มะเร็งและโรคร้าย

สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง

เมื่อไหร่ที่จำเป็นต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) ในภาวะสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง(AV Block)?
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 301,921 คน

สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง

“สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง(Heart block)” หรือเรียกว่า เอทริโอเวนตริคูลลาร์ บล็อก(atrioventricular block) หรือ เอวีบล็อก(AV block) เป็นปัญหาที่ค่อนข้างพบได้บ่อยส่งผลต่อระบบกระแสไฟฟ้าของหัวใจ สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางกันเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักสองสาเหตุของหัวใจเต้นช้า

ภาวะสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางเกิดจากสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจถูกสกัดกั้นไม่ให้เคลื่อนที่จากห้องเอเทรียม(atrium)มายังห้องเวนทริเคิล(ventricle) และเมื่อสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจถูกสกัดมากพอก็จะทำให้หัวใจเต้นช้าลงไปถึงระดับที่อันตรายได้

สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางทำให้เกิดอาการหลากหลายได้ตั้งแต่ไม่มีอาการจนถึงเวียนศีรษะ เป็นลม(ไม่รู้สึกตัว) หรือกระทั่งเสียชีวิตขึ้นกับความรุนแรง สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางที่รุนแรงจนทำให้มีอาการหรือเสี่ยงจะมีอาการรุนแรงสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ(pacemaker) ดังนั้นถ้ามีภาวะสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางประเด็นหลักที่คุณและแพทย์จะต้องพิจารณาคืออาการสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางนั้นร้ายแรงมากพอที่จะใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจหรือไม่

เมื่อไหร่ที่สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ?

การตัดสินใจว่าผู้ที่มีภาวะสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางคนใดจะต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจนั้นขึ้นกับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ สาเหตุของสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง “ระดับ(degree)”ของสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง และตำแหน่งของสัญญาณไฟฟ้าที่ถูกสกัด และอาการที่เกิดขึ้น

สาเหตุของสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางคืออะไร?

สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางช่วงสั้นๆนั้นไม่เป็นอันตรายหรือไม่ผิดปกติเสมอไป สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางชั่วคราวมักพบในคนอายุน้อยและแข็งแรงที่มีการเพิ่มขึ้นของกระแสประสาทวากัส(vagus nerve)อย่างฉับพลัน การเพิ่มขึ้นของกระแสประสาทวากัสนั้นมักพบร่วมกับอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนหรือเป็นการตอบสนองต่อความเจ็บปวด ความตื่นกลัว หรือความเครียดกะทันหัน สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางลักษณะนี้ไม่ร้ายแรงถึงชีวิตและไม่บ่งบอกถึงโรคหรือความผิดปกติของระบบไฟฟ้าของหัวใจ และจะหายไปทันทีหลังจากสิ่งกระตุ้นนั้นลดลง ส่วนใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ ในทางตรงกันข้าม สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางอาจเกิดจากโรคของหัวใจหลายโรคโดยเฉพาะโรคหลอดเลือดโคโรนารี หัวใจล้มเหลว หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และยังมีภาวะสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางที่ถ่ายทอดในครอบครัวได้ โดยทั่วไปแล้วสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางนั้นเกิดจากโรคหัวใจซึ่งหมายความว่าเป็นความผิดปกติที่ถาวรของระบบไฟฟ้าในหัวใจ โดยสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางชนิดนี้จะแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไปจึงจำเป็นต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ

ระดับของสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางคือ

แพทย์แบ่งภาวะสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางเป็น “ระดับ(degree)” 3 ระดับ โดยแพทย์จะใช้คลื่นไฟฟ้าหัวใจ(electrocardiogram)หรืออีซีจี(ECG)ในการแบ่งระดับของสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง

สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางระดับที่ 1 (First degree block) หมายถึงสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจสร้างจากเอเทรียมมาถึงเวนทริเคิลได้ในที่สุดแต่ช้า

สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางระดับที่ 2 (Second degree block) หมายถึงสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจบางส่วนมาถึงเวนทริเคิลได้สำเร็จแต่บางส่วนมาไม่ถึงเวนทริเคิล

สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางระดับที่ 3 (Third degree block) หรือที่เรียกว่า “คอมพลีท ฮาร์ท บล็อก(complete heart block)” โดยการรอดชีวิตของผู้ป่วยขึ้นกับเซลล์ที่สร้างจังหวะการเต้นของหัวใจที่อยู่ใต้ต่อจุดที่สัญญาณไฟฟ้าถูกสกัดยังมีอยู่หรือไม่ ซึ่งเซลล์นี้จะสร้างสัญญาณไฟฟ้าขึ้นมาเองและทำให้หัวใจยังคงบีบตัวอยู่ จังหวะการเต้นของหัวใจที่สร้างโดยเซลล์เหล่านี้เรียกว่า “เอสเคปริทึม(escape rhythm)” และบ่อยครั้งที่เอสเคปริทึ่มนี้เต้นไม่เป็นจังหวะแน่นอนและแปรเปลี่ยนจังหวะได้ง่าย โดยการมีเอสเคปริทึ่มถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ปกติแล้วสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางในระดับที่สูงขึ้นก็มีแนวโน้มจะต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจมากขึ้นด้วย ซึ่งเครื่องกระตุ้นหัวใจจำเป็นต้องใส่ในผู้ป่วยสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางระดับ 3 ทุกรายและระดับ 2 บางรายส่วนสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางระดับ 1 นั้นน้อยมากๆ

ตำแหน่งที่สัญญาณไฟฟ้าถูกกั้นไว้คือที่

ขณะที่หัวใจเต้นตามจังหวะปกติ สัญญาณไฟฟ้าหัวใจต้องผ่านรอยต่อระหว่างหัวใจห้องเอเทรียมและหัวใจห้องเวนทริเคิลที่ประกอบไปด้วยสองส่วนคือ เอวีโหนด(AV node) และ ฮิสบันเดิล(His bundle)ซึ่งเป็นตัวกำหนดความรุนแรงของการปิดกั้นสัญญาณไฟฟ้าหัวใจ และเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทราบว่าจุดใดของรอยต่อระหว่างหัวใจห้องเอเทรียมและหัวใจห้องเวนทริเคิลที่มีการปิดกั้นสัญญาณไฟฟ้าหัวใจเกิดขึ้นว่าเกิดที่เอวีโหนดหรือที่ฮิสบันเดิล(หรือแขนงที่แตกออกจากฮิสบันเดิล) ในผู้ป่วยส่วนใหญ่แพทย์จะหาตำแหน่งของสัญญาณไฟฟ้าหัวใจที่ถูกขวางง่ายๆด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อย่างไรก็ตามบางครั้งอาจจำเป็นต้องตรวจสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ

สัญญาณไฟฟ้าหัวใจที่ถูกขวางที่เอวีโหนด(ที่เรียกว่าการบล็อก“ส่วนต้น”)ค่อนข้างที่จะไม่เป็นอันตรายและมักไม่ต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจถาวร เนื่องจากสัญญาณไฟฟ้าหัวใจที่ถูกขวางที่เอวีโหนดนี้จะมีเซลล์ที่กำหนดจังหวะการเต้นของหัวใจย่อยๆอยู่เลยจากจุดที่ถูกบล็อกทำให้เป็นตัวกำหนดจังหวะการเต้นของหัวใจแทนสัญญาณที่มาจากเอเทรียม จังหวะการเต้นจากเซลล์ลักษณะนี้เรียกว่า “จังค์ชันนอล เอสเคป ริทึม(junctional escape rhythm)” ซึ่งค่อนข้างคงที่และไม่อันตรายถึงชีวิต ในทางตรงกันข้ามสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางระดับที่ 3 ที่เกิดจากสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขวางที่ฮิสบันเดิลหรือจุดที่ต่ำกว่าฮิสบันเดิล(เรียกว่าการบล็อก“ส่วนปลาย”) โดยผู้ป่วยจะมีเซลล์กำหนดจังหวะการเต้นของหัวใจเหลืออยู่ที่เวนทริเคิลเท่านั้นทำให้เกิดจังหวะการเต้นของหัวใจที่อันตรายมากกว่า ที่เรียกว่า “เวนทริคูลาร์ เอสเคป ริทึม(ventricular escape rhythm)” ซึ่งเซลล์กำหนดจังหวะการเต้นของหัวใจที่เหลืออยู่นี้ไม่ค่อยคงที่และมีแนวโน้มที่จะหยุดทำงานกะทันหัน และเนื่องจากมีแนวโน้มที่จะแย่ลงเรื่อยๆ แม้ในรายที่ทำให้เกิดแต่สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางระดับที่ 1 และ 2 เท่านั้น แต่การมีสัญญาณไฟฟ้าหัวใจที่บล็อกส่วนปลายนั้นก็ถือว่าอันตราย

อาการที่เกี่ยวข้องกับสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางคืออะไร

สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางที่ไม่ทำให้เกิดอาการใดๆไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแม้ว่าจะเป็นสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางระดับที่ 3 หรือเป็นสัญญาณไฟฟ้าถูกขัดขวางส่วนปลาย แต่ถ้าสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางนั้นทำให้เกิดอาการโดยเฉพาะเวียนศีรษะหรือเป็นลมจำเป็นต้องรักษาด้วยการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ โดยมีข้อยกเว้นคือถ้ารู้ว่าสัญญาณไฟฟ้าหัวใจที่ถูกขัดขวางนั้นเป็นชั่วคราว ตัวอย่างเช่นเกิดจากการเพิ่มขึ้นของกระแสประสาทวากัสชั่วคราว

ข้อสรุปของการใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจในภาวะสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง

ถ้าคุณมีภาวะสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง เหล่านี้คือปัจจัยหลักที่ใช้พิจารณาว่าต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจหรือไม่

  • ถ้าสัญญาณไฟฟ้าหัวใจที่ถูกขัดขวางนั้นเกิดจากการเพิ่มขึ้นของกระแสประสาทวากัสชั่วคราวก็ไม่ต้องใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ
  • ถ้าสัญญาณไฟฟ้าหัวใจที่ถูกขัดขวางนั้นเป็นระดับที่ 1 ไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจยกเว้นสัญญาณไฟฟ้าถูกขัดขวางส่วนปลาย
  • ถ้าสัญญาณไฟฟ้าหัวใจที่ถูกขัดขวางนั้นเป็นระดับที่ 2 ที่ทำให้เกิดอาการหรือเป็นการขัดขวางสัญญาณไฟฟ้าหัวใจส่วนปลายจึงต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ แต่ถ้าสัญญาณไฟฟ้าหัวใจที่ถูกขัดขวางระดับที่ 2 นั้นไม่ทำให้เกิดอาการหรือเป็นการขัดขวางสัญญาณไฟฟ้าหัวใจส่วนต้นก็ไม่ต้องใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ
  • ถ้าสัญญาณไฟฟ้าหัวใจที่ถูกขัดขวางนั้นเป็นระดับที่ 3 แม้ว่าเกิดจากการเพิ่มขึ้นของกระแสประสาทวากัสชั่วคราวก็ยังต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ

ดังนั้นถ้ามีภาวะสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวางหรือเอวีบล็อก คุณและแพทย์จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยเหล่านี้เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้องว่าจะใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจหรือไม่ และโชคดีที่การรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นในการพิจารณานั้นทำได้ค่อนข้างรวดเร็วและตรงไปตรงมา มีบางครั้งเท่านั้นที่ต้องทำการศึกษาสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจเพิ่มเติม

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่