มะเร็งและโรคร้าย

โรคเอดส์ติดทางใดได้บ้าง และวิธีการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
โรคเอดส์ติดทางใดได้บ้าง และวิธีการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์

โรคเอดส์เป็นโรคติดต่อที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส HIV ซึ่งเชื่อว่าหลายๆ คนมักจะเข้าใจกันว่าโรคนี้สามารถติดต่อกันได้ง่าย จึงทำให้มีความกังวลหากต้องอยู่ใกล้ชิดหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์ ดังนั้นเราจึงควรมาทำความเข้าใจที่ถูกต้องกันว่า อันที่แท้จริงแล้วโรคเอดส์สามารถติดต่อทางใดได้บ้าง  เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวและสามารถอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์ได้อย่างถูกต้อง

โรคเอดส์ติดต่อได้อย่างไร

โรคเอดส์เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า HIV หรือ Human Immunodeficiency Virus ซึ่งอาศัยอยู่ในสารคัดหลั่งต่างๆ ของผู้ป่วย ได้แก่ เลือด อสุจิ น้ำหล่อลื่นจากอวัยวะเพศชาย ของเหลวหรือน้ำหล่อลื่นที่อยู่ในช่องคลอดและทวารหนัก รวมถึงน้ำนมที่ให้ทารกดูดกินจากทรวงอก โดยคนทั่วไปจะติดเชื้อไวรัส HIV ก็ต่อเมื่อสารคัดหลั่งเหล่านี้สัมผัสกับผิวหนังที่มีบาดแผล หรือเยื่อเมือกบุผิวภายในช่องปาก ช่องคลอด ทวารหนัก และอวัยวะเพศชาย

ช่องทางการติดต่อของโรคเอดส์

1.    การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดจะมีโอกาสติดเชื้อได้ทั้งฝ่ายรุกและฝ่ายรับไม่แตกต่างกัน แต่การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักนั้น ฝ่ายรับจะมีความเสี่ยงสูงที่สุดและมีความเสี่ยงมากกว่าฝ่ายรับที่มีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดตามปกติ

2.    การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ เพราะเชื้อ HIV ที่อยู่ในเข็มฉีดยาผ่านการใช้งานแล้ว จะอยู่ได้นานถึง 42 วัน ถ้ามีอุณหภูมิหรือปัจจัยอื่นๆ ที่เหมาะสม

3.    การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก ไม่ว่าจะเป็นช่วงขณะตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด หรือให้นมบุตรก็ตาม ล้วนแต่มีความเสี่ยงสูงทั้งสิ้น ถ้ามารดาไม่ได้รับประทานยาต้านเชื้อ HIV

4.    การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่อาจเกิดขึ้นได้หากฝ่ายชายมีการหลั่งน้ำอสุจิที่มีเชื้อ HIV เข้าภายในปากของคู่นอน ขณะที่มีเพศสัมพันธ์ทางปาก

5.    การจูบแบบเปิดปาก ถ้าทั้งสองฝ่ายมีแผลในช่องปากหรือมีเลือดออกตามไรฟัน โดยที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีการติดเชื้อ HIV อาจทำให้อีกฝ่ายติดเชื้อได้ เมื่อมีแผลหรือรอยถลอกภายในช่องปากเช่นกัน แต่เชื้อไวรัส HIV ไม่สามารถติดต่อกันผ่านทางน้ำลายได้

6.    การปลูกถ่ายอวัยวะหรือบริจาคเลือด เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่สามารถพบได้เช่นกัน แต่ในปัจจุบันมีการคัดกรองผู้บริจาคเลือดหรือผู้บริจาคอวัยวะอย่างเข้มงวดมากขึ้น ก่อนที่จะนำมาถ่ายให้กับผู้ป่วย โดยมีการตรวจหาเชื้อไวรัส HIV ก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง

7.    การรับประทานอาหารที่ผ่านการเคี้ยวจากผู้ติดเชื้อ กรณีนี้มักจะพบในทารกเท่านั้น ซึ่งเกิดจากการปนเปื้อนเชื้อไวรัส HIV จากเลือดที่ออกในปากขณะเคี้ยวอาหาร

8.    การถูกกัดหรือเกาโดยผู้ติดเชื้อ จะต้องเป็นการกัดหรือเกาที่มีความรุนแรงมาก จนกระทั่งทำให้เกิดแผลฉีกขาดที่ผิวหนังจนมีเลือดไหลออกมา

9.    การสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เพราะเชื้อไวรัส HIV ที่อยู่ในสารคัดหลั่งสามารถเข้าทางบริเวณบาดแผลบนผิวหนังหรือเยื่อเมือกบุผิวได้นั่นเอง

10.  การสักหรือเจาะตามร่างกาย หากมีการใช้อุปกรณ์ไม่สะอาด โดยมีการใช้เข็มสักหรือเจาะซ้ำร่วมกัน รวมถึงหมึกที่ใช้ในการสักร่วมกับผู้อื่น จะมีความเสี่ยงสูงต่อการรับเชื้อไวรัส HIV

เชื้อไวรัส HIV ไม่ติดทางพฤติกรรมใดบ้าง

ไม่ว่าจะเป็นการกอด จับมือ หรือแม้แต่การจูบแบบปิดปากกับผู้ติดเชื้อ การสัมผัสน้ำตา เหงื่อ และน้ำลายโดยตรงที่ไม่มีเลือดของผู้ติดเชื้อปนเปื้อน การถูกยุงกัดหรือแมลงดูดเลือดจากผู้ติดเชื้อกัดต่อย การหายใจร่วมกัน และการใช้ข้าวของหรือห้องน้ำร่วมกับผู้ติดเชื้อ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำให้เราติดเชื้อไวรัส HIV จากผู้ป่วยได้

วิธีการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์

เราไม่ควรตื่นตระหนกหรือกังวลในการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อไวรัส HIV หากทราบถึงวิธีหรือแนวทางปฏิบัติต่อผู้ป่วยโรคเอดส์ได้อย่างถูกต้อง โดยเริ่มจากศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวกับโรคเอดส์ ทั้งสาเหตุ อาการ การติดต่อ และการรักษาอย่างถูกวิธี เพื่อให้ช่วยดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

1.    ปฏิบัติต่อผู้ป่วยเหมือนคนปกติ ควรรับฟังปัญหาพร้อมกับให้คำปรึกษาที่ดีและถูกต้องแก่ผู้ป่วย พยายามอย่าทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแปลกแยกจากพฤติกรรมหรือการพูดคุยที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม แต่อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าการได้รับการรักษาทันทีจะส่งผลดีต่อสุขภาพมากขึ้น

2.    ทำที่อยู่อาศัยให้เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ควรจัดบริเวณที่อยู่อาศัยให้เหมาะแก่การใช้รถเข็น วางสิ่งของให้หยิบใช้ได้สะดวก และเก็บของมีคมให้มิดชิด

3.    ดูแลสุขภาพของผู้ป่วย ควรให้ผู้ป่วยหมั่นพลิกตัวและทำกายภาพบำบัด พร้อมกับเลือกใช้วัสดุที่รองนอนมีความนิ่มมากพอ เพื่อป้องกันปัญหาทางสุขภาพที่ตามมาในภายหลัง อย่างเช่นแผลกดทับหรือข้อติดแข็ง เป็นต้น

4.    ดูแลด้านอาหารสำหรับผู้ป่วย อาหารควรมีความสดสะอาดเป็นอันดับแรกๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัว และผู้ประกอบอาหาร โดยเน้นอาหารที่ปรุงสุกและมีสารอาหารครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสม อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงประเภทอาหารทะเลดิบและไข่ดิบ

5.    ให้ผู้ป่วยรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ควรสร้างวินัยให้กับผู้ป่วยในการรับประทานยาครบทุกมื้ออย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันประสิทธิภาพของยาลดลง หรือมีอาการที่เรียกว่า “เชื้อดื้อยา” นั่นเอง ซึ่งทำให้การรักษาเป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ควรระมัดระวังในการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยสวมถุงมือยางทุกครั้งและล้างมือด้วยสบู่ รวมถึงแยกทิ้งขยะที่มีสารคัดหลั่งปะปนออกจากขยะชนิดอื่นๆ และควรใช้ความระวังให้มากขึ้น เมื่อถือเข็มฉีดยาหรือของมีคมต่างๆ ที่มีเลือดของผู้ป่วยติดอยู่ รวมถึงทำความสะอาดห้องน้ำหรือโถสุขภัณฑ์ก่อนใช้งานต่อทุกครั้ง ด้วยการสวมถุงมือยางด้วยเช่นกัน

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่