ความหมาย สาเหตุและผลของโรคความดันโลหิตสูง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 25, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที

ความดันโลหิต (blood pressure)  หมายถึง  แรงดันภายในหลอดเลือดแดง ซึ่งเกิดจากการที่หัวใจบีบตัวฉีดเลือดที่มีออกซิเจนและสารอื่นๆ เข้าสู่หลอดเลือดแดง เพื่อดันเลือดให้กระจายไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งสามารถวัดค่าได้ 2 ค่า คือ ค่าสูงสุดของแรงดันโลหิตหรือความดันซิสโตลิก (systolic blood pressure)  ซึ่งเป็นค่าวัดได้ขณะที่หัวใจบีบเลือดเข้าสู่หลอดเลือดแดง ระดับที่เหมาะสมของค่านี้ คือ น้อยกว่า 120 มิลลิเมตรปรอท และค่าต่ำสุดของแรงดันโลหิต หรือความดันไดแอสโตลิก (diastolic blood pressure) เป็นค่าที่วัดในขณะที่หัวใจหยุดพักการบีบตัว ระดับค่าที่เหมาะสม คือ น้อยกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท ในการวัดความดันโลหิตจะแสดงค่าทั้งสองส่วน โดยเขียนค่าความดันสูงสุดก่อนแล้วตามด้วยความดันต่ำสุด เช่น 120/80 มิลลิปรอท เป็นต้น ค่าความดันโลหิตทั้งสองค่าอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามเพศ อายุ เชื้อชาติ ภาวะเจ็บป่วย ความเครียด น้ำหนักตัว รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น โกรธ ตกใจ ตื่นเต้น เป็นต้น (พันธนันท์ , 2555)

ส่วน ความดันโลหิตสูง (Highpertension หรือ high blood pressure) หมายถึง ภาวะที่ความดันโลหิตช่วงบนหรือความดันซิสโตลิก มีค่าตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไปและความดันโลหิตช่วงล่างมีค่าตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ซึ่งระดับค่าความดันโลหิตนั้นต้องสูงเกินปกติตลอดเวลาไม่ใช่เพียงชั่วคราว ความรุนแรงของความดันโลหิตสูงพิจารณาจากค่าความดันทั้งสองค่า คือ ความดันซิสโตลิก (systolic blood pressure) และความดันไดแอสโตลิก (diastolic blood pressure) ดังแสดงในตารางที่ 9.1

ตาราง ระดับความดันโลหิตสูงจำแนกตามความรุนแรงในผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป

ระดับความรุนแรง

ค่าสูงสุดของแรงดันโลหิต

(systolic blood pressure)

ค่าต่ำสุดของแรงดันโลหิต

(diastolic blood pressure)

ระดับที่เหมาะสม

ระดับปกติ

ระดับสูงกว่าปกติเล็กน้อย

ระดับ 1 ความดันโลหิตสูงอย่างอ่อน

ระดับ 2 ความดันโลหิตสูงปานกลาง

ระดับ 3 ความดันโลหิตสูงรุนแรง

น้อยกว่า 120

น้อยกว่า 130

130-139

140-159

160-179

180 ขึ้นไป

น้อยกว่า 80

น้อยกว่า 85

85-89

90-99

100-109

110 ขึ้นไป

ที่มา : อรุณี, 2549

สาเหตุของความดันโลหิตสูง

  1. ความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด (primary hypertension)

    จากสถิติผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทั่วโลก พบว่า มีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุถึงร้อยละ 80-90 ของผู้ป่วย โดยผู้ป่วยจะเริ่มเป็นโรคความดันโลหิตสูงเมื่ออยู่ในวัยกลางคน คือ อายุประมาณ 35 ปี จนถึงวัยสูงอายุ และมักจะมีประวัติครอบครัวหรือกรรมพันธุ์หรือสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคนี้ และผู้ป่วยส่วนมากมักมีภาวะโภชนาการเกิน ดังนั้นสาเหตุและปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงชนิดนี้ คือ

    1. กรรมพันธุ์  จากหลักฐานทางระบาดวิทยา พบว่า ผู้ที่บิดาหรือมารดาเป็นโรคความดันโลหิตสูง ได้มากกว่าผู้ที่บิดาและมารดาไม่เป็น ยิ่งกว่านั้นผู้ที่มีทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคความดันโลหิตสูงมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้มากที่สุด และในผู้สูงอายุที่อายุมากขึ้นมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มมากขึ้น
    2. ภาวะอ้วน  ความอ้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ จากการศึกษาพบว่า คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้มากกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติถึง 5 เท่า
    3. การกินเกลือโซเดียมในปริมาณมาก (มากกว่า 14 กรัมต่อวัน สามารถเพิ่มความดันโลหิตได้ โดยเมื่อร่างกายได้รับเกลือมากเกินไป ไตต้องทำงานหนังในการขับโซเดียมออกจากร่างกาย เป็นผลทำให้เกิดโรคหลอดเลือดไตเสื่อม ซึ่งนำมาสู่โรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้การศึกษาทางการแพทย์พบว่า การกินเค็มมากๆ จะทำให้ผนังของหัวใจหนาขึ้น ซึ่งเป็นอาหารสำคัญที่นำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง และโรคที่เกี่ยวกับหัวใจต่างๆ (พิจารณ์, 2552)
    4. การสูบบุหรี่  การสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบตัน ทำให้มีโอกาสเป็นโรคลมปัจจุบัน (stroke) และโรคหัวใจวายได้สูง เนื่องจากบุหรี่มีสารนิโคตินที่ทำให้เกิดการหลั่งของสารแคทีโคลามินออกมามีผลทำให้หัวใจเต้นเร็วมีความดันโลหิตสูง โดยพบว่าผู้ชายที่มีค่าความดันโลหิตสูงเท่ากับหรือมากกว่า 130 มิลลิเมตรปรอท มีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น เมื่อมีการสูบบุหรี่วันละ 10 ม้วน ดังนั้นในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจึงควรงดสูบบุหรี่
    5. ภาวะเครียด  ภาวะเครียดทางจิตใจอาจเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงเนื่องจากความเครียดทำให้มีการหลั่งของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจและความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรงได้
    6. การดื่มสุรา  การดื่มสุราที่มีความเข้มข้นในปริมาณที่มากกว่า 1-2 ออนซ์ต่อวัน พบว่า มีความสัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูงประมาณร้อยละ 10 แต่กลไกยังไม่ทราบแน่ชัด (พันธ์นันท์, 2555)
    7.  การไม่ออกกำลังกาย  ผลดีของการออกกำลังกาย คือ ทำให้เกิดการหลั่งสารเอนโดรฟิน (endorphin) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้บุคคลนั้นมีความสุข และเพิ่มสาร High density hipoprotein (HDL) ที่จะช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดช่วยลดความเครียด (อภิชาต, 2552)
  2. ความดันโลหิตสูงชนิดทราบสาเหตุ

    ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเพียงประมาณร้อยละ 10-20 ที่ทราบสาเหตุของการทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง คือ

    1. โรคไตที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคความดันโลหิตสูง  ได้แก่  โรคหลอดเลือดไตอักเสบ โรคกรวยไตอักเสบ โรคไตจากเบาหวาน และภาวะไตวาย เป็นต้น
    2. โรคของต่อมไร้ท่อ  เช่น  โรคเนื้องอกที่ต่อมหมวกไต ทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนออกมาในกระแสเลือด ทำให้หลอดเลือดหดตัวและเกิดโรคความดันโลหิตสูง
    3. โรคระบบประสาท  เช่น โรคเนื้องอกในสมอง สมองอักเสบ และความดันภายในกะโหลกศีรษะสูงขึ้นผิดปกติ และการตอบสนองจากภาวะเครียดทางด้านร่างกาย
    4. ยาบางชนิด  เช่น  ยาคอร์ติคอสเตอรอยด์ และอื่นๆ อาจทำให้ผู้ป่วยบางคนที่ใช้ยาเกิดความดันโลหิตสูงขึ้นได้

    โรคนี้ถ้าไม่ได้รักษาเป็นเวลานานๆ ร่วมกับมีภาวะไขมันสูง สูบบุหรี่ โรคเบาหวานที่ไม่ควบคุม น้ำตาลในเลือดที่สูงจะเร่งทำให้หลอดเลือดแดงเสื่อมโดยมีคราบไขมันพอกมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตีบ ก่อให้เกิดความเสียหายและทำให้เกิดอาการของภาวะแทรกซ้อนที่อวัยวะสำคัญ ได้แก่ หัวใจ เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนา หัวใจวายหรือมีหลอดเลือดหัวใจตีบ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันและมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง สมอง เกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบตันหรือแตกทำให้เป็นอัมพาต และถ้าเกิดในตำแหน่งสำคัญอาจเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ความดันที่สูงรุนแรงเฉียบพลันจะทำให้สมองบวม ปวดศีรษะ และซึมลงจนไม่รู้สึกตัว ไต จะมีเลือดไปเลี้ยงไม่พอเกิดภาวะไข่ขาวรั่วออกทางปัสสาวะ ไตวายเรื้อรังหรือเฉียบพลันซึ่งจะทำให้ความดันยิ่งสูงมากขึ้นหลอดเลือดแดงในตาแตกและมีเลือดออกทำให้ประสาทตาเสื่อมและอาจตามัวลง และหลอดเลือดแดงใหญ่ เกิดการโป่งพองหรือฉีกขาดของผนังหลอดเลือดจะมีอาการเจ็บหน้าอกถ้ารุนแรงอาจเสียชีวิตได้

อาการของโรคคามดันโลหิตสูง

ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีอาการน้อยหรือปานกลาง มักไม่มีอาการอะไรแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน โรคความดันโลหิตสูงจึงเป็นโรคที่อันตราย และมีภาวะแทรกซ้อนในอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย โรคนี้จึงมักถูกเรียกว่า “เพชฌฆาตเงียบ” (silent killer) ส่วนน้อย อาจมีอาการปวดมึนท้ายทอยถึงต้นคอ วิงเวียน มักเป็นเวลาที่ตื่นนอนใหม่ ๆ พอสายอาการจะทุเลาลง บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะตุบ ๆ แบบไมเกรน ส่วนใหญ่ในรายที่เป็นมานาน ๆ หรือความดันสูงมาก ๆ หรืออยู่ในขั้นรุนแรงอาจมีอาการ ดังนี้

  1. ปวดศีรษะ อาการปวดศีรษะจากความดันโลหิตสูงพบได้ไม่บ่อยนักโดยทั่วไปมักปวดบริเวณท้ายทอย และมักเป็นตอนเช้า อาจมีอาการคลื่นไส้และตามัวร่วมด้วย อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นเมื่อความดันโลหิตสูงขึ้นมากในภาวะวิกฤต และเกิดขึ้นทันทีทันใด
  2. อาการปวดศีรษะซีกเดียว ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะซีกเดียวมักพบเป็นความดันโลหิตสูงบ่อยกว่าคนอื่น
  3. เลือดกำเดาออก เป็นอาการที่พบไม่บ่อย ในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่มีเลือดกำเดาออกส่วนมากถ้าพบสาเหตุของโรคโพรงจมูก ก็มักพบว่ามีความดันโลหิตสูง แต่อาการจะหายไปเมื่อควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติ ถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน โดยไม่รักษาอาจมีอาหารของภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น เจ็บหน้าอก บวม หอบ เหนื่อย และแขนขาเป็นอัมพาต เป็นต้น
  4. ภาวะแทรกซ้อนจากโรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ถ้าไม่ได้รับการรักษา มักทำให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะที่สำคัญ เช่น หัวใจ สมอง ไต เป็นต้น เนื่องจากความดันโลหิตสูงจะทำให้หลอดเลือดแดงแทบทุกส่วนของร่างกายเสื่อม หลอดเลือดตีบ เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ไม่สะดวก ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ไม่สะดวก ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ขึ้น เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดในสมองอุดตัน ไตสมองบวม และประสาทตาเสื่อม เป็นต้น (สุกัญญา, 2552)

การลดความอุบัติการณ์ความเสี่ยงของการเกิดโรคความดันโลหิตสูงอย่างหนึ่ง คือ การควบคุมอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีรสเค็ม เนื่องจากการบริโภคเกลือในปริมาณมากจะทำให้ร่างกายมีปริมาณโซเดียมสูงเกินไปไตจะต้องขับถ่ายออกมา ในทางกลับกันถ้าร่างกายต้องการโซเดียมไตจะทำงานโดยดูสสารนั้นกลับสู่เลือด แต่เมื่อใดที่ไตทำงานผิดปกติไม่สามารถขับโซเดียมได้ในปริมาณที่เหมาะสม จนร่างกายมีปริมาณโซเดียมสะสมสูง น้ำในร่างกายจะเพิ่มปริมาณมากขึ้น นั่นหมายถึงว่า ระดับเลือดจะสูงขึ้นด้วย เมื่อปริมาณเลือดสูงขึ้น เลือดต้องวิ่งผ่านไปยังเส้นเลือดมากขึ้นเป็นผลให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งหัวใจต้องสูบฉีดหนักขึ้น เพราะปริมาณเลือดที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้หัวใจต้องเต้นเร็วขึ้น นอกจากผลต่อความดันโลหิตแล้ว ปริมาณโซเดียมที่มากเกินความต้องการของร่ายกายจะทำให้ปริมาณน้ำของเนื้อเยื่อภายในและภายนอกเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดอาการบวมหรือปริมาณของเหลวในร่างกายที่มากเกินไป ทำให้เกิดอาการเส้นเลือดคั่ง และหัวใจวายได้ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดประมาณเกลือควรกินไม่เกินวันละ 3-6 กรัมแต่จากการสำรวจการกินเกลือของคนไทย พบว่าสูงเกินมาตรฐาน เฉลี่ยวันละ 7-17 กรัมต่อคน (ผู้จัดการออนไลน์, 2548) ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีความรู้และทำความเข้าใจกับปริมาณโซเดียมในอาหารซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เมื่ออายุมากขึ้นโรคภัยที่ตามมาอันดับหนึ่งเลยคือโรคอะไรคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เป็นความดันสูง ตะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
การดูแลคนป่วยที่เป็นโรคไต,เบาหวาว, โรคเกาต์
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ความดันโลหิต
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่