โรคเหงือกในแมว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 16, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 870,215 คน

โรคปริทันต์ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า โรคเหงือกอักเสบ แต่จริงๆแล้ว โรคปริทันต์ มิได้มีการอักเสบเกิดขึ้นแค่ที่เหงือกเท่านั้น แต่เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับอวัยวะรอบๆฟันเป็นหนึ่งในโรคที่เกิดขึ้นกับแมวได้ทั่วไปในสมัยนี้

เมื่อมีคราบอาหารตกค้างในปาก ทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียตามร่องเหงือกของแมวที่เราเรียกกันว่า “แผ่นคราบจุลินทรีย์” (Plaque) เมื่อเวลาผ่านไป ก็จะเกิดการตกตะกอนของแร่ธาตุจาก น้ำลาย และน้ำที่อยู่ในร่องเหงือก จนกลายเป็น “หินน้ำลาย” หรือ “หินปูน” เชื้อแบคทีเรีย จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ ผลคือทำให้ เหงือกอักเสบ บวมแดงและถือว่าเป็นระยะแรกเริ่มของโรคปริทันต์

ถ้ายังไม่มีการรักษาการอักเสบที่เหงือกอาจจะเกิดลุกลามจนถึงขั้นมีการอักเสบของอวัยวะปริทันต์ มีการสูญเสียการยึดเกาะระหว่างเอ็นยึดปริทันต์กับเคลือบรากฟัน เกิดเป็นร่องลึกปริทันต์ขึ้น ส่งเสริมให้แบคทีเรียมีการเจริญเติบโต เมื่อเกิดอาการนี้ขึ้น แมวจะเป็นโรคปริทันต์โดยที่ไม่สามารถจะแก้ไขได้ และที่สำคัญคือ มีการละลายตัวของกระดูกเบ้าฟัน บางครั้งอาจเกิดฝี มีหนองขึ้น

โรคปริทันต์เกิดขึ้นได้กับทั้งสุนัขและแมวในทุกวัยแต่ส่วนมากแล้วมักจะเกิดขึ้นในสัตว์ที่มีอายุมากกว่า

อาการที่พบ

โดยทั่วไปโรคปริทันต์จะเริ่มต้นด้วยการอักเสบของฟันเพียงซี่เดียวซึ่งอาจจะลุกลามได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาในแต่ละช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกันออกไปแมวที่เป็นโรคปริทันต์ระยะที่1 จะมีอาการของเหงือกอักเสบโดยที่เหงือกกับคอฟันจะยังไม่แยกจากกัน ระยะที่ 2 จะบอกได้จากอัตราการแยกตัวของคอฟันกับเหงือกประมาณ 25% ในขณะที่ระยะที่ 3 จะมีอัตราการแยกตัวของคอฟันกับเหงือกระหว่าง 25 - 30% ในระยะที่ 4 หรือที่เรียกว่าโรคปริทันต์ระยะสุดท้ายซึ่งจะสูญเสียการยึดติดของเหงือกและฟันไปมากกว่า 50% เหงือกจะร่นจนทำให้เห็นรากของฟัน

สาเหตุ

โรคปริทันต์เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น การสะสมของแบคทีเรีย Peptostreptococcus, Actinomyces, และPorphyromonas

การวินิจฉัยโรค

การวินิจฉัยโรคปริทันต์จะมีหลายกระบวนการ ถ้าพบว่าแมวมีร่องเหงือกรอบฟันลึกตั้งแต่ 1 มิลลิเมตรขึ้นไป ถือว่ามีความผิดปกติที่เกี่ยวกับปริทันต์เกิดขึ้น

การวินิจฉัยโรคปริทันต์ด้วยการเอ็กซเรย์เป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะ 60% ของอาการจะอยู่ภายใต้เหงือก ในระยะแรกของโรค ผลเอ็กซเรย์จะแสดงให้เห็นว่า กระดูกหุ้มรากฟันได้ถูกทำลายและเหงือกร่น ถ้าเกิดขึ้นในระยะสุดท้าย ผลจะแสดงถึงการละลายตัวของกระดูกเบ้าฟัน เนื่องจากสูญเสียอวัยวะรอบฟันที่ช่วยในการยึดเกาะฟันไว้กับขากรรไกรในระยะนี้อาจจะเกิดฟันโยกและไม่สามารถรักษาฟันให้กลับคืนสภาพใช้งานได้อีก

การรักษา

การรักษาโรคเหงือกในผู้ป่วยแต่ละคนจะแตกต่างกัน ขึ้นกับความรุนแรงของโรคที่เป็นการรักษาโรคเหงือกอักเสบในระยะแรก แพทย์จะกำจัดหินปูนออกให้หมดเสียก่อน หลังจากนั้นผู้ป่วยก็จะต้องดูแลรักษาความสะอาดด้วยยาสีฟันที่ใช้สำหรับสัตว์ ที่แพทย์แนะนำเพื่อไม่ให้มีคราบอาหาร และหินน้ำลายเกิดขึ้นอีก

ในระยะที่ 2 และ 3 การรักษาจะทำโดยการทำความสะอาดซอกฟันและเหงือก และใช้ยาปฏิชีวนะชนิดเจลทาลงไปเพื่อสร้างเนื้อเยื่อให้กลับสู่สภาพเดิมและลดขนาดของระยะห่างของซอกฟัน

ในระยะสุดท้าย บางครั้งคนไข้ต้องรักษาโดยการปลูกกระดูกการขูดเหงือกหรือการผ่าตัดเพื่อยกเหงือก

การบริหารและการใช้ชีวิต

ไปพบทันตแพทย์ทุกสัปดาห์ ทุก 3 เดือน และทุก6 เดือน เพื่อตรวจดูว่ามีคราบจุลินทรีย์และหินปูนหลงเหลือจากการทำความสะอาดเองหรือไม่ เพื่อที่จะได้รับการรักษาในระยะแรกการทำนายอาการของโรคจะขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของโรค แต่วิธีที่ดีที่สุดที่จะลดอาการที่ไม่พึงประสงค์จากโรคนี้ได้ก็คือการได้รับการวินิจฉัยที่ทันท่วงที การรักษาที่เพียงพอ และการบำบัดที่ถูกต้อง

การป้องกัน

แนวทางป้องกันเสียแต่เนิ่น ๆ คือ การแปรงฟันให้สะอาดและทำความสะอาดซอกเหงือกและฟันอย่างสม่ำเสมอ

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม