Doctor men
เขียนโดย
ทีมสัตวแพทย์ HONESTDOCS
ทั่วไป

สุนัขนำทาง คนตาบอด ต้องผ่านการฝึกแบบใด ฝึกอะไรมาบ้าง?

สุนัขนำทางไม่ใช่สัตว์เลี้ยง กว่าจะเป็นผู้ช่วยให้ผู้พิการทางสายตา เหล่าน้องหมาต้องผ่านการผึกและทดสอบเข้มข้น
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 780,918 คน

สุนัขนำทาง คนตาบอด ต้องผ่านการฝึกแบบใด ฝึกอะไรมาบ้าง?

การเดินทางขึ้นรถไฟฟ้าจากสถานีอุดมสุขไปสถานีสนามกีฬาแห่งชาติของน้องทราย สาวน้อยวัย 22 ปี และลูเตอร์  ลาบราดอร์สีดำ เพศผู้วัย 3 ขวบครึ่ง ในวันที่ 17 กรกฎาคม 62 ได้สร้างความตื่นเต้นให้แก่ผู้พบเห็น จนเกิดเป็นกระแสสังคม และทำให้คนไทยได้รู้จักกับ “สุนัขนำทาง” บทความนี้จะให้ความรู้ว่าสุนัขทุกพันธุ์สามารถใช้เป็นสุนัขนำทางหรือเปล่า และต้องรับการฝึกอย่างไรถึงใช้นำทางแก่ผู้พิการทางสายตาได้ 

กว่าจะมาเป็นสุนัขนำทาง

สุนัขนำทางสำหรับผู้พิการทางสายตาเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับประเทศไทย เพราะเพิ่งอยู่ในขั้นเริ่มต้นลงนามบันทึกความร่วมมือการจัดบริการสุนัขนำทางสำหรับคนตาบอดในประเทศไทยเมื่อปี 2560 โดยเป็นความร่วมมือของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมกับกองทัพบก บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย โดยคาดว่าจะจัดตั้งสถาบันสุนัขนำทางของประเทศไทยได้ภายในปี 2565

ในต่างประเทศมีการใช้สุนัขนำทางสำหรับผู้พิการทางสายตามาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว เช่น ที่สหรัฐอเมริกา ได้มีการก่อตั้ง Guide Dogs for the Blind ตั้งแต่ปี 1942 เพื่อช่วยเหลือทหารผ่านศึกที่พิการทางสายตา ในช่วงครามโลกครั้งที่ 2 หรือที่ญี่ปุ่นก็มีการก่อตั้ง Japan Guide Dog Association ในปี 1967 ซึ่งทั้ง 2 แห่งนี้เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร

สายพันธุ์ที่เหมาะจะฝึกเป็นสุนัขนำทางจะต้องมีคุณสมบัติคือ ฉลาด แข็งแรง เชื่อฟังคำสั่ง มีสมาธิ ชอบเรียนรู้ เรียนรู้ได้เร็ว มีความสุขในการทำงานและเป็นมิตร ดังนั้นแม้ช่วงแรกจะมีการใช้พันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด (German shepherd) แต่ต่อมาพันธุ์ที่ได้รับความนิยมเป็นลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ (Labrador retriever) และโกลเดน  รีทรีฟเวอร์ (Golden retriever) โดยองค์กรจะคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์เป็นอย่างดี เพื่อให้ได้ลูกสุนัขที่มีคุณภาพและมีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการ 

สุนัขนำทางต้องฝึกอะไรบ้าง

การฝึกสุนัขนำทางผู้พิการทางสายตา จะแบ่งการฝึกออกเป็น 2 ช่วง ดังนี้

  1. ช่วงแรก ฝึกทักษะพื้นฐาน เช่น การไม่ขับถ่ายในอาคาร การหัดเข้าสายจูง การฝึกคำสั่งทั่วไป เช่น ชิด นั่ง หมอบ คอย และฝึกการเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนจำนวนมาก หรือการเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบในเมือง ซึ่งการดูแลลูกสุนัขในช่วงนี้แต่ละประเทศจะมีการจัดการที่ต่างกัน เช่น ที่สหรัฐจะมีอาสาสมัครซึ่งผ่านการอบรมเกี่ยวกับการเลี้ยงและฝึกสอนลูกสุนัข (Puppy raiser) มารับลูกสุนัขไปดูแลตั้งแต่อายุ 8 สัปดาห์ และพากลับมาฝึกที่ศูนย์เป็นระยะๆ จนถึงวัยที่พร้อมจะเข้ารับการฝึกหลักสูตรเฉพาะจึงส่งคืนกลับให้ศูนย์ ขณะที่ญี่ปุ่นจะเลี้ยงและฝึกคำสั่งพื้นฐานที่ฟาร์มจนถึงอายุ 1 ปี
  2. ช่วงที่สอง จะเป็นหลักสูตรสำหรับสุนัขนำทางโดยเฉพาะ ซึ่งระยะเวลาในการฝึกและอายุของสุนัขที่เริ่มทำการฝึกของแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน เช่น ออสเตรเลียเริ่มฝึกที่อายุ 16-18 เดือน สหรัฐอเมริกาเริ่มที่ 13-15 เดือน ญี่ปุ่น 12 เดือน หลักสูตรเฉพาะจะเน้นที่ทักษะเกี่ยวกับการเป็นสุนัขนำทาง เช่น การฟังคำสั่งซ้าย-ขวา การฝึกเดินนำทางเป็นเส้นตรง (ไม่หยุด หรือแวะสนใจสิ่งเร้ารอบตัว) การเดินนำในตำแหน่งที่ถูกต้อง (โดยจะอยู่ทางซ้ายของผู้จูง และเยื้องไปทางด้านหน้า) หยุดยืนที่ขอบถนนเสมอ หยุดเมื่อถึงขั้นบนสุด หรือล่างสุดของบันได การพาไปยังปุ่มกดลิฟท์ การรออย่างสงบเมื่อเจ้าของนั่ง (เช่น กรณีที่ต้องรอในร้านอาหาร ที่ทำงาน หรือพื้นที่สาธารณะ) การพาเดินหลบสิ่งกีดขวาง การเดินในพื้นที่แคบ และการระมัดระวังการชนสิ่งกีดขวางที่อยู่เหนือศีรษะ นอกจากนี้ยังต้องสามารถปฏิเสธคำสั่งที่อาจนำไปสู่อันตรายได้ (เช่น ถ้าเดินไปทางนี้แล้วจะตกหลุม) โดยตลอดการฝึกจะไม่มีการให้ขนมเป็นรางวัล แต่จะใช้คำพูดและการลูบตัวเพื่อชมเชยเท่านั้น

หลังผ่านหลักสูตรเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นการทดลองใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างน้องหมานำทางกับผู้พิการทางสายตา ซึ่งจะต้องมาเข้ารับการฝึกร่วมกันที่ศูนย์เป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ ทั้งคู่ถือเป็นทีมที่ต้องทำงานร่วมกันและปรับตัวเข้าหากัน น้องหมาจะสื่อสารการนำทางผ่านทางบังเหียน และหากน้องหมาทำผิดหรือเสียสมาธิ ก็สามารถเตือนได้ด้วยการกระตุกสายจูง ส่วนการจับคู่กันนั้น ทางศูนย์จะคัดเลือกให้ตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ความเข้ากันได้ ขนาดตัวของสุนัข นิสัยของสุนัขแต่ละตัว (เช่น ถ้าไม่ชอบน้ำก็ไม่ควรไปอยู่ในพื้นที่ฝนตกบ่อย หรือบางตัวก็ไม่ชอบอยู่ในเมือง) 

โดยเฉลี่ยน้องหมาจะเรียนจบหลักสูตรสุนัขนำทางที่อายุประมาณ 2 ปี และเกษียณตอนอายุ 10 ปี เมื่อเกษียณแล้วจะมีอาสาสมัครรับตัวกลับไปดูแลต่อ ส่วนน้องหมาที่สอบไม่ผ่านจะถูกส่งไปทำงานช่วยเหลือประเภทอื่น เช่น ร่วมในการให้ความรู้กับเด็กที่สูญเสียการมองเห็น เพื่อให้สามารถดูแลสุนัขนำทางได้อย่างถูกต้อง เพื่อเตรียมตัวเด็กให้พร้อมที่จะเป็นเจ้าของสุนัขนำทางในอนาคต หรือใช้เป็นสุนัขบำบัด และหากไม่สามารถเป็นสุนัขทำงานได้ ก็จะหาผู้เลี้ยงที่เหมาะสมต่อไป

การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องต่อสุนัขนำทาง

สุนัขนำทางไม่ใช่สัตว์เลี้ยง ดังนั้นเมื่อเห็นสุนัขนำทางอยู่ในบังเหียน โปรดระลึกไว้เสมอว่าน้องหมาอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจสำคัญ ในการนำทางผู้พิการทางสายตาให้ไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย ซึ่งต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก หากเสียสมาธิอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

ดังนั้นเมื่อได้พบสุนัขนำทางกรุณาอย่าเรียกชื่อ หรือส่งเสียงใดๆ เพื่อดึงความสนใจ หรือแม้แต่การลูบตัว ลูบหัว ทักทาย ก็อาจทำให้น้องหมาเสียสมาธิได้ แม้จะเห็นน้องหมาหมอบรออยู่เฉยๆก็ไม่ควรรบกวน เพราะน้องหมาก็ต้องใช้ความพยายามในการควบคุมตัวเองให้อยู่ในความสงบ มีสมาธิ และไม่สนใจต่อสิ่งเร้ารอบตัวเช่นกัน 

วัตถุประสงค์หลักในการใช้สุนัขนำทาง คือ เพื่อให้ผู้พิการทางสายตามีอิสระ และเสรีภาพ ในการเดินทางได้ด้วยตนเอง แต่ความเป็นจริง การเดินทางและการใช้ชีวิตในประเทศไทยมิได้เป็นเช่นนั้น แม้ตามกฎหมาย พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 20 (8) จะระบุไว้ชัดเจนว่าคนพิการมีสิทธิที่จะนำ “สัตว์นำทาง เครื่องมือ หรืออุปกรณ์นำทาง หรือเครื่องช่วยความพิการใดๆ ติดตัวไปในยานพาหนะหรือสถานที่ใดๆ เพื่อประโยชน์ในการเดินทาง” แต่ก่อนจะเกิดกระแสในครั้งนี้ น้องทรายและลูเตอร์เคยถูกปฏิเสธจากโรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว หรือการใช้บริการในห้างสรรพสินค้า รวมทั้งยังมีปัญหาถูกสุนัขจรจัดคุกคามระหว่างการเดินทาง จึงได้แต่หวังว่าในอนาคตคนไทยจะมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุนัขนำทาง และมีการจัดการที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาสามารถเดินทางได้อย่างอิสระ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ที่มาของข้อมูล

Guide Dogs for the Blind, Guide Dog Training (https://www.guidedogs.com/meet-gdb/dog-programs/guide-dog-training), 2019

BBC Thai, สุนัขนำทาง : 9 สิ่งที่ “ทราย” และ “ลูเต้อร์” อยากให้คนรู้เกี่ยวกับผู้พิการทางสายตาและหมานำทาง (https://bbc.com/thai/thailand-49044382) , 19 กรกฎาคม 2562.

ไทยรัฐออนไลน์, ร่วมประชารัฐผุดสถาบันสุนัขนำทางคนตาบอด (https://www.thairath.co.th/news/local/1071529), 16 กันยายน 2560.


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป