Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
การรักษา

สมุนไพรลดความดัน

สมุนไพรลดความดันมีอะไรบ้าง และข้อควรระวังในการใช้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,570,256 คน

สมุนไพรลดความดัน

กระแสการรักษาโรคด้วยสมุนไพรโบราณนั้น เป็นที่น่าสนใจ และกำลังกลับมาได้รับความนิยมมากขึ้น ส่งผลให้สมุนไพรบางชนิดที่เกือบสูญพันธุ์ไปแล้วได้กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง โดยเฉพาะโรคบางโรคที่ต้องอาศัยการรับประทานยาตลอดชีวิต เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น ทำให้ผู้ป่วยบางคนพยายามหาหนทางรักษาด้วยตนเอง 

การใช้พืชสมุนไพรลดความดัน จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วยที่คาดหวังว่าจะสามารถช่วยลดการใช้ยาแผนปัจจุบันลงได้ เนื่องจากพืชสมุนไพรเหล่านี้หาง่ายและราคาถูกนั่นเอง ซึ่งจะมีสมุนไพรอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย

สมุนไพรลดความดันโลหิตสูง

กะเพรา

ความเครียดเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง โดยข้อมูลจาก Journal of Ayurveda and Integrative Medicine พบว่าสารสกัดจากใบกะเพรามีฤทธิ์ระงับประสาท และคลายความเครียดได้ จึงมีผลช่วยลดความดันได้ด้วย แต่ทั้งนี้ยังไม่พบการทดลองหรือผลวิจัยใดๆ ที่เป็นหลักฐานยืนยันในเรื่องช่วยลดความดันโลหิตสูงของกะเพราได้โดยตรง

นักธรรมชาติบำบัดแนะนำให้ใช้ใบกะเพราในการดื่มเป็นชา โดยสามารถใช้ได้ทั้งใบสดและแห้ง และเนื่องจากใบกะเพราไม่มีคาเฟอีนจึงสามารถดื่มได้ทุกวัน 

ข้อควรระวัง

  • หากรับประทานกะเพราเป็นระยะเวลานานอาจจะเกิดอาการคลื่นไส้หรือท้องเสียได้
  • สตรีตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานกะเพราในปริมาณสูง เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่า กะเพราสามารถยับยั้งการเกาะตัวของตัวอ่อนกับผนังมดลูกในสัตว์ทดลองได้
  • น้ำมันหอมระเหยที่พบในใบกะเพรา มีฤทธิ์ชะลอการแข็งตัวของเลือดจึงทำให้เลือดหยุดไหลได้ยากขึ้น ดังนั้น ผู้ที่รับประทานยาลดการแข็งตัวของเลือดจึงไม่ควรการบริโภคกะเพราในปริมาณสูงหรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน

กระเทียม

เป็นสมุนไพรลดความดัน ที่มีสารสำคัญชื่อ “อัลซิลิน” มีสรรพคุณช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และขยายหลอดเลือดที่ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงได้ 

โดยผลวิจัยของการทดลองรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงด้วยกระเทียมผง พบว่าค่าเฉลี่ยของความดันตัวบนหรือความดันในหลอดเลือดขณะหัวใจบีบตัว (systolic blood pressure) และความดันโลหิตตัวล่างหรือความดันในหลอดเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว (diastolic blood pressure) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่ากระเทียมสามารถลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดจากสาเหตุจากความดันโลหิตสูงได้

ข้อควรระวัง

  • ผู้ที่รับประทานกระเทียมบ่อยๆ มักจะมีกลิ่นปากและกลิ่นตัว รู้สึกแสบร้อนในช่องปาก กลางอก มีแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องร่วงและเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกได้ 
  • เกิดอาการแพ้ระคายเคืองที่ผิวหนัง เป็นผื่นคัน หน้าบวม และปากบวม
  • คุณแม่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ไม่ควรรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผลิตจากกระเทียม
  • ผู้ป่วยที่รับประทานยาลดอาการแข็งตัวของเลือดอยู่ ให้ระวังการรับประทานกระเทียมเพราะจะทำให้เลือดหยุดไหลได้ยากขึ้น 

กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดงเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่นิยมนำมาทำเป็นน้ำสมุนไพรดื่มเพื่อแก้กระหาย สารสําคัญของกระเจี๊ยบแดง คือ แอนโธไซยานิน (anthocyanin) ซึ่งมีส่วนช่วยในการทํางานและสร้างความยืดหยุ่นเพิ่มความแข็งแรงแก่หลอดเลือด จึงเหมาะสําหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

จากการศึกษาวิจัยพบว่า การดื่มชากระเจี๊ยบวันละ 2 - 3 ครั้ง สามารถลดความดันโลหิตตัวล่างลงได้ร้อยละ 7.2 ถึงร้อยละ 13 และผลการศึกษาวิจัยทางคลินิกพบว่า การใช้กระเจี๊ยบแดงแห้ง ขนาด 2 - 10 กรัม/วัน ต้มเป็นน้ำดื่ม หรือรับประทานในรูปของยาเม็ดกระเจี๊ยบแดง ขนาด 450 มก./วัน (มีสารแอนโทไซยานินอย่างน้อย 250 มก.) สามารถลดความดันโลหิตตัวบนได้

ข้อควรระวัง

  • กระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์เป็นยาระบาย จึงควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะและไม่ควรดื่มติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เพราะอาจทำให้ท้องเสียได้
  • กระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ จึงควรระวังเมื่อรับประทานร่วมกับยาขับปัสสาวะเพราะจะไปเสริมฤทธิ์การขับปัสสาวะให้มากขึ้นอาจจะเป็นอันตรายได้
  • กระเจี๊ยบแดงลดการดูดซึมของยาแก้ปวดพาราเซตามอล จึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดงร่วมกับการรับประทานยา
  • กระเจี๊ยบแดงมีโพแทสเซียมสูง จึงควรระวังในการรับประทานสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคไตหรือมีความผิดปกติของไต

ขิง

ขิงในส่วนของเหง้ามีรสเผ็ดร้อน สามารถช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดได้ ซึ่งมีผลช่วยลดความดันโลหิตเหมือนกับการรับประทานยาลดความดัน จึงนิยมนำขิงมาทำอาหารทั้งคาวและหวานรวมทั้งนำมาสกัดเป็นอาหารเสริม เพื่อผลิตเป็นยารักษาโรคความดัน 

การรับประทานขิงเพื่อลดความดันสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการใช้เหง้าขิงแก่สดมาคั้นน้ำให้ได้ครึ่งถ้วยต้มกับน้ำเปล่า  2 ถ้วย ดื่มวันละ 3 ครั้ง อาจเติมเกลือหรือมะนาวเพื่อเพิ่มรสชาติได้ หรือใช้ขิงผง 1 - 2 ช้อนชา ชงน้ำร้อนดื่มบ่อยๆ หรือ ใช้ขิงสดเอามาฝานต้มกับน้ำรับประทานก็ได้เช่นเดียวกัน

ข้อควรระวัง

  • ไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียงแก่ร่างกาย เช่น รู้สึกแสบร้อนท้องและกลางอก อึดอัด ไม่สบายตัว และเสี่ยงกับภาวะเลือดออกได้ 
  • ขิงมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด หากรับประทานนานๆ อาจจะเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดลดลงมากเกินไป 
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ หากอยู่ในระหว่างให้นมบุตรก็ควรรับประทานน้อยๆ เพื่อความปลอดภัย
  • ผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดีให้ระมัดระวังการรับประทานขิง เพราะขิงมีฤทธิ์เพิ่มการหลั่งของน้ำดี ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องได้หากเกิดการอุดตันของท่อน้ำดี
  • ผู้ป่วยที่รับประทานยาลดการแข็งตัวของเลือดอยู่ ให้ระวังการรับประทานขิง เพราะอาจทำให้เลือดหยุดไหลได้ยากขึ้น

วิธีการรักษาโรคความดันโลหิตสูง

ถ้าพบว่าความดันโลหิตมีค่าสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท แพทย์จะให้ยารับประทานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งตัวผู้ป่วยจะต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต อย่างเช่น ต้องจำกัดอาหารไม่เค็มเกินไป ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ไม่เครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ ส่วนการใช้ยาสมุนไพรจำเป็นต้องไตร่ตรองถึงผลดีผลเสียที่จะตามมาก่อนตัดสินใจรักษา 

เราจะเห็นได้ว่าสมุนไพรที่สามารถช่วยลดความดันโลหิตสูงได้นั้น มักเป็นพืชผักสวนครัวที่นิยมนำมารับประทานเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งสรรพคุณของพืชสมุนไพรต่างๆ เหล่านี้บางชนิดมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ ในขณะที่บางชนิดอาจยังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจน แต่เป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมและปฏิบัติสืบต่อกันมา รวมถึงเป็นข้อมูลการรักษาจากการแพทย์ทางเลือกในสาขาต่างๆ 

ดังนั้น หากต้องการรักษาด้วยสมุนไพรร่วมกับการรับประทานยาแผนปัจจุบัน ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญด้านการใช้สมุนไพร และอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์อย่างต่อเนื่องจึงจะปลอดภัยที่สุด


ที่มาของข้อมูล

ดร.นพ. สมภพ สูอำพัน, การแพทย์ทางเลือกกับการักษากลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง, การประชุมวิชาการศูนย์การแพทย์กาณจนาภิเษก ประจำปี 2558

ยิ่งศักดิ์ จิตตะโคตร, การดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูงด้วยเทคนิคการแพทย์ผสมผสาน, บทความสำนักการแพทย์ทางเลือก

พนิดา ใหญ่ธรรมสาร, กระเจี๊ยบแดงกับโรคความดันโลหิตสูง, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2561


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
สรรพคุณของน้ำสมุนไพรชนิดต่างๆ ที่ดื่มแล้วมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
สรรพคุณของน้ำสมุนไพรชนิดต่างๆ ที่ดื่มแล้วมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ลองดับกระหายแบบนี้สิ รับรองดีต่อสุขภาพและราคาสบายกระเป๋า

ประโยชน์ของกระเจี๊ยบแดง ไอเดียการกินการใช้เพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง
ประโยชน์ของกระเจี๊ยบแดง ไอเดียการกินการใช้เพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง

กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชสมุนไพรที่อุดมไปด้วยประโยชน์นานาชนิด เช่น ช่วยย่อยอาหาร บำรุงร่างกาย ป้องกันโรคโลหิตจาง เป็นต้น

ดูในแอป