โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 873,799 คน

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes)

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษา ซึ่งอาจรักษาด้วยการปรับพฤติกรรมหรือการได้รับยาอินซูลิน หากไม่ได้รับการรักษาจะส่งผลเสียต่อมารดาและทารกในครรภ์ได้

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์คืออะไร

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คือ โรคเบาหวานชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์  ซึ่งร่างกายจะมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ การมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติจะส่งผลเสียต่อคุณและทารกในครรภ์

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์มักถูกวินิจฉัยในช่วงสัปดาห์ที่ 24 – 28 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งโรคนี้ต้องได้รับการดูแลเพื่อให้คุณและทารกในครรภ์มีสุขภาพที่แข็งแรง

ผลของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ต่อทารก

ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดที่สูงระหว่างการตั้งครรภ์จะทำให้เกิดปัญหาต่อทารก เช่น

  • ทารกคลอดก่อนกำหนด
  • น้ำหนักทารกแรกคลอดมากกว่าปกติที่ควรจะเป็น เช่น ทารกมีตัวใหญ่มากขึ้นกว่าปกติ ทำให้คลอดยาก หรืออาจเกิดอันตรายขณะคลอด
  • ทารกมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำทันทีหลังคลอด  
  • ทารกมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ

การที่มารดามีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด หรือทารกเสียชีวิตในครรภ์ ได้

นอกจากนี้ทารกที่คลอดจากมารดาที่มีภาวะนี้จะมีโอกาสที่จะมีน้ำหนักเกิน หรือเป็นโรคอ้วนในอนาคต และอาจเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตได้

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

ผลของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ต่อมารดา

ถ้าคุณเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คุณอาจะมีโอกาสเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia) ได้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีความดันโลหิตสูงร่วมกับมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะมากกว่าปกติ ในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์

ภาวะครรภ์เป็นพิษก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อคุณและทารก วิธีเดียวที่จะหายจากภาวะครรภ์เป็นพิษก็คือ การคลอดทารกออกมา หากคุณมีภาวะครรภ์เป็นพิษและมีอายุครรภ์ 37 สัปดาห์แล้ว แพทย์อาจพิจารณาให้คุณคลอดก่อนเวลาที่กำหนดไว้  แต่ถ้าหากมีอายุครรภ์ยังไม่ถึง 37 สัปดาห์ แพทย์จะพิจารณาทางเลือกอื่น ในการช่วยให้ทารกมีพัฒนาที่เป็นปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อนที่ทารกจะคลอด

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยงทำให้ต้องการการผ่าท้องคลอดมากขึ้น เพราะว่าทารกอาจตัวใหญ่เกินกว่าจะคลอดปกติ

ถ้าคุณมีโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คุณจะมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในอนาคต การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น เบาหวานขึ้นตา (diabetic retinopathy), โรคหัวใจ, โรคไต, การทำลายของเส้นประสาท  เป็นต้น

อาการของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

โดยทั่วไป โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะไม่มีอาการใดๆ  แต่ถ้าคุณมีอาการ จะมีเพียงอาการเล็กน้อย เช่น รู้สึกหิว กระหายน้ำมากกว่าปกติ หรือมีปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ

สาเหตุของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์  อินซูลินคือฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อน ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้เป็นแหล่งพลังงานและช่วยควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ

ระหว่างการตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีการผลิตฮอร์โมนบางชนิดขึ้น ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับร่างกาย เช่น น้ำหนักเพิ่ม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ นี้ จึงทำให้ร่างกายไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะดื้อต่ออินซูลิน  หญิงตั้งครรภ์ทุกคนจะมีภาวะดื้อต่ออินซูลินได้เล็กน้อยในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์  แต่ส่วนใหญ่ของหญิงตั้งครรภ์จะสามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอที่แก้ไขปัญหาภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ แต่บางรายไม่สามารถทำได้ จึงทำให้เกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ขึ้น

หญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักเกิน หรืออ้วน จะมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เพราะหญิงที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนจะมีภาวะดื้อต่ออินซูลินอยู่ก่อนที่จะตั้งครรภ์แล้ว  และการตั้งครรภ์จะทำให้น้ำหนักตัวของหญิงคนนั้นมากกว่าเดิม จึงยิ่งเป็นปัจจัยส่งเสริม

หากประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน จะเพิ่มโอกาสที่หญิงตั้งครรภ์คนนั้นจะเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จึงสรุปได้ว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับยีนที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมด้วย

เมื่อไรที่ควรตรวจคัดกรองโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

การตรวจคัดกรองโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ควรทำในช่วงอายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์

หากคุณมีความเสี่ยงต่อการพัฒนาเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ แพทย์จะทำการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานให้คุณตั้งแต่ครั้งแรกที่คุณมาฝากครรภ์

แพทย์จะวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์อย่าง

แพทย์จะนำเลือดไปตรวจค่าระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โดยจะมีการตรวจอยู่สองแบบคือ การตรวจด้วยน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม (glucose challenge test) และการทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (oral glucose tolerance test) ซึ่งอาจทำวิธีใดวิธีหนึ่งหรือทั้งสองวิธี โดยการทดสอบทั้งสองนี้จะบอกว่าร่างกายของคุณมีการนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้ตามปกติหรือไม่

การทดสอบด้วยน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม  (Glucose Challenge Test)

คุณอาจได้รับการทดสอบด้วยวิธีนี้เป็นวิธีแรก อาจเรียกว่าเป็นการทดสอบคัดกรองเบื้องต้น ในการทดสอบนี้แพทย์จะให้คุณดื่มสารละลายน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม และเจาะเลือดหลังรับประทาน 1 ชั่วโมงเพื่อไปตรวจ  การตรวจนี้ไม่จำเป็นต้องงดน้ำและอาหาร  ถ้าระดับน้ำตาลที่ตรวจพบสูงตั้งแต่ 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร คุณจะต้องได้รับการตรวจซ้ำโดยวิธีการทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส ซึ่งการทดสอบนี้จะต้องอดอาหารมาแล้ว (มาตรวจในวันอื่น)  แต่ถ้าระดับน้ำตาลที่ตรวจได้มีค่าตั้งแต่ 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร คุณอาจกำลังเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 อยู่

การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (oral glucose tolerance test; OGTT)

การทดสอบนี้จะวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากที่มีการอดอาหารมาแล้วอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เมื่อมาพบแพทย์ จะทำการเจาะเลือดก่อน 1 หลอดแรกเพื่อหาระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร จากนั้นจะให้รับประทานสารละลายน้ำตาลกลูโคส 100 กรัม และเจาะเลือดซ้ำที่ 1, 2 และ 3 ชั่วโมงหลังรับประทานน้ำตาลเข้มข้นนี้ เพื่อนำผลระดับน้ำตาลในเลือดทั้งหมดมาประกอบการวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดที่สูงอย่างน้อย 2 ค่าขึ้นไปจากทั้งหมด (ระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร, ระดับน้ำตาลที่ 1 ชั่วโมง, 2 ชั่วโมง, 3 ชั่วโมง) จะถือว่าเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์  แพทย์จะเป็นผู้อธิบายผลการทดสอบทั้งหมดให้กับคุณ

บางครั้งแพทย์อาจพิจารณาให้ตรวจความทนต่อน้ำตาลกลูโคสเลย โดยไม่จำเป็นต้องทดสอบด้วยน้ำตาลกลูโคส 50 กรัมมาก่อนก็ได้

ฉันจะดูแลรักษาตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ส่วนใหญ่ของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์สามารถจัดการกับระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และเพิ่มการขยับเคลื่อนไหวร่างกาย แต่บางคนก็อาจจำเป็นต้องได้รับยารักษา

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ทีมดูแลสุขภาพของคุณจะช่วยแนะนำโปรแกรมการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณ โดยการแนะนำอาหารที่ควรรับประทานซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคุณและทารก  โปรแกรมอาหารที่กำหนดนั้นจะช่วยให้คุณรู้ว่าควรรับประทานอาหารอะไรบ้าง ปริมาณเท่าใด และเมื่อไรที่ควรรับประทาน  ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมากต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วงเป้าหมายที่ควรจะเป็น

หากคุณไม่สามารถปฏิบัติตามโปรแกรมดังกล่าวได้ หรือคุณยังคงมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่ จะทำให้ร่างกายมีการสร้างสารคีโตน โดยสารคีโตนจะพบได้ในปัสสาวะหรือในเลือด ซึ่งหมายถึงร่างกายมีการใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานแทนที่จะใช้น้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งพลังงาน  การเผาพลาญไขมันเพื่อเป็นแหล่งพลังงานแทนน้ำตาลกลูโคสจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณและทารกในครรภ์

แพทย์อาจแนะนำให้คุณตรวจหาสารคีโตนในปัสสาวะหรือในเลือด หรือเมื่อคุณมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงมากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร  ถ้าคุณมีสารคีโตนในระดับสูง แพทย์อาจแนะนำให้ในคุณปรับเปลี่ยนประเภทและปริมาณของอาหารที่รับประทาน หรือแนะนำให้คุณเปลี่ยนเวลาในการรับประทานอาหารหรือของว่าง

เพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย

การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ หรือการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับหญิงตั้งครรภ์ จะช่วยให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสอยู่ในช่วงเป้าหมายที่กำหนด ถ้าคุณมีความดันโลหิตสูงหรือมีระดับคอเลสเตอรอลสูง การออกกำลังกายจะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรงได้   การออกกำลังกายจะช่วยลดความเครียด เพิ่มความแข็งแรงของกระดูก หัวใจ กล้ามเนื้อ และทำให้ข้อต่อต่างๆ เคลื่อนไหวได้สะดวก และยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตอีกด้วย

โปรดปรึกษาทีมแพทย์ที่ดูแลคุณเกี่ยวกับกิจกรรมการออกกำลังกายที่เหมาะสมระหว่างที่คุณกำลังตั้งครรภ์

ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดของฉันอยู่ในช่วงเป้าหมายที่ควรจะเป็น

ทีมแพทย์ที่ดูแลคุณ อาจแนะนำให้คุณใช้เครื่องตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองที่บ้าน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะเจาะปลายนิ้วมือ เพื่อให้ได้เลือดปริมาณเล็กน้อยสำหรับตรวจวัดระดับน้ำตาล ซึ่งทีมแพทย์ที่ดูแลคุณจะสอนวิธีใช้เครื่องให้กับคุณ

ระดับน้ำตาลในเลือดเป้าหมายที่แนะนำในหญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คือ

  • ก่อนมื้ออาหาร, ก่อนนอน, และระหว่างกลางคืน : 95 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรหรือน้อยกว่า
  • 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร: 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือน้อยกว่า
  • 2 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร: 120 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือน้อยกว่า

อย่างไรก็ตามแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ถึงค่าเป้าหมายที่เหมาะสมสำหรับคุณ

คุณสามารถบันทึกผลระดับน้ำตาลในเลือดของคุณด้วยตนเองในสมุดจดบันทึก ในคอมพิวเตอร์ หรือในโทรศัพท์มือถือของคุณ ซึ่งผลการจดบันทึกระดับน้ำตาลนี้จะช่วยให้ทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาคุณตัดสินได้ว่าวิธีการรักษาที่คุณได้รับอยู่นั้นเหมาะสมแล้วหรือยัง ดังนั้นเมื่อไปพบแพทย์ อย่าลืมนำสมุดจดบันทึกระดับน้ำตาลในเลือดไปให้แพทย์ดูด้วย

จะรักษาโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้อย่างไร ถ้าการควบคุมอาหาร การออกกำลังกายยังไม่เพียงพอ

ถ้าคุณปฏิบัติตามโปรแกรมการรับประทานอาหาร และออกกำลังกายแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอที่จะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วงเป้าหมายได้ คุณอาจจำเป็นต้องได้รับยาฉีดอินซูลิน

ถ้าคุณจำเป็นต้องได้รับยาฉีดอินซูลิน แพทย์จะแนะนำวิธีใช้ยาฉีดนี้ให้กับคุณ ยาฉีดอินซูลินไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และเป็นยาทางเลือกแรกสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ จะเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

  • มีน้ำหนักเกิน
  • เคยเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อนในครรภ์ก่อนหน้า
  • มีพ่อแม่ พี่น้อง เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2
  • มีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน ซึ่งหมายถึงมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ แต่ไม่สูงพอที่จะวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน
  • เป็นโรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (polycystic ovary syndrome (PCOS))

วิธีลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

หากคุณกำลังวางแผนตั้งครรภ์ แต่คุณมีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน  คุณสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ด้วยการลดน้ำหนักส่วนเกินนี้ และเพิ่มการออกกำลังกายก่อนที่คุณจะตั้งครรภ์ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดอยู่ในระดับปกติ

หากคุณตั้งครรภ์แล้ว อย่าพยายามที่จะลดน้ำหนักทันที เพราะว่าคุณจะมีน้ำหนักเพิ่มขณะตั้งครรภ์อยู่แล้วเพื่อให้ทารกมีสุขภาพที่แข็งแรง อย่างไรก็ตาม หากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์นั้นมากและเร็วเกินไป อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้นแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ของคุณว่าน้ำหนักที่ควรจะเพิ่มขณะตั้งครรภ์ควรเป็นเท่าใด และการออกกำลังกายระหว่างการตั้งครรภ์ใดที่เหมาะสมสำหรับคุณ

หลังคลอดทารกแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าฉันยังเป็นโรคเบาหวานอยู่หรือไม่

คุณควรได้รับการตรวจซ้ำเพื่อยืนยัน ภายในระยะเวลาไม่เกิน 12 สัปดาห์หลังคลอดลูก ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดยังคงสูงอยู่ คุณอาจเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2  และถ้าหากผลการตรวจอยู่ในระดับปกติ คุณก็จะยังมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตได้อยู่ ดังนั้น คุณควรได้รับการตรวจซ้ำทุก 3 ปี เพื่อคัดกรองการเป็นโรคเบาหวานในอนาคต

ฉันจะป้องกันหรือชะลอการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตได้อย่างไร

คำแนะนำต่อไปนี้ จะช่วยป้องกันหรือชะลอการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตได้ หากคุณเคยเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อน:

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเพื่อควบคุมน้ำหนัก
  • ให้นมบุตรด้วยตัวเอง การให้นมจะช่วยให้คุณมีการเผาผลาญพลังงานที่ดี
  • หากผลการตรวจมีแนวโน้มที่คุณจะเป็นโรคเบาหวานในอนาคตและคุณกำลังมีภาวะน้ำหนักเกิน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ถึงปริมาณน้ำหนักที่ควรลดลง เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

ฉันจะดูแลให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรงได้อย่างไร

คุณสามารถดูแลให้ลูกของคุณมีสุขภาพที่แข็งแรงได้ โดยวิธีดังนี้

  • ให้ลูกเคลื่อนไหวร่างกาย และออกกำลังกายให้เหมาะสมตามวัย
  • จำกัดเวลาในการดูโทรทัศน์ เล่นเกม หรือการใช้โทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ให้มีความเหมาะสม
  • ให้รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานตามวัย

การปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นจะช่วยให้ครอบครัวของคุณมีสุขภาพที่ดี และช่วยลดความเสี่ยงของลูกในการเกิดภาวะอ้วนและการเป็นโรคเบาหวานในอนาคต

 

https://www.niddk.nih.gov/health-information/diabetes/overview/what-is-diabetes/gestational

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่