Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ยา

ยารักษาโรคหัวใจ (Heart medicines)

ทำความรู้จักยารักษาโรคหัวใจกลุ่มต่างๆ และข้อควรปฏิบัติในการใช้ยาอย่างปลอดภัย
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,940,351 คน

ยารักษาโรคหัวใจ (Heart medicines)

ในปัจจุบันมียามากมายหลากหลายชนิดในการรักษาโรคหัวใจ ผู้ป่วยอาจต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกันเพื่อรักษาโรคหัวใจ ทำให้อาจเกิดความผิดพลาด หรือขาดความร่วมมือในการใช้ยาจากผู้ป่วยได้บ้าง แต่ยาทุกตัวล้วนมีผลประโยชน์ และผลข้างเคียงน้อยที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายแล้วตามวิจารณญาณของแพทย์ผู้รักษา 

ภาวะที่สามารถใช้ยารักษาโรคหัวใจ

ก่อนที่จะไปทำความรู้จักยารักษาโรคหัวใจ มาดูกันก่อนว่า มีภาวะใดบ้างที่สามารถใช้ยารักษากลุ่มนี้ได้ ดังนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614
  • ภาวะเจ็บแน่นหน้าอก (Angina) : อาการปวด หรือไม่สบายภายในหน้าอก หรืออาการหายใจลำบาก
  • ภาวะหัวใจวาย (Heart Attack) : ภาวะที่หลอดเลือดหัวใจเกิดการอุดตันขึ้น
  • ภาวะความดันโลหิตสูง (High Blood Pressure หรือ Hypertension)
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) : ภาวะที่การสูบฉีดของหัวใจไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) : ภาวะที่หัวใจเต้นช้าเกิน เร็วเกินไป หรือเต้นอย่างไม่สม่ำเสมอ
  • โรคลิ้นหัวใจ (Heart Valve Disease) : ภาวะที่ลิ้นหัวใจหนึ่งส่วนหรือมากกว่านั้นเกิดโรคหรือความเสียหายขึ้น
  • ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง (High Blood Cholesterol Level) หรืออีกชื่อคือ ไฮเปอร์คอเลสเตอรอลเอเมีย (Hypercholesterolaemia) เป็นภาวะที่หากไม่ทำการรักษาจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขึ้นมา

ประเภทของยารักษาโรคหัวใจ

ปัจจุบันมียารักษาโรคหัวใจมากมายหลายชนิด โดยยาจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มๆ ดังนี้

  • ตัวยับยั้งแองจิโอเทนซิน-คอนเวอร์ติงเอนไซม์ (Angiotensin-converting enzyme) เช่น รามิพริล (Ramipril)
  • ตัวยับยั้งตัวรับแอนจีโอเทนซินทู (Angiotensin-II Antagonists) เช่น ลอซาทาร์น (Losartan)
  • ยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Antiarrhythmic drugs) เช่น อมิโอดาโรน (Amiodarone)
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant drugs) เช่น วาร์ฟาริน (Warfarin)
  • ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet drugs) เช่น แอสไพริน (Aspirin)
  • ยายับยั้งเบต้า (Beta-blockers) เช่น บิโสโพรลอล (Bisoprolol)
  • ยากลุ่มปิดกั้นช่องแคลเซียม (Calcium Channel Blockers) เช่น แอมโลดิปีน (Amlodipine)
  • ยาลดคอเลสเตอรอล (cholesterol-lowering medicines) เช่น ซิมวาสเตติน (Simvastatin) สแตติน (Statins)
  • ยาไดจอกซิน (digoxin)
  • ยาขับปัสสาวะ (Diuretics หรือ Water Pills) เช่น ไฮโดรคลอโรไธอะไซด์ (Hydrochlorothiazide) เบนโดรฟลูเมตไทอะไซด์ (Bendroflumethiazide)
  • ยากลุ่มไนเตรท (Nitrates) หรือยาเม็ดกลีเซอรีนไตรไนเตรท (Glyceryl Trinitrate: GTN)

ยาในกลุ่มเดียวกันจะให้ผลโดยรวมไปในทางเดียวกัน แต่อาจมีขั้นตอนการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันได้เล็กน้อย และในบางชนิดก็มียาเม็ดที่ผสมมาจากยา 2 ชนิดเข้าด้วยกันอีกด้วย จึงควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง ไม่ควรซื้อยารับประทานด้วยตนเอง

วิธีการใช้ยารักษาโรคหัวใจ

วิธีการใช้ยารักษาโรคหัวใจจะแบ่งตามชนิดของยา ดังนี้

  • ชนิดรับประทาน (Orally) : โดยมากมักจะเป็นยาเม็ด แคปซูล หรือยาน้ำที่ให้กลืน หรือละลายในน้ำก่อนดื่มเข้าไป
  • ชนิดวางไว้ใต้ลิ้น (Sublingually) : เป็นยาเม็ดที่ให้วางไว้ใต้ลิ้นเพื่อให้ยาค่อยๆ ละลาย หรือเป็นยาสเปรย์พ่นที่ให้ฉีดลงข้างใต้ลิ้น
  • ชนิดฉีดเข้าเส้นเลือดดำ (Intravenously) : เป็นยาที่ฉีดเข้าเส้นเลือดดำโดยตรง หรือให้ในรูปแบบของยาที่เจือจางโดยการหยดยาเข้าเส้นเลือด
  • ชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscularly) : ฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อบริเวณบั้นท้าย หรือต้นขา
  • ชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Subcutaneously) : ยาที่ฉีดเข้าใต้ชั้นผิวหนัง
  • แผ่นแปะติดกาว (Self-Adhesive Patch) : เป็นแผ่นแปะที่มีส่วนผสมของยาให้ใช้แปะลงบนผิวหนัง เพื่อให้ยาค่อยๆ ซึมเข้าร่างกายอย่างช้าๆ

ข้อควรปฏิบัติในการใช้ยารักษาโรคหัวใจ

เนื่องจากผู้ป่วยโรคหัวใจอาจจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิด ผู้ป่วยจึงควรรู้ว่า จะต้องปฏิบัติอย่างไรในการใช้ยาให้ปลอดภัย ดังนี้

  • ผู้ป่วยควรใช้ยาที่แพทย์สั่งตามกำหนดอย่างเคร่งครัด
  • ห้ามหยุดใช้ยากะทันหันโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อน
  • ปรึกษาแนวทางการใช้ยาที่หาซื้อได้ทั่วไปกับเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่ายาเหล่านั้นจะไม่ตีกับยาที่แพทย์สั่ง (ซึ่งคุณกำลังใช้อยู่)
  • ห้ามยืมหรือใช้ยาที่แพทย์จัดมาให้ผู้อื่น
  • พึงจำไว้ว่า ยาส่วนมากมักจะมีส่วนประกอบ และโดส หรือปริมาณยาที่ต่างกัน และถูกจ่ายให้ผู้ป่วยแต่ละคนไม่เหมือนกัน
  • ควรแจ้งเรื่องของผลข้างเคียงหรือความเปลี่ยนแปลงที่มีต่ออาการหลังการแก่แพทย์หรือเภสัชกรที่จัดยาให้
  • หากลืมกินยาเป็นประจำ ควรปรึกษาทางแก้ไขร่วมกับแพทย์ เภสัชกรหรือพยาบาล ให้ช่วยแก้ไขปัญหา
  • ยาบางตัวประกอบด้วยโซเดียม (Sodium) ที่พบได้ในเกลือ หากคุณรับประทานอาหารที่มีปริมาณเกลือมากอยู่แล้ว และเมื่อได้รับยาเพิ่ม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease)
  • ผลเกรปฟรุต (Grapefruits) หรือน้ำเกรปฟรุตอาจส่งผลต่อยาสำหรับโรคหัวใจได้หลายทาง เช่น การดื่มน้ำเกรปฟรุตจะเพิ่มฤทธิ์ของยาจนอาจทำให้คุณรู้สึกไม่ดี
  • ยารักษาโรคหัวใจบางชนิดอาจเป็นอันตรายต่อผู้หญิงที่มีครรภ์ หรือคุณแม่ที่ต้องให้นมบุตร เพราะฉะนั้นจึงต้องแจ้งแพทย์ว่า คุณตั้งครรภ์อยู่ หรือกำลังให้นมบุตร เพื่อให้แพทย์จ่ายยาที่มีผลข้างเคียงน้อยที่สุดให้แก่คุณ

ผลข้างเคียงของยารักษาโรคหัวใจ

ผลข้างเคียงของยารักษาโรคหัวใจจะขึ้นอยู่กับประเภทของยา เช่น ยาขับปัสสาวะก็จะทำให้ผู้ปัสสาวะมาก หรือยากลุ่มปิดกั้นช่องแคลเซียม อาจทำให้มีอาการบวมตรงหลังเท้า เวลาที่ยืน หรือนั่งนานๆ ซึ่งหากใช้ไประยะเวลาหนึ่งอาการข้างเคียงต่างๆ ก็จะหายไปเอง หรือผู้ป่วยจะทนได้เอง 

แต่หากมีอาการที่ทนไม่ได้ในช่วงระยะเริ่มต้นใช้ยาให้รีบแจ้งแพทย์ทันที โดยแพทย์อาจลดขนาดหรือเปลี่ยนชนิดยาให้ และห้ามหยุดใช้ยาเองเนื่องจากอาจทำให้ภาวะของผู้ป่วยแย่ลงได้  


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป