Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

ริดสีดวงทวาร

สาเหตุการเกิดโรคริดสีดวงทวาร วิธีการป้องกันและการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 11 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,916,774 คน

ริดสีดวงทวาร

โรคริดสีดวงทวาร (Haemorrhoids หรือ piles) คือการบวมที่เต็มไปด้วยหลอดเลือดมากมายที่ขยายใหญ่ขึ้น ณ ตำแหน่งที่เป็นได้ทั้งภายในหรือรอบทวารหนัก (บนไส้ตรงและปากทวาร)

โรคริดสีดวงหลายกรณีจะไม่ทำให้เกิดอาการใดๆ และผู้ป่วยบางรายอาจจะไม่รู้ตัวว่าตนเองมีภาวะนี้ด้วยซ้ำ แต่หากมีอาการขึ้นมา ก็มักจะมีลักษณะดังนี้ เลือดออกหลังจากถ่ายหนัก (เลือดที่ออกมักจะมีสีแดงสด) คันก้น เกิดติ่งหรือก้อนห้อยอยู่ข้างนอกทวารหนัก ซึ่งต้องถูกกดเข้าข้างในหลังจากถ่ายหนัก มีมูกออกจากทวารหลังจากถ่ายหนัก อาการปวด แดง และบวมรอบทวารหนัก อาจจะมีอาการกลั้นอุจจาระไม่ได้ หรือรู้สึกตุงบริเวณก้นได้ 

โรคริดสีดวงส่วนมากมักจะไม่สร้างความเจ็บปวด นอกจากทำให้การไหลเวียนเลือดถูกชะลอลง เนื่องจากถูกก้อนเนื้อขวางไว้ อาการปวดหรือรู้สึกคลำเจอก้อน จะพบในกรณีที่ริดสีดวงมีการแข็งตัวของเลือดคั่งอยู่ภายใน

ควรไปพบแพทย์เมื่อไร?

ควรไปพบแพทย์เมื่อคุณมีอาการจากโรคริดสีดวงทวารแบบเรื้อรังหรือรุนแรง หากคุณประสบกับอาการเลือดออกจากทวารควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาภาวะสุขภาพร้ายแรงต่างๆ

อาการของโรคริดสีดวงมักจะหายไปเองด้วยการรักษาง่ายๆ โดยคุณสามารถหาซื้อยารักษาได้เองจากร้านขายยาโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งจากแพทย์ อย่างไรก็ตามควรแจ้งแพทย์หากอาการของคุณไม่ดีขึ้น  เช่นมีอาการเจ็บปวดหรือเลือดออก

แพทย์มักจะวินิจฉัยโรคริดสีดวงได้จากการตรวจภายในทางทวารหนักง่ายๆ กระนั้นก็อาจต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ตรวจสอบและดำเนินการรักษาเสียมากกว่า 

โรคริดสีดวงทวารเกิดจากอะไร?

สาเหตุของการเกิดโรคริดสีดวงทวารยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ก็เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับภาวะความดันของเส้นเลือดรอบและภายในทวารหนัก ความดันที่สูงขึ้นนี้จะทำให้หลอดเลือดภายในทวารบวมและอักเสบขึ้น

หลายๆ กรณีคาดว่าเกิดมาจากการเบ่งอุจจาระอย่างแรงระหว่างการถ่ายหนักเนื่องจากอาการท้องผูก ซึ่งเป็นอาการที่มักเกิดกับผู้ที่ไม่ได้ทานกากใยอาหารเพียงพอ ซึ่งริดสีดวงยังสามารถเกิดกับผู้ที่ประสบกับอาการท้องร่วงเรื้อรังได้ด้วย

ปัจจัยอื่นๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคริดสีดวงทวารมีดังนี้ 

  • มีน้ำหนักร่างกายมากหรือภาวะอ้วน 
  • ภาวะอุจจาระร่วง 
  • อายุที่เพิ่มมากขึ้น 
  • การตั้งครรภ์ 
  • โรคเนื้องอกบริเวณอุ้งเชิงกราน 
  • ครอบครัวที่มีประวัติโรคริดสีดวงมาก่อน 
  • การออกแรงยกของหนักบ่อยๆ 
  • การไอเรื้อรัง 
  • การนั่งเป็นเวลานาน 
  • การเบ่งถ่าย 
  • ภาวะท้องผูกเรื้อรัง 
  • การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและการใช้ยาต้านเกล็ดเลือด

การป้องกันและการรักษาโรคริดสีดวงทวาร

โรคริดสีดวงทวารมักจะหายไปเองภายในเวลาไม่กี่วันโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาใดๆ ส่วนริดสีดวงที่เกิดระหว่างการตั้งครรภ์มักจะดีขึ้นเองหลังคลอด

การป้องกันโรคริดสีดวงทวาร

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่ช่วยลดภาระที่หลอดเลือดภายในและรอบทวารเป็นการป้องกันโรคริดสีดวงทวารที่แนะนำ ซึ่งมีดังนี้

  • ปรับเพิ่มปริมาณกากใยอาหารที่รับประทานทีละน้อย โดยแหล่งกากใยอาหารที่ดีคือผักผลไม้ ข้าว พาสต้า และขนมปัง เป็นต้น 
  • ดื่มน้ำให้มากๆ โดยเฉพาะน้ำเปล่า พยายามเลี่ยงหรือลดปริมาณคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ลง  
  • อย่าอั้นการขับถ่าย การเพิกเฉยต่อความอยากถ่ายหนักจะทำให้อุจจาระแข็งและแห้งขึ้นจนอาจทำให้คุณต้องเบ่งออกในที่สุด 
  • เลี่ยงยาที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก เช่นยาแก้ปวดที่มีส่วนประกอบของโคเดอีน 
  • ลดน้ำหนัก (หากคุณมีน้ำหนักเกิน) การออกกำลังกายเป็นประจำ นอกจากสามารถป้องกันอาการท้องผูกแล้ว ยังลดความดันโลหิต และช่วยคุณลดน้ำหนักได้อีกด้วย
  • พยายามเลี่ยงการเบ่งอุจจาระ เพราะจะทำให้โรคริดสีดวงทวารทรุดลง ใช้ผ้าเช็ดทวารหนักชื้นๆ แทนการใช้กระดาษแห้งๆ หรือใช้กระดาษเย็นในการทำความสะอาดหลังการถ่ายหนัก ทำความสะอาดด้วยการตบรอบทวารหนักเบาๆ แทนการขยี้แรงๆ

หลักปฏิบัติข้างต้นจะช่วยลดการกลับมาของโรคริดสีดวงทวาร หรือแม้แต่ป้องกันการเกิดโรคขึ้นได้

การใช้ยารักษาโรคริดสีดวงทวาร

การใช้ยาที่ต้องทาลงทวารหนักโดยตรง (ยาใช้เฉพาะที่หรือยาภายนอก) หรือยาเม็ดที่หาจากร้านขายยาหรือที่แพทย์จัดจ่ายมาให้นั้นสามารถบรรเทาอาการและทำให้คุณถ่ายคล่องขึ้นได้ อีกทั้งมีตัวเลือกการรักษาสำหรับโรคริดสีดวงทวารรุนแรงมากมาย โดยหนึ่งในนั้นคือ banding ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ใช่การผ่าตัดที่ใช้แถบอีลาสติกรัดรอบฐานของริดสีดวงให้แน่นมากๆ เพื่อตัดขาดการไหลเวียนของเลือด ซึ่งริดสีดวงที่ถูกรัดจะหลุดออกมาเองหลังจากนั้นประมาณหนึ่งอาทิตย์

หากคุณจำต้องเข้ารับการรักษาที่เข้มข้นกว่านั้น แพทย์จะทำการจำแนกประเภทของริดสีดวงและตำแหน่งภายในท่อทวารก่อน โดยส่วนที่อยู่ใกล้กับทวารมากที่สุดหรือส่วนล่างจะสามารถส่งสัญญาณความเจ็บปวดได้ ในขณะที่ลำไส้ส่วนลึกเข้าไปจะไม่สามารถทำได้ การรักษาโรคริดสีดวงทวารหนักที่ไม่ใช่การผ่าตัดที่ส่วนล่างของท่อทวารมักจะมีความเจ็บปวดอย่างมากเนื่องจากเป็นชุดเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณความเจ็บปวดได้ ในกรณีเช่นนี้จะต้องดำเนินการผ่าตัดริดสีดวงทวารแทน ซึ่งการผ่าตัดรักษาริดสีดวงจะดำเนินการด้วยการใช้ยาสลบ (ทำให้คุณหมดสติ) มักจะเป็นการผ่ากำจัดหรือลดขนาดของริดสีดวงที่อยู่ภายนอกทวาร

การวินิจฉัยโรคริดสีดวงทวาร

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคริดสีดวงทวารได้จากการตรวจสอบทวารหนักของคุณเพื่อมองหาเส้นเลือดที่บวมออก

ผู้ป่วยริดสีดวงทวารบางรายอาจไม่สะดวกใจจะพบแพทย์เนื่องจากรู้สึกอาย กระนั้นคุณควรทำใจให้สบายเนื่องจากบรรดาแพทย์ต่างต้องวินิจฉัยโรคริดสีดวงทวารเป็นเรื่องปรกติอยู่แล้ว

สิ่งสำคัญคือการแจ้งอาการต่างๆ ทั้งหมดกับแพทย์ ยกตัวอย่างเช่น บอกแพทย์ว่าคุณมีน้ำหนักลดในช่วงที่ผ่านมา กิจจะลักษณะการเคลื่อนตัวของลำไส้คุณเปลี่ยนแปลงไป หรือว่าคุณมีอุจจาระเหนียวหรือสีคล้ำมาก เป็นต้น

การตรวจทวารหนัก

แพทย์มักจะทำการตรวจสอบภายนอกทวารหนักของคุณเพื่อมองหาริดสีดวงที่มองเห็นชัดก่อนดำเนินการตรวจสอบภายในด้วยเทคนิคที่เรียกว่า  Digital Rectal Examination (DRE) ระหว่าง DRE แพทย์จะสวมถุงมือและใช้สารหล่อลื่นเพื่อสอดนิ้วเข้าไปสัมผัสหาความผิดปรกติภายในทวารหนัก กระบวนการนี้มักจะไม่สร้างความเจ็บปวดใดๆ แต่อาจทำให้คุณรู้สึกไม่สบายตัวบ้างเล็กน้อย

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่

ในบางกรณีอาจต้องมีการตรวจภายในที่ลึกลงไปกว่านั้นด้วยการใช้กล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ (Proctoscopy) โดยจะมีการใช้ proctoscope ที่เป็นท่อยาวกลวงๆ ที่มีไฟฉายติดอยู่ที่ปลายสอดเข้าทวารหนักของคุณเพื่อให้แพทย์มองเห็นภายในลำไส้ใหญ่ส่วนปลายของคุณได้ทั้งหมด

แพทย์ส่วนใหญ่จะสามารถดำเนินการตรวจประเภทนี้ได้ แต่ก็ไม่ใช่กับทุกคนเนื่องจากแพทย์บางท่านอาจไม่ได้ผ่านการฝึกฝนเพียงพอหรือยังคงขาดอุปกรณ์ที่ต้องใช้อยู่ ดังนั้นคุณอาจถูกส่งตัวไปยังสถานพยาบาลที่มีความพร้อมดำเนินการก็เป็นได้

ประเภทของริดสีดวงทวารหนัก

หลังจากที่คุณเข้ารับการตรวจทวารหนักหรือ Proctoscopy แล้ว แพทย์จะสามารถชี้ชัดประเภทของริดสีดวงของคุณได้

โดยริดสีดวงทวารนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งภายนอกและภายใน ริดสีดวงภายในจะเกิดอยู่บนท่อทวารส่วนบน และริดสีดวงภายนอกมักจะเกิดบนส่วนล่างของทวาร (ใกล้กับปากทวารมากที่สุด) เส้นประสาทที่ลำไส้ส่วนล่างจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมองได้ แต่เส้นประสาทที่ส่วนบนจะไม่สามารถทำเช่นนี้ได้

โรคริดสีดวงทวารสามารถจำแนกเพิ่มเติมได้ตามขนาดและความรุนแรงของโรค ดังนี้

  • ระดับแรก: การบวมมีขนาดน้อย เกิดขึ้นบนเยื่อบุภายในของทวารหนัก และมักจะมองไม่เห็นจากภายนอก
  • ระดับที่สอง: การบวมมีขนาดใหญ่ขึ้นและอาจจะดันตัวออกมานอกทวารเมื่อคุณถ่ายหนัก แต่จะหายไปข้างในหลังการถ่ายหนัก
  • ระดับที่สาม: มีก้อนเนื้ออ่อนๆ หนึ่งก้อนขึ้นไปห้อยลงมาจากทวารหนัก และสามารถดันกลับเข้าข้างในได้ (prolapsing and reducible)
  • ระดับที่สี่: ก้อนขนาดใหญ่ห้อยลงมาจากทวารหนัก และไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้ (irreducible)

แพทย์จำต้องทราบทั้งขนาดและประเภทของริดสีดวงที่คุณประสบ เพื่อใช้กำหนดทิศทางการรักษาที่ดีที่สุด

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคริดสีดวงทวาร

ยาภายนอกจากร้านขายยา

มีครีม ขี้ผึ้ง และยาเหน็บมากมายที่วางขายตามร้านขายยาโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งจากแพทย์ ยาเหล่านี้สามารถบรรเทาอาการบวมและไม่สบายตัวจากโรคริดสีดวงทวารได้ ซึ่งคุณควรใช้ยาเหล่านี้เป็นเวลาเพียงห้าถึงเจ็ดวันต่อประเภทยา หากคุณใช้ยาเป็นเวลานานกว่านั้นอาจไปสร้างความระคายเคืองแก่ผิวหนังอ่อนไหวรอบทวารหนักได้ การใช้ยาทั้งหมดควรดำเนินการพร้อมกับปฏิบัติตามคำแนะนำดูแลตนเองกับอาหารการกินข้างต้น

ยังไม่มีหลักฐานว่าวิธีการไหนมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน ดังนั้นควรทำการปรึกษาแพทย์เภสัชกรเพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกใช้ยาของคุณ และต้องอ่านคำแนะนำที่ฉลากยาให้ละเอียดก่อนใช้ยา

หมายเหตุ: ห้ามใช้ยามากกว่าหนึ่งประเภทพร้อมกัน

ครีมคอร์ติโคสเตียรอยด์

หากคุณมีอาการอักเสบรุนแรงภายในและรอบทวารหนัก แพทย์ของคุณจะจัดจ่ายยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นตัวยาที่ประกอบด้วยสารสเตียรอยด์

คุณไม่ควรใช้ครีมคอร์ติโคสเตียรอยด์นานกว่าหนึ่งสัปดาห์ต่อครั้งเนื่องจากจะทำให้ผิวหนังรอบทวารหนักบางและทำให้อาการระคายเคืองรุนแรงขึ้น

ยาแก้ปวด

ยาแก้ปวดทั่วไปอย่างพาราเซตตามอลจะช่วยลดอาการปวดจากโรคริดสีดวงทวารได้ อย่างไรก็ตาม หากคุณมีอาการเลือดออกมา พยายามเลี่ยงยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroid anti-inflammatory drugs - NSAID) เช่นยาอิบูโพรเฟน เพราะจะทำให้เลือดที่ออกจากลำไส้ตรงมีมากขึ้น อีกทั้งควรเลี่ยงยาแก้ปวดที่มีโคเดอีนเพราะจะทำให้เกิดอาการท้องผูก

แพทย์จัดจ่ายยาที่มีส่วนผสมของยาชาเพื่อรักษาความเจ็บปวดจากโรคริดสีดวงทวาร และเช่นเดียวกับยาภายนอกที่หาซื้อจากร้านขายยา คุณไม่ควรใช้ยาที่ได้จากแพทย์นี้นานเกินไป เพราะจะทำให้ผิวหนังรอบทวารหนักอ่อนไหวมากขึ้น

ยาระบาย

หากคุณมีอาการท้องผูก แพทย์จะจัดจ่ายยาระบายเพื่อช่วยให้คุณถ่ายคล่องขึ้น

การรักษาโรคริดสีดวงทวารหนักที่ไม่ใช้การผ่าตัด

หากการปรับเปลี่ยนอาหารการกินและการใช้ยาไม่ทำให้อาการของคุณดีขึ้น แพทย์มักจะส่งคุณไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อยืนยันการมีอยู่ของโรคริดสีดวงทวาร และแนะนำการรักษาที่เหมาะสมอื่นๆ

หากริดสีดวงของคุณเกิดขึ้นที่ส่วนบนของท่อทวารหนัก แพทย์จะแนะนำให้คุณเข้ารับการรักษาที่ไม่ใช่การผ่าตัดอย่าง banding หรือการฉีดสารระคายเคืองเส้นเลือด (sclerotherapy)

Banding

Banding คือการพันแถบอีลาสติกแน่นๆ รอบฐานของริดสีดวงเพื่อตัดขาดการไหลเวียนโลหิตที่มาเลี้ยงติ่งเนื้อ ติ่งของริดสีดวงจะหลุดออกภายหลังการรัดนี้ประมาณหนึ่งสัปดาห์

Banding มักเป็นกระบวนการรักษากับผู้ป่วยนอกที่ไม่ต้องใช้ยาชา และผู้ป่วยส่วนมากจะสามารถกลับไปดำเนินกิจกรรมประจำวันได้ตามปรกติภายในวันถัดไป คุณอาจรู้สึกเจ็บปวดหรือไม่สบายตัวภายในหนึ่งหรือสองวันหลังจากการรัดได้ โดยคุณสามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดทั่วไป แต่หากจำเป็นแพทย์สามารถจ่ายยาแก้ปวดที่แรงขึ้นแก่คุณก็ได้

คุณอาจไม่รู้สึกตัวว่าริดสีดวงหลุดออกแล้ว ซึ่งติ่งเนื้อนี้ควรจะหลุดออกจากร่างกายพร้อมอุจจาระของคุณ หากคุณสังเกตเห็นเมือกขับออกจากทวารหนักภายหลังกระบวนการไม่กี่สัปดาห์ นั่นหมายความว่าริดสีดวงทวารได้หลุดออกไปแล้ว

ภายหลังกระบวนการนี้ คุณอาจสังเกตว่ามีเลือดออกจากทวารของคุณ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องปรกติหากมีเล็กน้อย แต่จะไม่ปกติหากมีเลือดออกมากเกินไป หากคุณถ่ายออกมามีสีแดงสดหรือมีลิ่มเลือด ให้ไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน เนื่องจากอาจเกิดแผลเปิด ณ ตำแหน่งที่มีการพันแถบอีลาสติกไว้ กระนั้นภาวะนี้ก็มักจะหายได้เองแม้จะไม่ได้รับการรักษา

การฉีดยา

การฉีดสารระคายเคืองเส้นเลือด (sclerotherapy) เป็นกระบวนการรักษาโรคริดสีดวงทวารนอกจาก banding ระหว่าง sclerotherapy แพทย์จะทำการฉีดสารเคมีเข้าไปในหลอดเลือดภายในทวารหนักของคุณ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดด้วยการทำให้ปลายประสาท ณ ตำแหน่งที่ฉีดยาชาและทำให้เนื้อเยื่อของริดสีดวงแข็งขึ้นจนทำให้เกิดแผลขึ้นมา หลังจากกระบวนการ 4 ถึง 6 สัปดาห์ ริดสีดวงทวารจะลดขนาดลงในที่สุด

หลังการฉีดสาร คุณควรเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ ไปตลอดวัน คุณอาจประสบกับอาการเจ็บปวดเล็กน้อยและมีเลือดออกเล็กน้อยระยะหนึ่ง คุณสามารถกลับไปทำกิจกรรมได้ตามปรกติหลังจากวันที่เข้ารับการฉีดสารประมาณหนึ่งถึงสองวัน

การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้า

การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้า (Electrotherapy) หรือที่เรียกว่า electrocoagulation เป็นกระบวนการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีริดสีดวงทวารขนาดเล็กแทนวิธี banding

ระหว่างกระบวนการนี้จะมีการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า proctoscope สอดเข้าทวารหนักเพื่อหาตำแหน่งของติ่งริดสีดวง จากนั้นจะมีการส่งกระแสไฟฟ้าผ่านแท่งโลหะเพื่อจี้ที่ฐานของริดสีดวง เหนือ dentate line โดยผู้เชี่ยวชาญจะสามารถควบคุมกระแสไฟฟ้าได้ด้วยการปรับบนตัวแท่งที่ใช้งานอยู่

เป้าหมายของการรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าคือทำให้การไหลเวียนเลือดไปยังริดสีดวงหนืด ซึ่งทำให้ติ่งริดสีดวงหดลง และหากจำเป็นก็สามารถดำเนินการกับริดสีดวงมากกว่าหนึ่งจุดได้ภายในหนึ่งครั้ง

การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้ายังสามารถดำเนินการกับผู้ป่วยนอกได้โดยใช้กระแสไฟฟ้ากำลังต่ำ หรือใช้เป็นกำลังสูงกับผู้ป่วยที่ได้รับยาสลบหรือถูกระงับความรู้สึกที่ไขสันหลังแล้ว

คุณอาจรู้สึกปวดเล็กน้อยระหว่างหรือหลังจากกระบวนการรักษาด้วยกระแสไฟฟ้า แต่ส่วนมากแล้วจะเกิดขึ้นไม่นาน โดยภาวะข้างเคียงจากการรักษานี้คือภาวะเลือดออกจากไส้ตรง ซึ่งมีระยะเวลาสั้นมากเช่นกัน

การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าเป็นกระบวนการที่เห็นชอบกันว่ามีความปลอดภัย และสามารถรักษาริดสีดวงทวารขนาดเล็กได้ดีมาก กระนั้นหากเป็นการรักษากับริดสีดวงทวารขนาดใหญ่ จะยังคงขนาดแคลนหลักฐานเรื่องประสิทธิภาพของกระบวนการอยู่

การผ่าตัด

แม้ว่าโรคริดสีดวงส่วนมากจะสามารถรักษาได้ด้วยกระบวนการข้างต้น แต่ก็มีผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 10 ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดในที่สุด

การผ่าตัดจะมีประโยชน์ต่อการรักษาริดสีดวงที่เกิดขึ้นใต้ dentate line หรือที่เรียกว่าริดสีดวงภายนอก แตกต่างจากการรักษาที่ไม่ใช่การผ่าตัดตรงที่จะมีการใช้ยาระงับประสาทกับคนไข้

การผ่าตัดรักษาริดสีดวงทวารมีหลายประเภท แต่ก็มักจะเป็นการผ่ากำจัดหรือลดเลือดที่ไปเลี้ยงติ่งริดสีดวงทวารลง โดยการผ่าตัดจะนำมาพิจารณาหากว่าการรักษาริดสีดวงทวารวิธีอื่นๆ ไม่ได้ผล หรือคุณมีภาวะริดสีดวงทวารที่ไม่เหมาะสมจะรับการรักษาอื่นที่ไม่ใช่การผ่าตัด

การผ่าตัดริดสีดวงทวารหนัก

การผ่าตัดริดสีดวงทวารหนัก (Haemorrhoidectomy) เป็นหัตถกรรมกำจัดริดสีดวงทวารออก มักดำเนินการด้วยการใช้ยาสลบกับคนไข้ ซึ่งจะทำให้คุณหมดสติไปตลอดกระบวนการโดยไม่รู้สึกเจ็บปวด

การผ่าตัดริดสีดวงทวารหนักทั่วไปจะเป็นการค่อยๆ ผ่าเปิดทวารออกอย่างเบามือเพื่อทำการตัดริดสีดวงออก โดยคุณจำต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์ขึ้นไปในการพักฟื้น

คุณอาจประสบกับอาการเจ็บปวดหลังการผ่าตัดบ้าง ซึ่งแพทย์จะบรรเทาด้วยยาแก้ปวด แม้ว่าคุณยังคงรู้สึกเจ็บปวดหลังการผ่าตัดเป็นเวลานานหลายสัปดาห์ก็สามารถควบคุมได้ด้วยยาแก้ปวดเช่นเดิม กระนั้นหากความเจ็บปวดเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานเกินไป ควรเข้าพบแพทย์จะดีที่สุด

หลังการผ่าตัดริดสีดวงทวารหนัก จะมีโอกาสที่ริดสีดวงจะกลับมาประมาณ 1 ใน 20 ซึ่งนับว่าน้อยกว่าการรักษาด้วยวิธีที่ไม่ใช่การผ่าตัด ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้คุณปรับเปลี่ยนอาหารการกินเพื่อลดความเสี่ยงนี้ลง

การเย็บผูกริดสีดวงทวาร

การเย็บผูกริดสีดวงทวาร (Haemorrhoidal artery ligation) เป็นหัตถกรรมลดการไหลเวียนโลหิตไปเลี้ยงริดสีดวงทวาร เป็นการผ่าตัดที่มักใช้ยาสลบกับคนไข้ และเป็นการสอดแท่งอัลตราซาวด์เข้าไปในทวารหนัก แท่งดังกล่าวจะปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงทำให้ศัลยแพทย์สามารถหาตำแหน่งของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงริดสีดวงได้

หลอดเลือดแต่ละเส้นจะถูกเย็บปิดเพื่อหยุดการไหลของโลหิตไปยังริดสีดวงทวารลง ซึ่งทำให้ติ่งริดสีดวงหดลงภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ การเย็บยังสามารถลดโอกาสเกิดโรคริดสีดวงซ้ำได้อีกด้วย (ริดสีดวงที่ห้อยออกจากทวารหนัก)

มีรายงานว่ากระบวนการเย็บผูกริดสีดวงทวารนั้นปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมาก ซึ่งสามารถทดแทนกระบวนการผ่าตัดริดสีดวงทวารหนัก (haemorrhoidectomy) หรือการใช้เครื่องมือตัดต่อเยื่อบุลำไส้ (stapled haemorrhoidopexy) อีกทั้งยังทำให้เกิดความเจ็บปวดน้อย และมีรายงานถึงผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดประเภทนี้มากมายที่พอใจกับผลของการผ่าตัดรูปแบบนี้

ระยะเวลาฟื้นตัวหลังกระบวนการเย็บผูกริดสีดวงทวารจะเร็วกว่าหัตถการประเภทอื่น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออก ความเจ็บปวดขณะถ่ายหนัก หรือการหย่อนของติ่งริดสีดวงค่อนข้างต่ำหรือไม่รุนแรงอีกด้วย

การใช้เครื่องมือตัดเย็บเยื่อบุลำไส้

การใช้เครื่องมือตัดเย็บเยื่อบุลำไส้ (stapled haemorrhoidopexy) เป็นกระบวนการผ่าตัดริดสีดวงทวารทั่วไปที่ใช้รักษาภาวะริดสีดวงหย่อน และเป็นหัตถการที่ต้องใช้ยาสลบกับคนไข้เสียก่อน

กระบวนการนี้มักไม่ค่อยนำมาดำเนินการนักเนื่องจากมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงสูงกว่ากระบวนการอื่นเล็กน้อย

ระหว่างหัตถการนี้ ส่วนของ anorectum (ส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่) จะถูกเย็บติดเพื่อไม่ให้ริดสีดวงหย่อนออกมา และลดปริมาณเลือดที่ไหลไปเลี้ยงริดสีดวงจนทำให้ติ่งเนื้อหดตัวลง

การใช้เครื่องมือเย็บนี้จะมีระยะเวลาฟื้นตัวเร็วกว่ากระบวนการผ่าตัดริดสีดวงทั่วไป และคุณสามารถกลับไปทำงานต่อได้ภายหลังการผ่าตัดหนึ่งอาทิตย์ อีกทั้งยังนับว่าเป็นการผ่าตัดที่สร้างความเจ็บปวดน้อย กระนั้นผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดประเภทนี้บางรายอาจยังคงประสบกับภาวะริดสีดวงหย่อนออกอยู่ดีเมื่อเทียบกับกลุ่มที่เข้ารับการผ่าตัดริดสีดวง และยังมีจำนวนผู้ป่วยเล็กน้อยที่ประสบกับภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงหลังการเย็บติดนี้ เช่นเกิด fistula ไปยังช่องคลอด หรือการฉีกขาดของลำไส้ตรง เป็นต้น

ความเสี่ยงทั่วไปจากการผ่าตัดริดสีดวงทวารหนัก

แม้ว่าความเสี่ยงต่อภาวะร้ายแรงจะมีน้อย แต่การผ่าตัดริดสีดวงก็ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนบ้างเช่นกัน ดังนี้

  • การเลือดออกหรือถ่ายลิ่มเลือดออก ซึ่งมักจะเกิดหลังการผ่าตัดหนึ่งอาทิตย์ขึ้นไป
  • การติดเชื้อ ซึ่งทำให้เกิดหนองสะสมภายใน โดยคุณจะได้รับยาปฏิชีวนะมาใช้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ภายหลังการผ่าตัดเพื่อป้องกันการเกิดภาวะติดเชื้อนี้
  • ภาวะขับปัสสาวะลำบาก
  • ภาวะกลั้นอุจจาระไม่อยู่
  • เกิด fistula ที่ทวารหนัก (ช่องทางขนาดเล็กทีเกิดขึ้นระหว่างท่อทวารหนักกับพื้นผิวของผิวหนังใกล้ทวาร)
  • การตีบแคบของท่อทวาร (stenosis) ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นจนสูงถึงที่สุดหากว่าคุณทำการรักษาริดสีดวงทวารที่เกิดบนกล้ามเนื้อรอบผนังเนื้อเยื่อท่อทวารหนัก

ปัญหาเหล่านี้มักจะรักษาได้ด้วยการใช้ยาหรือการผ่าตัดเพิ่มเติม คุณสามารถปรึกษาความเสี่ยงต่างๆ จากการผ่าตัดกับศัลยแพทย์ก่อนการตัดสินใจได้

ควรไปพบแพทย์หลังการผ่าตัดเมื่อไร?

ไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลที่คุณเข้าผ่าตัดเมื่อคุณประสบกับอาการเลือดออกมาก มีไข้สูง มีปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะ อาการเจ็บปวดทรุดลง หรือรอบทวารหนักบวมออก

วิธีการรักษาโรคริดสีดวงทวารหนักอื่นๆ

ตัวเลือกการรักษาอื่นๆ ที่มี ณ ปัจจุบันคือการแช่แข็ง และการใช้เลเซอร์ อย่างไรก็ตาม ศัลยแพทย์ที่สามารถดำเนินการรักษาเหล่านี้ได้ยังคงมีอยู่ไม่มาก

ที่มาของข้อมูล

The prevalence of hemorrhoids and chronic constipation. An epidemiologic study., Johanson JF, Sonnenberg A , Gastroenterology. 1990;98(2):380.

The prevalence of hemorrhoids in adults., Riss S, Weiser FA, Schwameis K, Riss T, Mittlböck M, Steiner G, Stift A, Int J Colorectal Dis. 2012 Feb;27(2):215-20. Epub 2011 Sep 20.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป