีนมีฤทธิ์ในการยับยั้งฮิสตามีนและหยุดอาการคันและลดผื่นลง ตัวอย่างยากลุ่มนี้ได้แก่: ยาเซทิริซิน ยาเฟโซเฟนาดิน ยาอิโอราทาดิน

สำหรับผู้ป่วยส่วนมากจะใช้ยาต้านฮิสตามีนสมัยใหม่ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการง่วงนอน แต่ก็มีกรณียกเว้นบ้าง ดังนั้นแม้จะได้รับยาประเภทนี้มาแล้วคุณก็ควรใช้เวลาสังเกตฤทธิ์ของยาที่ใช้ก่อนขับรถหรือใช้งานเครื่องจักรหนัก ยาต้านฮิสตามีนทุกชนิดจะก่อให้เกิดอาการง่วงนอนหากทานยาพร้อมกับแอลกอฮอล์ และก่อนใช้ยาทุกครั้งต้องอ่านและปฏิบัติตามฉลากยาทุกครั้ง

ยาต้านฮิสตามีนมักไม่ใช้กับสตรีมีครรภ์เพราะยังไม่มีความมั่นใจว่ายามีความปลอดภัยสมบูรณ์หรือไม่ แพทย์อาจแนะนำไปใช้ยาโคลร์เฟนามินแทนหากพิจารณาแล้วว่าคุณจะได้รับประโยชน์มากกว่าโทษ แต่กระนั้นยาตัวนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานใด ๆ ว่าไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับเด็กในครรภ์

ยาเม็ดคอร์ติโคสเตียรอยด์

คุณอาจได้รับยาเม็ดคอร์ติโคสเตียรอยด์ขนาดสูงมาใช้ อย่างเช่นเพรดนิโซโลน หากว่าอาการของลมพิษมีความรุนแรงมาก

ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จะกดระบบภูมิคุ้มกันของคุณลงจนทำให้อาการของโรคลมพิษน้อยลงตาม ซึ่งแพทย์มักแนะนำให้ให้ใช้ยาเพรดนิโซโลนติดกันสามถึงห้าวัน

แพทย์ไม่แนะนำให้ใช้ยาสเตียรอยด์แบบเม็ดเป็นเวลานานเพราะว่ายาประเภทนี้จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น: ความดันโลหิตสูง ต้อหิน ต้อกระจก เบาหวาน

โรคลมพิษระยะสั้น (เฉียบพลัน)

การรักษาภาวะลมพิษเรื้อรังจะเกี่ยวข้องกับการควบคุมอาการและเลี่ยงสิ่งเร้าที่จะทำให้อาการทรุดลง

หากคุณเป็นโรคลมพิษเรื้อรังและมีภาวะบวมใต้ชั้นผิวหนังร่วมด้วย แพทย์อาจส่งตัวคุณไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เนื่องจากภาวะบวมใต้ชั้นผิวหนังจะมีความอันตรายกว่าซึ่งอาจทำให้คุณหายใจลำบากได้

คุณควรถูกส่งไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเช่นกันหากว่าคุณเป็นโรคลมพิษเรื้อรังที่มีอาการต่อเนื่องแม้จะได้รับการรักษามาแล้ว

ยาต้านฮิสตามีน

โรคลมพิษเรื้อรังสามารถรักษาได้ด้วยยาต้านฮิสตามีนเช่นกัน โดยคุณต้องใช้ยาเป็นประจำเรื่อย ๆ ในขณะที่มีอาการของโรคอยู่

แพทย์อาจแนะนำให้เพิ่มขนาดยาที่ใช้ขึ้นหากอาการของคุณไม่ตอบสนองต่อการรักษา การเพิ่มขนาดยามักจะช่วยควบคุมอาการได้ในที่สุด กระนั้นนี่ก็เป็นทางเลือกที่ต้องปฏิบัติตามการดูแลของแพทย์ผู้ดูแลยอย่างรอบคอบเท่านั้น

ครีมเมนทอล

ครีมเมนทอลสามารถใช้เป็นการรักษานอกเหนือจากการใช้ยาต้านฮิสตามีนเพราะฤทธิ์ในการบรรเทาอาการคัน ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้จ่ายยาประเภทนี้แก่คุณเอง

ยาเม็ดคอร์ติโคสเตียรอยด์

สำหรับโรคลมพิษที่รุนแรงกว่าอาจมีการรักษาด้วยยาเม็ดคอร์ติโคสเตียรอยด์อย่างเพรดนิโซโลน ซึ่งผลข้างเคียงของยาประเภทนี้มีดังนี้: ความอยากอาหารเพิ่มขึ้นและน้ำหนักตัวเพิ่ม อารมณ์เปลี่ยนแปลง นอนไม่หลับ

การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์สำหรับรักษาโรคลมพิษเรื้อรังจึงมักไม่ค่อยดำเนินการกันเนื่องจากผลข้างเคียงข้างต้น

ยาต้านฮิสตามีน H2

ยาต้านฮิสตามีนที่สามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไปจะเรียกว่ายาต้านฮิสตามีน H1 แต่ในความเป็นจริงแล้วยาต้านฮิสตามีนมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน

ยาต้านฮิสตามีน H2 สามารถใช้เพื่อรักษาภาวะลมพิษเรื้อรังได้เพราะยาตัวนี้มีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดแคบลง ซึ่งจะลดอาการแดงที่ผิวหนังลงได้

ยาต้านฮิสตามีน H2 สามารถใช้แทน H1 หรือใช้ร่วมกันได้ ส่วนผลข้างเคียงของยาต้านฮิสตามีน H2 นั้นมักไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่หากเกิดก็จะมีดังนี้: ปวดศีรษะ ท้องร่วง วิงเวียน

หากมีอาการจากผลข้างเคียงของยาต้านฮิสตามีน H2  คุณห้ามขับรถหรือใช้งานเครื่องจักรหนักเด็ดขาด

Leukotriene receptor antagonists

ยากลุ่ม Leukotriene receptor antagonists เป็นยาอีกประเภทที่สามารถใช้เพื่อลดอาการบวมและแดงของผิวหนังได้

ยากลุ่มนี้จะมีประโยชน์ในการเป็นวิธีรักษาในระยะยาวแทนยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ เพราะไม่มีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงมุมกว้างเหมือนยาคอร์ติโคสเตียรอยด์

ผลข้างเคียงของ Leukotriene receptor antagonists นับว่าหายากและไม่รุนแรง โดยมีทั้งอาการปวดศีรษะและคลื่นไส้เท่านั้น

ยาไซโคลสปอริน

กรณีผู้ป่วยลมพิษสองในสามพบว่าการใช้ยาไซโคลสปอรินมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคลมพิษอย่างมาก

ยาไซโคลสปอรินนั้นมีฤทธิ์คล้ายกับคอร์ติโคสเตียรอยด์ คือการกดภูมิคุ้มกันร่างกายที่ไม่ดีลง ซึ่งเป็นยาที่อยู่ในรูปแบบของยาแคปซูลหรือยาน้ำ

ผลข้างเคียงของยาไซโคลสปอรินมีดังนี้: ความดันโลหิตสูง ปัญหาที่ไต ระบบคอเลสเตอรอลในเลือดเพิ่มขึ้น ปวดศีรษะ สั่นแบบที่ควบคุมไม่ได้ อ่อนแอต่อการติดเชื้อ โดยเฉพาะการติดเชื้อในอก ระบบปัสสาวะ และการติดเชื้อไวรัสที่เรียกว่าไซโตมากาโลไวรัส

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยาไซโคลสปอรินก็สามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียงอื่น ๆ ได้ด้วย ซึ่งคุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มการใช้ยาประเภทนี้

ผลข้างเคียงอย่างระดับคอเลสเตอรอลกับความดันโลหิตเพิ่มขึ้นมักเป็นประเด็นสำคัญเพราะสองประการนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจหรือเส้นเลือดหัวใจตีบขึ้นได้

แม้ว่าคุณจะตอบสนองต่อยาไซโคลสปอรินได้ดีมาก แพทย์ก็มักจะแนะนำให้คุณเลิกใช้ยาตัวนี้หลังการใช้ไม่กี่เดือน

ยาโอมาลูซิมาบ

สำหรับผู้ป่วยโรคลมพิษที่ไม่ตอบสนองต่อยาต้านฮิสตามีน ณ ขณะนี้ก็มียาตัวใหม่ที่สามารถใช้ได้เช่นยาโอมาลูซิมาบ ซึ่งเป็นยาฉีดและคาดว่าสามารถลดแอนติบอดีตัวที่เป็นต้นเหตุของภาวะลมพิษได้

อาหาร

แม้จะยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าอาหารก็มีส่วนในกรณีผู้ป่วยโรคลมพิษเรื้อรัง แพทย์ก็คาดกันว่ามีสารเคมีในอาหารสองกลุ่มที่อาจส่งผลต่อโรคลมพิษในบางกรณี นั่นก็คือ vasoactive amines กับ salicylates

การเลี่ยงหรือลดปริมาณอาหารที่มีสารเคมีทั้งสองนี้อาจทำให้อาการของโรคลมพิษดีขึ้นได้ ทำให้คุณควรทำการจดบันทึกว่าคุณควรเลี่ยงรับประทานอาการประเภทไหนบ้าง

คุณควรเข้าพบนักโภชนาการก่อนจำกัดอาหารการกิน เพื่อให้พวกเขาจัดแผนการรับประทานอาหารให้แก่คุณโดยที่ไม่ทำให้คุณทานอาหารประเภทอื่นมากเกินไป

การหลีกเลี่ยงสิ่งเร้า

หากคุณสามารถชี้ชัดว่าสิ่งใดเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคลมพิษขึ้น หรือทำให้อาการทรุดลง การพยายามเลี่ยงสิ่งเร้านั้น ๆ จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมอาการได้

สิ่งกระตุ้นที่เป็นแอลกอฮอล์กับคาเฟอีนเป็นสิ่งที่สามารถเลี่ยงได้ง่าย ๆ ถ้าหากคุณคาดว่ายาบางประเภทเป็นต้นเหตุให้เกิดอาการลมพิษ คุณควรติดต่อแพทย์ที่เป็นคนจ่ายยานั้น ๆ ให้ออกยาประเภทอื่นให้แก่คุณแทน

สำหรับการเลี่ยงความเครียดนั้นอาจเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอาการลมพิษของคุณส่งผลทางลบต่อคุณภาพชีวิต ถ้าคุณเป็นลมพิษรุนแรงหรือเป็นลมพิษซ้ำ ๆ คุณอาจพยายามมองหาวิธีการผ่อนคลายแบบต่าง ๆ ตั้งแต่การทำสมาธิไปจนถึงการสะกดจิตเพื่อลดความเครียดของคุณก็ได้


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป