คู่มือการรักษาโรคเริม (Herpes)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ย. 26, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 298,939 คน

โรคเริมสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาหลายประเภทร่วมกับการรักษาที่บ้าน

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคเริม

เมื่อเป็นโรคเริมครั้งแรก บางคนอาจต้องใช้ยาเพื่อช่วยในการรักษา มียา 2 กลุ่มที่สามารถใช้รักษาโรคเริมได้ ประกอบด้วย

ยาต้านไวรัส : ยาชนิดนี้จะช่วยในการต่อสู้กับเชื้อไวรัส herpes และจะช่วยลดอาการของโรคทำให้หายได้เร็วขึ้น ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นยาที่แพทย์ต้องเป็นผู้สั่งจ่ายยา ยานี้มีทั้งยาในรูปแบบกินและครีมทาที่ผิวหนัง ยาต้านไวรัสที่มักใช้รักษาโรคเริม ประกอบด้วย

  • Zovirax (acyclovir)
  • Famvir (famciclovir)
  • Valtrex (valacyclovir)
  • Abreva (docosanol)

ซึ่งสามารถซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ยากลุ่มนี้จะทำงานได้ประสิทธิภาพดีเมื่อคุณเริ่มรับประทานตั้งแต่ระยะแรกที่เป็นหรือก่อนที่จะเริ่มเกิดตุ่มน้ำ บางคนอาจต้องใช้ยาต้านไวรัสต่อเนื่องระยะยาวหากเป็นโรคเริมบ่อยๆ แต่คนส่วนใหญ่มักไม่ต้องการการรักษาโรคเริมด้วยการกินยาต้านไวรัส

ยาแก้ปวด : ยากลุ่มนี้ช่วยรักษาอาการปวดที่เกิดจากเริม แต่ไม่ได้รักษาที่การติดเชื้อไวรัส ยาแก้ปวดส่วนมากสามารถซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไปโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยา ยาแก้ปวดในรูปแบบกิน ประกอบด้วย

  • Aspirin
  • Tylenol (acetaminophen)
  • Advil หรือ Motrin (ibuprofen)

นอกจากนั้นยังมียาแก้ปวดในรูปแบบเจลหรือขี้ผึ้งที่สามารถใช้ทาลงบนเริมเพื่อลดอาการปวดได้ ซึ่งยาในรูปแบบเจลหรือขี้ผึ้งจะมีส่วนประกอบดังต่อไปนี้ที่ทำให้ช่วยลดอาการปวดจากเริม

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

  • ดูดอะไรก็ได้ที่เย็น เช่นไอศกรีมแท่ง
  • ประคบเย็นหรือร้อนด้วยผ้าสะอาดลงบนบริเวณที่ปวด
  • ทำความสะอาดตุ่มน้ำเบาๆ ด้วยสบู่ฆ่าเชื้อและน้ำเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสไปสู่ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
  • หลีกเลี่ยงอาหารร้อน ผลไม้รสเปรี้ยว อาหารรสเผ็ดหรือเค็ม (อาหารเหล่านี้สามารถทำให้รู้สึกแสบร้อนได้หากโดนที่ตุ่มน้ำ)
  • ทาสารช่วยป้องกันผิวหนังเช่นเยลลี่ลงบนตุ่มน้ำและผิวหนังโดยรอบ (จะช่วยให้บริเวณดังกล่าวมีความชุ่มชื้นและการเกิดผิวหนังแตกแห้ง)

การรักษาเริมคืออะไร

แม้ว่าจะไม่มียารักษาเริมให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่ยังมีวิธีในการจัดการกับอาการที่เกิดขึ้น ยารักษาโรคเริมจะช่วยให้อาการหายได้เร็วขึ้น และ/หรือ ช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ แพทย์จะเป็นผู้แนะนำยาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

ในขณะที่กำลังมีอาการแผลตุ่มพอง ตุ่มน้ำ แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาให้คุณเพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น คุณสามารถบรรเทาอาการปวดได้โดยวิธีดังนี้:

  • อาบน้ำอุ่น
  • พยายามดูแลให้บริเวณอวัยวะเพศแห้ง ไม่อับชื้น เพราะความชื้นจะทำให้แผลหายช้า
  • สวมเสื้อผ้านุ่ม และหลวมๆ
  • ประคบเย็นบริเวณแผล (เช่นใช้ถุงเจลประคบเย็น)
  • รับประทานยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน (aspirin), ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หรือ พาราเซตามอล (paracetamol)

ฉันจะป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคเริมได้อย่างไร

หากคุณมีอาการของโรคเริมซ้ำหลายครั้ง แพทย์อาจพิจารณาสั่งยาให้คุณรับประทานทุกวัน เพื่อกดไว้ไม่ให้มีอาการ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดโรคเริมซ้ำในอนาคตได้ และลดโอกาสที่จะแพร่เชื้อเริมไปยังคู่ของคุณด้วย

ไม่ว่าคุณจะรับประทานยารักษาเริมหรือไม่ คุณก็ต้องดูแลร่างกายด้วยการรับประทานอาหารที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงจากความเครียด ซึ่งจะช่วยลดการเป็นซ้ำในอนาคตได้

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าปัจจัยอะไรบ้างที่กระตุ้นให้เป็นโรคเริมซ้ำ การติดเชื้ออื่นๆ การผ่าตัด การมีเพศสัมพันธ์ ประจำเดือน การระคายเคืองที่ผิวหนัง และความเครียด สามารถทำให้มีอาการของโรคเริมซ้ำได้ 

แสงแดดจัด (จนทำให้ผิวไหม้) การบาดเจ็บที่ริมฝีปาก หรือการติดเชื้ออื่นๆ สามารถทำให้มีอาการเริมที่ปากซ้ำได้  แนะนำให้หลีกเลี่ยงโอกาสที่จะเกิดผิวไหม้จากแดด ถ้าคุณเคยเป็นโรคเริมที่ปาก

เริมที่อวัยวะเพศมักจะเป็นซ้ำในความถี่ที่น้อยลง ระยะเวลาที่เป็นสั้นลง และความรุนแรงน้อยลง เมื่อเวลาผ่านไป (ไม่ว่าคุณจะเคยรักษาหรือไม่ก็ตาม)

จะเกิดอะไรขึ้นหากไม่ได้รับการรักษาเริม

ข่าวดีก็คือ โรคเริมเป็นโรคที่ไม่ได้ทำให้เสียชีวิต และไม่ได้มีอันตรายร้ายแรง  เพียงแต่ทำให้รู้สึกรำคาญใจ  ซึ่งเริมไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงเหมือนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

ถ้าคุณไม่ได้รับการรักษาโรคเริม คุณมีโอกาสที่จะเป็นซ้ำได้ หรืออาจจะเกิดซ้ำได้น้อยก็ได้ บางคนก็อาจไม่เป็นซ้ำอีกเลยก็ได้

คงมีไม่กี่เหตุผลที่คนเราจะไม่รักษาโรคเริม เช่น เขาไม่ได้เป็นโรคเริมซ้ำบ่อย หรืออาการของโรคเริมไม่ได้รบกวนชีวิตเขามากจนเกินไป หรือเขาอาจจะไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ หรือไม่ได้รู้สึกกังวลกับโรคเริมที่เป็นอยู่ก็ได้  ไม่ว่าสถานการณ์ของคุณจะเป็นอย่างไร การรักษาโรคเริมคือทางเลือกของคุณ

หากกำลังเป็นโรคเริม จะมีโอกาสติดเชื้อ HIV ได้ง่าย เพราะว่าแผลโรคเริมนั้นเป็นช่องทางที่เชื้อ HIV จะเข้าสู่ร่างกายได้ ดังนั้นการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์จะช่วยป้องกันได้ทั้งการติดโรคเริมและการติดเชื้อ HIV

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

สงสัยคะทำไมคนไข้ส่วนใหญ่จะติดเชื้อในกระแสเลือดคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ
ปัญหาสิวในวัย30+
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
การใส่เหล้ก จำเป้นไหมไม่ที่ไม่ผ่าออก
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่