การผ่าตัด

การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 6, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 15 นาที
Istock 800920356 %281%29

การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจมีขึ้นเพื่อรักษาโรคหรือการบาดเจ็บที่ลิ้นหัวใจ โดยกระบวนการอาจมีการผ่าตัดหัวใจร่วมด้วย

ลิ้นหัวใจ

  • หัวใจมนุษย์มีอยู่ 4 ห้อง สองห้องข้างบนมีขนาดเล็กซึ่งเรียกว่าอะเทรีย และสองห้องล่างเรียกว่าเวนทริเคิล
  • เวนทริเคิลแต่ละห้องจะมีลิ้นหัวใจอยู่ 2 แห่ง:
  • ลิ้นข้างหนึ่งใช้ควบคุมเลือดให้ไหลไปเข้าสู่เวนทริเคิล
  • ลิ้นอีกตัวใช้ควบคุมเลือดให้ไหลออกจากเวนทริเคิล
  • ลิ้นแต่ละตัวถูกสร้างมาจากเนื้อเยื่อเปิดปิดได้ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเปรียบเสมือนประตูที่เข้าออกได้ทางเดียวเพื่อใช้ควบคุมการไหลเวียนของเลือด
  • ลิ้นหัวใจที่อยู่ช่องเวนทริเคิลซ้ายจะควบคุมการไหลเวียนของเลือดออกจากหัวใจไปเลี้ยงเส้นเลือดแดงหลักของร่างกาย (เอออร์ต้า)
  • ลิ้นหัวใจจะเปิดเพื่อทำให้เลือดไหลเข้าไปในหัวใจเพื่อสูบฉีดไปทั่วร่างกาย และจะปิดเพื่อหยุดการรั่วไหลของเลือดกลับไปสู่หัวใจ (ลิ้นหัวใจจะสามารถเปิดได้เพียงทิศทางเดียวเท่านั้น)

ทำไมจึงต้องมีการเปลี่ยนลิ้นหัวใจ?

  • แพทย์จะทำการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเนื่องจาก 2 เหตุผล ดังนี้:
  • มีภาวะลิ้นหัวใจตีบ ที่ซึ่งลิ้นหัวใจเกิดการตีบคอดและขวางกั้นการไหลเวียนโลหิต
  • มีภาวะลิ้นหัวใจรั่ว ที่ซึ่งลิ้นหัวใจมีช่องหรือเกิดการรั่ว ทำให้เลือดไหลกลับเข้าไปในหัวใจห้องล่างซ้าย
  • หากลิ้นหัวใจทำงานผิดปรกติ แพทย์อาจจะแนะนำให้เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ

การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจดำเนินการอย่างไร?

ระหว่างการผ่าตัด แพทย์จะทำการกรีดเปิดเข้าทรวงอก โดยจะกะเทาะกระดูกสันอกออกเพื่อเข้าไปถึงตัวหัวใจคนไข้ หัวใจจะถูกทำให้หยุดเต้น โดยจะมีการใช้เครื่องบายพาสหัวใจและปอดทำงานแทนหัวใจจริง แพทย์จะทำการผ่าเปลี่ยนลิ้นหัวใจที่มีปัญหาออกก่อนจะใส่ลิ้นใหม่ให้

หัวใจคนไข้จะถูกทำให้เต้นอีกครั้ง และแพทย์จะทำการซ่อมแซมกระดูกสันอก ก่อนทำการปิดปากแผลที่หน้าอก

ความเสี่ยง

การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ซึ่งบางอาการอาจส่งผลถึงชีวิตเลยทีเดียว โดยผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดประเภทนี้ 1 จาก 50 คนจะเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดไม่นาน

แต่ภาวะลิ้นหัวใจรั่วหรือลิ้นหัวใจตีบนั้นเป็นความผิดปรกติที่มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอยู่แล้วหากไม่ยอมรับการรักษา ทำให้แพทย์ต้องทำการเปรียบเทียบประโยชน์กับความเสี่ยงต่าง ๆ หลังการผ่าตัดอย่างถี่ถ้วน

วิธีรักษาอื่น ๆ นอกจากการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ

การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเป็นหัตถการรักษาภาวะของลิ้นหัวใจที่มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งแพทย์จะแนะนำวิธีรักษาแบบอื่น ๆ ให้ในกรณีที่ร่างกายผู้ป่วยอ่อนแอเกินกว่าจะทนรับการผ่าตัดหัวใจได้

ซึ่งวิธีการเปลี่ยนลิ้นหัวใจแบบอื่น ๆ มีดังต่อไปนี้:

  • การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกโดยไม่ทำการผ่าตัด (TAVI) เป็นกระบวนการที่จะนำลิ้นหัวใจใหม่ไปตามหลอดเลือดแทนการผ่าตัดผ่านช่วงอก
  • กับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจด้วยบอลลูน โดยจะทำการถ่างขยายลิ้นหัวใจให้กว้างขึ้นด้วยบอลลูน

ทำไมจึงต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ?

การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจจะจำเป็นอย่างมาก หากลิ้นหัวใจของคุณ:

  • เกิดการตีบ
  • เกิดการรั่วไหล
  • หรือสภาวะที่ส่งผลต่อลิ้นหัวใจ ซึ่งเรียกกันว่าโรคลิ้นหัวใจ

โรคลิ้นหัวใจสามารถถูกจำแนกได้เป็น:

เป็นมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งหมายถึงการที่คุณเกิดมาพร้อมกับโรคดังกล่าว

และมาจากสาเหตุอื่น ที่ซึ่งโรคก่อตัวขึ้นมาเองในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในชีวิตมักจะใช้เวลาหลายปีกว่าจะแสดงอาการชัดเจน

ตัวอย่างสาเหตุที่ต้องก่อให้เกิดโรคลิ้นหัวใจถูกอภิปรายไว้ข้างล่าง ดังนี้:

สาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคลิ้นหัวใจที่พบเห็นได้ทั่วไป

ความผิดปรกติของลิ้นหัวใจที่เกี่ยวข้องกับอายุ

อายุเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดโรคลิ้นหัวใจขึ้นหรือจากการเสื่อมสภาพที่เกิดขึ้นตามอายุขัยของร่างกายเอง โดยแคลเซียมจะเข้าไปเกาะสะสมบนลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นเปิด-ปิดยาก ซึ่งกรณีนี้มักจะเกิดกับผู้ที่มีอายุ 70 ถึง 80 ปี

ภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกมีสองชั้น

เป็นภาวะผิดปรกติที่ลิ้นหัวใจที่พบได้บ่อยที่สุด โดยจะมีผู้ป่วยเป็นภาวะนี้ 1 จาก 50 คน โดยจะเกิดขึ้นเมื่อลิ้นเอออร์ติกมีอยู่สองชั้น (ซึ่งมีหน้าที่เป็นประตูให้เลือดไหลผ่าน) แทนที่จะมีอยู่ 3 ชั้น ภายในช่วงเวลาหลายปี ลิ้นหัวใจจะยังคงทำงานได้ตามปกติ และมักจะเริ่มแสดงอาการเมื่อผู้ป่วยมีอายุ 50 หรือ 60 ปีขึ้นไปแล้ว

ผลพวงจากภาวะโรคอื่น ๆ

ภาวะทางสุขภาพหลายอย่างก็ส่งผลไปยังลิ้นหัวใจ และก่อให้เกิดโรคลิ้นหัวใจได้ ยกตัวอย่างเช่น:

มาร์แฟนซินโดรม: ภาวะทางพันธุกรรมที่สร้างความเสียหายไปยังเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (ที่ใช้รองรับและก่อร่างเนื้อเยื่อและอวัยวะอื่น ๆ)

ไข้รูมาติก: เป็นภาวะแทรกซ้อนที่มาจากการติดเชื้อในคอ และทำให้การติดเชื้อลุกลามไปทั่วร่างกาย

ลูปัส: เป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปรกติและเริ่มโจมตีเนื้อเยื่อสุขภาพดี

โรคหลอดเลือดขมับอักเสบ: เป็นภาวะที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อภายในระบบร่างกายและหลอดเลือดแดงใหญ่

เยื่อบุหัวใจอักเสบ: เป็นภาวะที่หายากแต่ร้ายแรงมาก ที่ซึ่งผนังหัวใจเกิดการติดเชื้อขึ้นมา

อาการของโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก

ในบางกรณี แม้คุณจะมีปัญหาที่ลิ้นหัวใจเอออร์ติก แต่ก็อาจจะไม่ประสบกับอาการใด ๆ จนโรคจะมีระยะหลัง ๆ แล้ว อาการที่คุณรู้สึกได้จะเกิดมาจากการที่หัวใจของคุณไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างเต็มที่ ดังต่อไปนี้:

  • ปวดหน้าอกหลังจากออกกำลังกาย: เนื่องมาจากหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเร่งสูบฉีดเลือดผ่านลิ้นหัวใจ
  • หายใจลำบาก: ในตอนแรกคุณจะสังเกตเห็นอาการนี้หลังจากการออกกำลังกาย แต่ในภายหลัง อาการนี้จะเริ่มแสดงออกมาขณะพักผ่อนเช่นกัน
  • เวียนศีรษะหรือมึนหัว: เกิดจากการที่เลือดที่ต้องไหลออกจากหัวใจไปเลี้ยงร่างกายถูกขวางกั้น
  • หมดสติ: เป็นผลมาจากปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงเกิดลดลง เนื่องมาจากการตีบกั้นภายในหัวใจ

การทดสอบ

หากแพทย์สงสัยว่าคุณมีปัญหาที่ลิ้นหัวใจ พวกเขาจะส่งคุณไปทำการตรวจกับหทัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจโดยตรง

การใช้เอกโคคาร์ดิโอแกรม: ซึ่งเป็นการสแกนอัลตราซาวด์ที่ใช้ร่างภาพหัวใจของคุณออกมา โดยวิธีการดังกล่าวมักจะสามารถตรวจจับความผิดปรกติต่าง ๆ ที่ปรากฏบนรูปหัวใจได้

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG): เป็นการทดสอบที่รวดเร็วและง่ายดาย ที่ใช้ดูกิจกรรมทางไฟฟ้าของหัวใจที่กำลังทำงานอยู่ภายในร่างกายของคุณ

การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ: เป็นการทดสอบเอกซเรย์ประเภทหนึ่งที่ใช้สารย้อมสีชนิดพิเศษเข้าไปในหลอดเลือดที่เชื่อมไปยังหัวใจ เพื่อทำให้ภาพเอกซเรย์ออกมาชัดเจนยิ่งขึ้น

การทดสอบเหล่านี้จะช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานการเป็นโรคลิ้นหัวใจแบบต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ

จะเริ่มการผ่าตัดเมื่อใด?

หากคุณมีอาการไม่รุนแรง คุณอาจถูกนัดให้เข้าพบแพทย์ทุก ๆ ปีเพื่อตรวจสอบความทรุดโทรมของปัญหาของลิ้นหัวใจของคุณ

แต่หากอาการของคุณจัดว่ารุนแรง แพทย์จะแนะนำให้คุณเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ เนื่องจากถ้าหากไม่ได้รับการรักษาภาวะลิ้นหัวใจตีบหรือรั่วแล้ว มันอาจส่งผลไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็นภาวะระยะยาวที่รุนแรงต่อร่างกายอย่างมาก

อีกทั้งยังมีความเสี่ยงเล็กน้อยที่หัวใจของคุณจะหยุดเต้นกะทันหันอีกด้วย

การวิจัยพบว่าผู้ที่มีภาวะลิ้นหัวใจตีบรุนแรงและไม่เข้ารับการผ่าตัดจะมีโอกาสเสียชีวิตมากถึง 25% ภายในช่วง 5 ปีแรกหลังแสดงอาการ และความเสี่ยงนี้จะเพิ่มเป็น 50% ในปีถัดไป

สำหรับผู้ที่เป็นลิ้นหัวใจรั่วและไม่เข้ารับการผ่าตัดรักษา จะมีโอกาสเสียชีวิตระหว่างช่วงที่แสดงอาการครั้งแรก 5 ปีประมาณ 25% และจะเพิ่มเป็น 50% หลังจากนั้น 10 ปี

การเตรียมตัวเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ

ก่อนเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ คุณจะถูกจัดให้เข้าคลีนิคล่วงหน้าโดยคุณจะได้พบปะทีมรักษาที่จะมาดูแลคุณขณะรักษาตัวที่โรงพยาบาล

ที่คลินิก คุณจะผ่านการตรวจร่างกายและการตอบคำถามประวัติสุขภาพในอดีตของคุณ

จะมีการตรวจสอบกับการทดสอบมากมาย อย่างเช่นการตรวจเลือด หรือการเอกซเรย์ ซึ่งช่วงเวลาที่เตรียมตัวนี้คุณควรสอบถามทีมแพทย์เกี่ยวกับกระบวนการรักษาต่าง ๆ หรือแม้แต่ปรึกษาเพื่อคลายความกังวลของคุณ

คุณจะถูกสอบถามว่ากำลังใช้ยาตัวไหน หรือกำลังรับการรักษาประเภทใดอยู่ หากคุณใช้ยาที่หาซื้อตามร้านขายยา หรือเคยมีแพทย์จ่ายยาให้แก่คุณ คุณควรนำยาดังกล่าวติดตัวไปคลินิกด้วย

คุณต้องแจ้งแพทย์ล่วงหน้าหากคุณเคยประสบผลข้างเคียงหลังการได้รับยาระงับประสาท อย่างเช่นอาการคลื่นไส้ หรืออื่น ๆ อีกทั้งทีมรักษาจะสอบถามประวัติการแพ้ต่าง ๆ ที่คุณเคยประสบมา เพื่อหาใช้ยาที่สามารถเข้ากับตัวคุณได้ระหว่างการผ่าตัดจริง

แพทย์จะซักประวัติการทำฟันที่ผ่านมาของคุณเช่นกัน ไม่ว่าคุณจะใส่ฟันปลอม เหล็กดัดฟัน หรือเพลต ใด ๆ เนื่องจากว่าระหว่างการผ่าตัดคุณจะต้องหายใจผ่านท่อที่สอดลงในลำคอของคุณ และการที่มีฟันไม่แข็งแรงจะทำให้กระบวนการดังกล่าวเป็นอันตรายได้ อีกทั้งหลังจากการผ่าตัด คุณต้องคอยระมัดระวังสุขอนามัยในช่องปากมากกว่าปกติ เพราะเชื้อแบคทีเรียจากช่องปากสามารถก่อให้เกิดโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบได้ (แม้จะเป็นกรณีที่หายากมากก็ตาม)

หากคุณเป็นคนสูบบุหรี่ แพทย์จะแนะนำให้คุณเลิกเสียแต่ตอนนี้ เนื่องจากพิษบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดได้ อย่างเช่นการมีลิ่มเลือดอุดตัน หรือการติดเชื้อที่ทรวงอก เป็นต้น

กระบวนการเตรียมความพร้อมนี้มักจะให้คุณพักที่โรงพยาบาลล่วงหน้าการผ่าตัดประมาณ 5 ถึง 7 วัน เพื่อให้คุณเข้าใจและรับมือกับหลักกระบวนการทั้งหมดได้ คุณควรนำเครื่องนุ่งห่ม และของใช้ที่ต่าง ๆ ที่คุณอาจจำเป็นต้องใช้อย่างไม้เท้า หรือเครื่องช่วยฟังมาด้วย

การผ่าตัดดำเนินการอย่างไร?

ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจจะได้รับยาสลบ เพื่อทำให้คุณหลับไปตลอดการผ่าตัดโดยไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใด ๆ

ศัลยแพทย์จะเริ่มการผ่าตัดด้วยการกรีดผิวหนังหน้าอกให้ลึกจนถึงกระดูกสันอก โดยรอยกรีดจะมีความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร

เครื่องปอดและหัวใจเทียม

แพทย์จะทำการสอดท่อเข้าไปยังหัวใจของคุณกับเส้นเลือดใหญ่หลัก ซึ่งเชื่อมไปยังเครื่องบายพาสหัวใจและปอด เมื่อเปิดเครื่องดังกล่าว เลือดของคุณจะถูกสูบเข้าไปยังเครื่องจักรนั้นแทนที่จะไหลเข้าหัวใจ เครื่องจะปั๊มเลือดที่อุดมไปด้วยออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงร่างกายของคุณตลอดการผ่าตัด ซึ่งเป็นการทำงานชดเชยปอดและหัวใจจริงของคุณ

หัวใจของคุณจะถูกทำให้หยุดเต้นด้วยการฉีดสารละลายเคมีเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจจนเต็ม อีกทั้งแพทย์จะทำการรัดปิดหลอดเลือดหลักของร่างกายเพื่อให้สามารถเปิดช่องเข้าหัวใจของคุณจนสามารถทำการผ่าตัดโดยไม่มีเลือดเข้าไปในหัวใจได้

การเปลี่ยนลิ้นหัวใจ

ศัลยแพทย์จะเปิดเอออร์ตาของคุณออกจนเห็นลิ้นหัวใจเอออร์ตา และแพทย์จะนำลิ้นหัวใจที่เสียหายนั้นออกมาก่อนทำการใส่ของใหม่ด้วยวิธีการเย็บติดด้วยด้ายชนิดพิเศษ

ศัลยแพทย์จะทำให้หัวใจของคุณทำงานอีกครั้งโดยการใช้แรงกระตุ้นไฟฟ้า ก่อนจะดึงท่อที่เชื่อมไปยังเครื่องบายพาสหัวใจและปอดออก หลังจากนั้นแพทย์จะซ่อมแซมกระดูกสันอกของคุณให้เชื่อมต่อกันด้วยสายด้าย และจะทำการปิดปากแผลหน้าอกของคุณด้วยด้ายเย็บแผลที่สามารถละลายได้โดยจะคงช่องเล็ก ๆ ที่หน้าอกของคุณเอาไว้เพื่อดูดของเหลวและเลือดที่สะสมอยู่ภายในออก

กระบวนการนี้สามารถดำเนินการโดยการกรีดทรวงอกที่มีขนาดและเครื่องมือที่เล็กกว่าได้ แต่คุณยังคงต้องถูกคงชีพอยู่ด้วยเครื่องบายพาสอยู่ดี ซึ่งในอนาคต การผ่าตัดประเภทนี้อาจดำเนินการด้วยวิธีการที่ง่ายดายกว่านี้ หรืออาจไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องบายพาสหัวใจและปอดก็เป็นได้

การเลือกลิ้นหัวใจ

ลิ้นหัวใจที่จะถูกเปลี่ยนเข้าหัวใจของคุณมีอยู่สองชนิดหลัก ๆ :

  • ลิ้นหัวใจเทียม หรือก็คือลิ้นหัวใจที่ถูกสร้างมาจากวัสดุที่มนุษย์สร้างขึ้นมา อย่างเช่นไพโรติกคาร์บอน (วัสดุที่คล้ายกับแกรไฟท์)
  • และลิ้นหัวใจชีวภาพ ซึ่งผลิตมาจากเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต
  • ลิ้นหัวใจแต่ละชนิดมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวมันเอง

โดยทั่วไปแล้ว หากคุณเป็นผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ศัลยแพทย์จะแนะนำให้ใช้ลิ้นหัวใจเทียม และหากคุณมีอายุเกิน 60 ปีแพทย์จะแนะนำให้ใช้ลิ้นชีวภาพแทน

ลิ้นหัวใจเทียม

ลิ้นหัวใจเทียมมีอายุการใช้งานยาวนานและคงทนอย่างมาก

แต่กระนั้นมันก็มีโอกาสที่จะเกิดลิ่มเลือดเกาะบนพื้นผิวของลิ้นเทียมได้ โดยผู้ที่ใช้ลิ้นหัวใจเทียมจะต้องทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดไปตลอดชีวิต

การเกิดลิ่มเลือดอาจก่อให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดเนื่องมาจากการสูบฉีดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเกิดติดขัดได้

ลิ้นหัวใจเทียมจะส่งเสียงคลิ๊กออกมาเป็นบางครั้ง ในช่วงแรกอาจเป็นเสียงที่ที่น่ากังวลมากแต่ผู้คนส่วนมากจะชินไปเองในเวลาไม่นาน

ลิ้นหัวใจชีวภาพ

การติดตั้งลิ้นหัวใจชีวภาพจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดลิ่มเลือดน้อยกว่าอย่างแรก ทำให้การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดไม่จำเป็น นอกเสียจากคุณจำต้องทานยาตัวนี้เนื่องจากสาเหตุอื่น

อย่างไรก็ตาม ลิ้นหัวใจชีวภาพก็มีอายุการใช้งานไม่นาน จึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีอายุน้อย หรือผู้ที่ชอบออกแรง ทำให้อาจต้องมีการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจบ่อยครั้ง

การพักฟื้นหลังการผ่าตัด

หลังการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ คุณจะถูกส่งเข้าห้องผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลเข้มข้น (ICU) เพื่อใช้งานระบบสอดส่องกิจกรรมของหัวใจ ปอด และระบบอื่น ๆ ในร่างกายของคุณเป็นเวลา 24 ถึง 48 ชั่วโมง

คุณอาจถูกปล่อยให้หลับอยู่อย่างนั้นหลังการผ่าตัดไม่กี่ชั่วโมงหรืออาจรู้สึกตัวในเช้าถัดมา ซึ่งคุณจะพักรักษาตัวโดยติดอยู่กับเครื่องช่วยหายใจตลอดการพักฟื้น

เครื่องช่วยหายใจ

เครื่องช่วยหายใจเป็นเครื่องจักรที่มีหน้าที่ควบคุมการหายใจให้แก่ผู้ป่วยแบบอัตโนมัติ ซึ่งทำงานโดยการสับเปลี่ยนอากาศที่เต็มไปด้วยออกซิเจนให้เข้า ๆ ออก ๆ ปอดของคุณผ่านท่อที่เรียกว่าท่อหลอดคอ (หรือ ET) ที่สอดเข้าช่องปากหรือจมูกของคุณ

เมื่อคุณตื่นจากฤทธิ์ยาสลบ ท่อหลอดคอจะถูกสวมใส่ให้แล้ว ซึ่งคุณจะรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวบ้าง และในขณะที่ยังคงใช้เครื่องช่วยหายใจ คุณจะไม่สามารถพูดหรือดื่มอะไรได้ หากคุณมีอาการดีขึ้นจนทีมรักษาลงความเห็นว่าคุณสามารถทำการหายใจโดยไม่ต้องมีตัวช่วยใด ๆ แล้ว คุณจะถูกถอดเครื่องช่วยหายใจออกและสวมใส่หน้ากากครอบปากและจมูกที่ปล่อยออกซิเจนให้แก่คุณแทน

ความเจ็บปวด

เช่นเดียวกับกระบวนการผ่าตัดประเภทอื่น คุณจะมีความรู้สึกไม่สบายตัวบ้าง

ในขณะที่คุณพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล คุณจะได้รับยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดหลังฤทธิ์ยาระงับประสาทหมดลง

หากคุณสามารถกลับบ้านได้ แพทย์จะแนะนำการใช้ยาแก้ปวดแก่คุณ โดยระหว่างนี้จะมีความรู้สึกไม่สบายบริเวณที่ผ่านการผ่าตัดแน่นอน ซึ่งอาการดังกล่าวจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามแผลที่หายดีตามลำดับ

การย้ายไปรักษาต่อที่หอผู้ป่วย

คุณจะถูกปล่อยออกจากห้อง ICU ไปยังหอผู้ป่วยผ่าตัด (วอร์ด) เมื่อบรรดาแพทย์ที่ดูแลคุณเห็นว่าคุณมีสภาพร่างกายที่ดีพอแล้ว หรืออาจส่งไปห้อง high dependency unit (HDU) สำหรับผู้ที่ยังต้องมีการจับตาดูสภาวะต่าง ๆ หลังการผ่าตัดอยู่

คุณจะยังคงมีท่อและสายต่าง ๆ ติดกับตัวอยู่ ซึ่งอาจมีทั้ง:

  • ท่อหน้าอก: ท่อที่ใช้ดูดของเหลวหรือเลือดภายในทรวงอกออก (แต่มักจะถอนท่อดังกล่าวออกหลังการผ่าตัด)
  • เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ: สำหรับกรณีที่จำเป็นเท่านั้น โดยจะสอดใกล้กับท่อดูดทรวงอกเพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจ (มักจะนำออกภายหลังการผ่าตัด 4 ถึง 5 วัน)
  • ปุ่มเซนเซอร์: จะถูกติดตามพื้นผิวบนร่างกายของคุณเพื่อวัดอัตราการเต้นหัวใจและการไหลเวียนโลหิต รวมไปถึงตรวจสอบการไหลเวียนอากาศในปอดของคุณ
  • สายสวน: เป็นท่อที่สอดเข้าไปยังกระเพาะปัสสาวะของคุณเพื่อขับปัสสาวะของคุณออก

ในหอผู้ป่วย ทีมรักษาของคุณจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มความอยากอาหารของคุณ กับการพยายามทำให้คุณฟื้นตัวให้เร็วที่สุด

คุณสามารถออกจากโรงพยาบาลได้หลังการผ่าตัดประมาณ 5 ถึง 7 วัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับอัตราการฟื้นตัวของคุณ

อาจมีทีมเวชกรรมฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหัวใจหรือนักกายภาพเข้ามาให้การช่วยเหลือคุณก่อนที่แพทย์จะอนุญาตให้คุณกลับบ้านได้

พวกเขาจะแนะนำแนวทางฟื้นฟูตัวเองให้กลับเป็นปกติ และโปรแกรมการฟื้นฟูสภาพหัวใจหลังการผ่านตัด หรือแนะนำกลุ่มช่วยเหลือที่อยู่ตามชุมชนที่คุณพักอาศัยอยู่ ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อช่วยให้คุณฟื้นตัวและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเลี่ยงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อปัญหาของหัวใจในอนาคต

เวลาในการฟื้นตัว

เวลาในการฟื้นตัวเองหลังการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจจะแตกต่างกันไปตามบุคคล ขึ้นอยู่กับ:

  • อายุของคุณ
  • สุขภาพองค์รวมและความแข็งแรงของคุณ
  • สภาพร่างกายของคุณก่อนเข้ารับการผ่าตัด

โดยกระดูกสันอกมักจะใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 8 สัปดาห์กว่าจะฟื้นตัวจนหายดี และกว่าคุณจะรู้สึกหายดีเป็นปรกติสมบูรณ์ทั้งหมดอาจใช้เวลามากถึง 2-3 เดือน

การกลับบ้าน

แม้ว่าการที่จะได้กลับบ้านจะทำให้คุณรู้สึกโล่งใจมากเพียงใดก็ตาม คุณก็อาจรู้สึกกังวลถึงการพักฟื้นและดูแลตัวเองที่บ้านหลังจากนี้บ้างเป็นเรื่องธรรมดา คุณควรค่อย ๆ ปล่อยให้ร่างกายจัดการซ่อมแซมตัวเองไปอย่างช้า ๆ และเตรียมตัวรับมือกับอาการที่อาจต้องประสบหลังจากนี้จะดีกว่า โชคดีที่อาการหลังจากนี้จะมีความรุนแรงไม่มากและมักมีระยะเวลาไม่นาน

ไม่อยากอาหาร: อาจใช้ระยะเวลากว่าที่ความอยากอาหารของคุณจะกลับมา และคุณอาจพบว่าคุณสูญเสียความรู้สึกรับรสชาติไปบ้างครั้งคราว

อาการบวมและแดง: บริเวณที่โดนกรีดอาจเกิดอาการบวมและแดงขึ้นมา ซึ่งจะค่อย ๆ จางหายไปเองตามกาลเวลา หากแผลของคุณมีอาการแดงมากขึ้น มีผิวร้อน มีความเจ็บปวดเพิ่มขึ้น มีการบวมใหญ่ขึ้น หรือมีของเหลวขับออกมา คุณต้องรีบไปพบแพทย์ในทันที

นอนไม่หลับ: บางคนจะมีปัญหาในการนอนหลับหรือหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดทั้งคืน ภาวะนี้ควรจะหายไปเองตามกาลเวลา ซึ่งคุณสามารถรับประทานยาแก้ปวดก่อนเข้านอนก็ได้

ท้องผูก: คุณอาจประสบปัญหาการถ่ายยากได้ วิธีการบรรเทาคือการดื่มน้ำมาก ๆ (1.2 ลิตรหรือประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน) และรับประทานผักผลไม้มาก ๆ โดยแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาระบายในบางกรณีก็ได้

ความกังวลและภาวะซึมเศร้า: เป็นภาวะที่มักจะเกิดขึ้นหลังการผ่าตัดหัวใจ ซึ่งแรงสนับสนุนจากเพื่อนและครอบครัวจะช่วยเหลือคุณได้อย่างมาก หรือคุณก็สามารถทำการปรึกษากับพยาบาลหรือแพทย์ได้ตลอดเวลา โดยสภาพจิตของคุณจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามการฟื้นฟูทางร่างกายและกำลังวังชาของคุณ

การดูแลบาดแผล

การผ่าตัดเปิดช่องอกจะทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ ซึ่งแผลเป็นจะมีสีแดงในช่วงแรก และจะค่อย ๆ จางหายไปตามกาลเวลา

ควรทำการล้างรอยแผลด้วยน้ำสบู่อ่อนในขณะที่คุณอาบน้ำ ขณะที่พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล คุณจะสามารถอาบน้ำได้หลังจากแพทย์ทำการถอดสายกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจจากตัวคุณแล้ว (หรือหลังการผ่าตัดประมาณ 4 ถึง 5 วัน) โดยระหว่างนี้คุณต้องพยายามหลีกเลี่ยงน้ำร้อนหรือแช่ในอ่างน้ำจนกว่ารอยแผลจะหายดีแล้ว

ในช่วงหนึ่งปีแรกหลังจากผ่าตัด คุณควรปกปิดรอยแผลจากแสงอาทิตย์เพื่อไม่ให้รอยแผลมีสีคล้ำ

คุณต้องติดต่อแพทย์ทันทีหากว่า:

  • ผิวหนังบริเวณจุดที่ผ่าตัดมีความอ่อนนุ่มมากขึ้น
  • มีอาการบวมหรือแดงมากขึ้น
  • มีหนองหรือของเสียขับออกจากรอยแผล
  • มีไข้สูงหรือมากกว่า 38 องศาเซลเซียส

หากระหว่างขั้นตอนการเย็บปากแผลกรีดหน้าอกแพทย์ได้ใช้ด้ายเย็บแผลที่สามารถละลายได้ วัสดุดังกล่าวจะสลายไปภายในเวลา 3 สัปดาห์ แต่หากใช้วัสดุเย็บแผลอื่น ๆ คุณต้องไปให้แพทย์เป็นผู้นำออก หากเป็นเช่นนี้ แพทย์จะทำการนัดหมายคุณล่วงหน้าเพื่อทำการดึงด้ายเย็บแผลออกภายหลัง

การมีเพศสัมพันธ์หลังการผ่าตัดหัวใจ

หลังการผ่าตัดคุณจะมีอาการเหนื่อยล้าและหายใจลำบากซึ่งนั่นย่อมส่งผลต่อชีวิตเซ็กซ์ของคุณแน่นอน หลังการผ่าตัดคุณจะค่อย ๆ มีสุขภาพร่างกายดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งคุณสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ทันทีที่คุณพร้อม แต่ต้องพยายามหลีกเลี่ยง “กระบวนท่า” ที่มีความเสี่ยงหรือที่ต้องออกแรงเยอะเพื่อไม่ให้กระทบกับบาดแผลที่พึ่งจะหายดี

สำหรับบางคน ประสบการณ์การป่วยหนักมาอาจส่งผลต่อความรู้สึกทางเพศด้วย สำหรับผู้ชาย ความเครียดทางอารมณ์สามารถส่งผลไปสู่การเสื่อมสมรรถนะทางเพศได้ หากคุณกังวลเกี่ยวกับประเด็นส่วนตัวข้อนี้ คุณก็สามารถปรึกษากับคู่สมรส กลุ่มช่วยเหลือ หรือแพทย์ของคุณได้

การขับรถหลังการผ่าตัด

หลังการผ่าตัด คุณสามารถเดินทางด้วยการนั่งรถได้ แต่แพทย์จะห้ามใหม่ให้คุณขับรถจนกว่าจะผ่านไป 6 อาทิตย์นับจากวันที่ถูกปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาล

การกลับไปทำงาน

การกลับไปทำงานขึ้นอยู่กับประเภทของงานที่คุณทำอยู่ หากไม่มั่นใจให้ปรึกษาหรือสอบถามกับศัลยแพทย์ โดยทั่วไปคุณจะสามารถกลับไปปฏิบัติหน้าที่ได้หลังจากการพักฟื้น 6 ถึง 8 สัปดาห์นับจากวันที่ถูกปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาล แต่หากเป็นงานประเภทแรงงาน ควรใช้เวลาพักฟื้นอย่างน้อย 3 เดือนก่อนจะกลับไปทำงาน หรือคุณอาจกลับไปทำหน้าที่ที่ไม่ต้องใช้แรงมากนักก็ได้ ซึ่งต้องปรึกษาหารือกับผู้ดูแลหรือแผนกสุขภาพของที่ทำงานของคุณในเรื่องนี้ด้วย

ความเสี่ยงหลังการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ

หลังการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ จะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นหลายอย่าง ซึ่งส่วนมากมักเกิดขึ้นได้ยาก ซึ่งภาวะข้างเคียงที่เป็นไปได้มีดังนี้:

การติดเชื้อ: ลิ้นหัวใจใหม่อาจเกิดการติดเชื้อและอักเสบขึ้นได้ (เยื่อบุหัวใจอักเสบ) ซึ่งภาวะเหล่านี้จะสร้างความเสียหายแก่หัวใจของคุณ โดยระหว่างการผ่าตัด คุณจะได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะเหล่านี้

การอุดตัน: มักจะเกิดขึ้นกับลิ้นหัวใจเทียม โดยคุณจะได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดมาหากมีความเสี่ยงจะเกิดภาวะนี้สูง

ภาวะสมองขาดเลือด: หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเกิดการอุดตัน

ลิ้นหัวใจใหม่หมดสภาพหรือเสียหาย: มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปีที่เปลี่ยนเป็นลิ้นหัวใจชีวภาพ

หัวใจเต้นผิดจังหวะ: ผู้ที่เกิดภาวะเช่นนี้ประมาณ 25% จะเป็นภาวะชั่วคราว และ 1-2% ของผู้ที่เป็นจำต้องใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ (อุปกรณ์ขนาดเล็กที่ใช้ถ่าน ที่สอดเข้าใต้ผิวหนังที่หน้าอกของคุณเพื่อช่วยให้หัวใจเต้นตามปรกติ)

ในบางกรณี ภาวะข้างเคียงที่เกิดขึ้นมีความอันตรายอย่างมาก ซึ่งข้อมูลวิจัยเมื่อไม่นานมานี้พบว่าผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจประมาณ 2% จะเสียชีวิตในช่วง 30 วันแรกหลังการผ่าตัด

ซึ่งแพทย์สรุปไว้ว่าความเสี่ยงดังกล่าวมีน้อยกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหากไม่ทำการรักษากับภาวะทางหัวใจเสียอีกทำให้การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเป็นกระบวนการที่นับว่ามีประสิทธิภาพที่สุดอยู่ดี

การเปลี่ยนลิ้นหัวใจกระบวนการอื่น ๆ

การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเป็นกระบวนการรักษาภาวะโรคลิ้นหัวใจเอออร์ตาที่มีประสิทธิภาพที่สุด ณ ขณะนี้ แต่กระบวนการของการผ่าตัดประเภทนี้ก็ทำให้ร่างกายต้องแบกรับภาระมากมายเช่นกัน

สำหรับบางคน การผ่าตัดอาจเป็นกระบวนการที่อันตรายเกินไป เช่นผู้ที่มีสุขภาพย่ำแย่แต่แรก ในกรณีนี้ แพทย์จะใช้วิธีการที่สร้างความเสี่ยงต่อร่างกายน้อยกว่าการผ่าตัด ซึ่งมีตัวอย่างดังต่อไปนี้:

การเปลี่ยนลิ้นหัวใจด้วยบอลลูนขยายลิ้นหัวใจ

การสอดใส่บอลลูนขยายลิ้นหัวใจจะกระทำโดยการสอดท่อสวนหลอดเลือดที่เชื่อมไปยังหัวใจ โดยตัวบอลลูนจะมีหน้าทีพองขยายเปิดช่องลิ้นหัวใจที่ตีบ

กระบวนการนี้ไม่จำเป็นต้องมีการผ่าตัดเปิดช่องอกแต่อย่างใด ซึ่งสำหรับผู้ใหญ่แล้ว การผ่าตัดจะเป็นกระบวนการที่แนะนำให้ทำเป็นอันดับแรกอยู่ดี

ทางสถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศทางสุขภาพและทางการแพทย์ (NICE) ของประเทศอังกฤษแนะนำว่ากระบวนการใช้บอลลูนขยายลิ้นหัวใจนั้นควรดำเนินการกับผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่ไม่เหมาะสมจะเข้ารับการผ่าตัดเท่านั้น กระบวนการนี้ยังมักใช้เป็นการรักษาชั่วคราวในเด็กทารกและเด็กเล็กที่ยังไม่พร้อมรับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ซึ่งจะเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเมื่อพวกเขาโตพอแล้ว

ข้อเสียของกระบวนการใช้บอลลูนขยายลิ้นหัวใจคือระยะเวลาการใช้งานจะคงอยู่ได้แค่ 2 ถึง 3 ปีเท่านั้น

การเปลี่ยนลิ้นหัวใจด้วยสายสวนหลอดเลือด (TAVI)

การสอดสายสวนเข้าหลอดเลือดเพื่อเปลี่ยนลิ้นหัวใจเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างใหม่ โดยเป็นการสวนผ่านหลอดเลือดแดงต้นขาหรือเส้นเลือดดำ (ซึ่งเป็นชุดหลอดเลือดที่สำคัญของร่างกาย) ไปยังลิ้นเอออร์ติก หรือผ่านรอยกรีดขนาดเล็กที่ทำบนหน้าอกของผู้ป่วย

สายสวนบอลลูน (ท่อพลาสติกเรียวบางที่มีบอลลูนที่หดตัวได้ติดอยู่ที่ปลาย) จะถูกสวนไปสู่หัวใจห้องเวนทริเคิลซ้าย และท่อดังกล่าวจะทำหน้าที่ปรับตำแหน่งลิ้นหัวใจเทียมแทนของเก่า

TAVI สามารถใช้กับผู้ที่อ่อนแอเกินกว่าจะรับมือกับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจแบบทั่วไปได้ ยกตัวอย่างเช่นมีอายุไม่ถึงเกณฑ์ หรือมีโรคอื่น ๆ รุมเร้าอยู่ เป็นต้น

กระบวนการนี้นับว่าไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าการผ่าตัดแบบปรกติ แต่ TAVI ก็มีข้อเด่นที่อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจร้ายแรง โดยการวิจัยหนึ่งพบว่าการรักษาประเภทนี้สามารถลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตหลังการรักษาได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง

กระนั้น ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาเช่นนี้มักมีโอกาสเกิดภาวะขาดเลือดไปเลี้ยงสมองในช่วงปีแรกหลังกระบวนการ TAVI ประมาณ 1 ใน 16 คน

การซ่อมแซมลิ้นหัวใจ

การซ่อมแซมลิ้นหัวใจเป็นกระบวนการรักษาที่จะใช้ได้กับบางกรณีเท่านั้น และจะขึ้นอยู่กับความผิดปรกติของลิ้นหัวใจของคนไข้อีกเช่นกัน แพทย์มักเสนอให้มีการซ่อมแซมลิ้นหัวใจกับผู้ที่เป็นภาวะลิ้นหัวใจรั่ว ซึ่งจะไม่ทำกับผู้ป่วยภาวะลิ้นหัวใจตีบเด็ดขาด

ประเภทของการรักษาที่มี เช่น:

การรักษาลิ้นหัวใจรั่ว: จะมีการใช้พลาสติกเพื่อซ่อมแซมลิ้นหัวใจที่มีปัญหา

การทำทางเบี่ยงหลอดเลือด: จะทำทางเบี่ยงด้วยเนื้อเยื่อสุขภาพดีกับลิ้นหัวใจที่เสียหาย

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่