โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes)

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษา ซึ่งอาจรักษาด้วยการปรับพฤติกรรมหรือการได้รับยาอินซูลิน หากไม่ได้รับการรักษาจะส่งผลเสียต่อมารดาและทารกในครรภ์ได้

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์คืออะไร

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คือ โรคเบาหวานชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์  ซึ่งร่างกายจะมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ การมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติจะส่งผลเสียต่อคุณและทารกในครรภ์

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์มักถูกวินิจฉัยในช่วงสัปดาห์ที่ 24 – 28 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งโรคนี้ต้องได้รับการดูแลเพื่อให้คุณและทารกในครรภ์มีสุขภาพที่แข็งแรง

ผลของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ต่อทารก

ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดที่สูงระหว่างการตั้งครรภ์จะทำให้เกิดปัญหาต่อทารก เช่น

  • ทารกคลอดก่อนกำหนด
  • น้ำหนักทารกแรกคลอดมากกว่าปกติที่ควรจะเป็น เช่น ทารกมีตัวใหญ่มากขึ้นกว่าปกติ ทำให้คลอดยาก หรืออาจเกิดอันตรายขณะคลอด
  • ทารกมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำทันทีหลังคลอด  
  • ทารกมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ

การที่มารดามีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด หรือทารกเสียชีวิตในครรภ์ ได้

นอกจากนี้ทารกที่คลอดจากมารดาที่มีภาวะนี้จะมีโอกาสที่จะมีน้ำหนักเกิน หรือเป็นโรคอ้วนในอนาคต และอาจเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตได้

ผลของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ต่อมารดา

ถ้าคุณเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คุณอาจะมีโอกาสเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia) ได้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีความดันโลหิตสูงร่วมกับมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะมากกว่าปกติ ในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์

ภาวะครรภ์เป็นพิษก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อคุณและทารก วิธีเดียวที่จะหายจากภาวะครรภ์เป็นพิษก็คือ การคลอดทารกออกมา หากคุณมีภาวะครรภ์เป็นพิษและมีอายุครรภ์ 37 สัปดาห์แล้ว แพทย์อาจพิจารณาให้คุณคลอดก่อนเวลาที่กำหนดไว้  แต่ถ้าหากมีอายุครรภ์ยังไม่ถึง 37 สัปดาห์ แพทย์จะพิจารณาทางเลือกอื่น ในการช่วยให้ทารกมีพัฒนาที่เป็นปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อนที่ทารกจะคลอด

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยงทำให้ต้องการการผ่าท้องคลอดมากขึ้น เพราะว่าทารกอาจตัวใหญ่เกินกว่าจะคลอดปกติ

ถ้าคุณมีโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คุณจะมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในอนาคต การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น เบาหวานขึ้นตา (diabetic retinopathy), โรคหัวใจ, โรคไต, การทำลายของเส้นประสาท  เป็นต้น

อาการของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

โดยทั่วไป โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะไม่มีอาการใดๆ  แต่ถ้าคุณมีอาการ จะมีเพียงอาการเล็กน้อย เช่น รู้สึกหิว กระหายน้ำมากกว่าปกติ หรือมีปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ

สาเหตุของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์  อินซูลินคือฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อน ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้เป็นแหล่งพลังงานและช่วยควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ

ระหว่างการตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีการผลิตฮอร์โมนบางชนิดขึ้น ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับร่างกาย เช่น น้ำหนักเพิ่ม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ นี้ จึงทำให้ร่างกายไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะดื้อต่ออินซูลิน  หญิงตั้งครรภ์ทุกคนจะมีภาวะดื้อต่ออินซูลินได้เล็กน้อยในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์  แต่ส่วนใหญ่ของหญิงตั้งครรภ์จะสามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอที่แก้ไขปัญหาภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ แต่บางรายไม่สามารถทำได้ จึงทำให้เกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ขึ้น

หญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักเกิน หรืออ้วน จะมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เพราะหญิงที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนจะมีภาวะดื้อต่ออินซูลินอยู่ก่อนที่จะตั้งครรภ์แล้ว  และการตั้งครรภ์จะทำให้น้ำหนักตัวของหญิงคนนั้นมากกว่าเดิม จึงยิ่งเป็นปัจจัยส่งเสริม

หากประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน จะเพิ่มโอกาสที่หญิงตั้งครรภ์คนนั้นจะเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จึงสรุปได้ว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับยีนที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมด้วย

เมื่อไรที่ควรตรวจคัดกรองโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

การตรวจคัดกรองโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ควรทำในช่วงอายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์

หากคุณมีความเสี่ยงต่อการพัฒนาเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ แพทย์จะทำการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานให้คุณตั้งแต่ครั้งแรกที่คุณมาฝากครรภ์

แพทย์จะวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์อย่าง

แพทย์จะนำเลือดไปตรวจค่าระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โดยจะมีการตรวจอยู่สองแบบคือ การตรวจด้วยน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม (glucose challenge test) และการทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (oral glucose tolerance test) ซึ่งอาจทำวิธีใดวิธีหนึ่งหรือทั้งสองวิธี โดยการทดสอบทั้งสองนี้จะบอกว่าร่างกายของคุณมีการนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้ตามปกติหรือไม่

การทดสอบด้วยน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม  (Glucose Challenge Test)

คุณอาจได้รับการทดสอบด้วยวิธีนี้เป็นวิธีแรก อาจเรียกว่าเป็นการทดสอบคัดกรองเบื้องต้น ในการทดสอบนี้แพทย์จะให้คุณดื่มสารละลายน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม และเจาะเลือดหลังรับประทาน 1 ชั่วโมงเพื่อไปตรวจ  การตรวจนี้ไม่จำเป็นต้องงดน้ำและอาหาร  ถ้าระดับน้ำตาลที่ตรวจพบสูงตั้งแต่ 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร คุณจะต้องได้รับการตรวจซ้ำโดยวิธีการทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส ซึ่งการทดสอบนี้จะต้องอดอาหารมาแล้ว (มาตรวจในวันอื่น)  แต่ถ้าระดับน้ำตาลที่ตรวจได้มีค่าตั้งแต่ 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร คุณอาจกำลังเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 อยู่

การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (oral glucose tolerance test; OGTT)

การทดสอบนี้จะวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากที่มีการอดอาหารมาแล้วอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เมื่อมาพบแพทย์ จะทำการเจาะเลือดก่อน 1 หลอดแรกเพื่อหาระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร จากนั้นจะให้รับประทานสารละลายน้ำตาลกลูโคส 100 กรัม และเจาะเลือดซ้ำที่ 1, 2 และ 3 ชั่วโมงหลังรับประทานน้ำตาลเข้มข้นนี้ เพื่อนำผลระดับน้ำตาลในเลือดทั้งหมดมาประกอบการวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดที่สูงอย่างน้อย 2 ค่าขึ้นไปจากทั้งหมด (ระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร, ระดับน้ำตาลที่ 1 ชั่วโมง, 2 ชั่วโมง, 3 ชั่วโมง) จะถือว่าเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์  แพทย์จะเป็นผู้อธิบายผลการทดสอบทั้งหมดให้กับคุณ

บางครั้งแพทย์อาจพิจารณาให้ตรวจความทนต่อน้ำตาลกลูโคสเลย โดยไม่จำเป็นต้องทดสอบด้วยน้ำตาลกลูโคส 50 กรัมมาก่อนก็ได้

ฉันจะดูแลรักษาตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ส่วนใหญ่ของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์สามารถจัดการกับระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และเพิ่มการขยับเคลื่อนไหวร่างกาย แต่บางคนก็อาจจำเป็นต้องได้รับยารักษา

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ทีมดูแลสุขภาพของคุณจะช่วยแนะนำโปรแกรมการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณ โดยการแนะนำอาหารที่ควรรับประทานซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคุณและทารก  โปรแกรมอาหารที่กำหนดนั้นจะช่วยให้คุณรู้ว่าควรรับประทานอาหารอะไรบ้าง ปริมาณเท่าใด และเมื่อไรที่ควรรับประทาน  ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมากต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วงเป้าหมายที่ควรจะเป็น

หากคุณไม่สามารถปฏิบัติตามโปรแกรมดังกล่าวได้ หรือคุณยังคงมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่ จะทำให้ร่างกายมีการสร้างสารคีโตน โดยสารคีโตนจะพบได้ในปัสสาวะหรือในเลือด ซึ่งหมายถึงร่างกายมีการใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานแทนที่จะใช้น้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งพลังงาน  การเผาพลาญไขมันเพื่อเป็นแหล่งพลังงานแทนน้ำตาลกลูโคสจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณและทารกในครรภ์

แพทย์อาจแนะนำให้คุณตรวจหาสารคีโตนในปัสสาวะหรือในเลือด หรือเมื่อคุณมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงมากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร  ถ้าคุณมีสารคีโตนในระดับสูง แพทย์อาจแนะนำให้ในคุณปรับเปลี่ยนประเภทและปริมาณของอาหารที่รับประทาน หรือแนะนำให้คุณเปลี่ยนเวลาในการรับประทานอาหารหรือของว่าง

เพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย

การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ หรือการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับหญิงตั้งครรภ์ จะช่วยให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสอยู่ในช่วงเป้าหมายที่กำหนด ถ้าคุณมีความดันโลหิตสูงหรือมีระดับคอเลสเตอรอลสูง การออกกำลังกายจะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรงได้   การออกกำลังกายจะช่วยลดความเครียด เพิ่มความแข็งแรงของกระดูก หัวใจ กล้ามเนื้อ และทำให้ข้อต่อต่างๆ เคลื่อนไหวได้สะดวก และยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตอีกด้วย

โปรดปรึกษาทีมแพทย์ที่ดูแลคุณเกี่ยวกับกิจกรรมการออกกำลังกายที่เหมาะสมระหว่างที่คุณกำลังตั้งครรภ์

ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดของฉันอยู่ในช่วงเป้าหมายที่ควรจะเป็น

ทีมแพทย์ที่ดูแลคุณ อาจแนะนำให้คุณใช้เครื่องตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองที่บ้าน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะเจาะปลายนิ้วมือ เพื่อให้ได้เลือดปริมาณเล็กน้อยสำหรับตรวจวัดระดับน้ำตาล ซึ่งทีมแพทย์ที่ดูแลคุณจะสอนวิธีใช้เครื่องให้กับคุณ

ระดับน้ำตาลในเลือดเป้าหมายที่แนะนำในหญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คือ

  • ก่อนมื้ออาหาร, ก่อนนอน, และระหว่างกลางคืน : 95 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรหรือน้อยกว่า
  • 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร: 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือน้อยกว่า
  • 2 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร: 120 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือน้อยกว่า

อย่างไรก็ตามแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ถึงค่าเป้าหมายที่เหมาะสมสำหรับคุณ

คุณสามารถบันทึกผลระดับน้ำตาลในเลือดของคุณด้วยตนเองในสมุดจดบันทึก ในคอมพิวเตอร์ หรือในโทรศัพท์มือถือของคุณ ซึ่งผลการจดบันทึกระดับน้ำตาลนี้จะช่วยให้ทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาคุณตัดสินได้ว่าวิธีการรักษาที่คุณได้รับอยู่นั้นเหมาะสมแล้วหรือยัง ดังนั้นเมื่อไปพบแพทย์ อย่าลืมนำสมุดจดบันทึกระดับน้ำตาลในเลือดไปให้แพทย์ดูด้วย

จะรักษาโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้อย่างไร ถ้าการควบคุมอาหาร การออกกำลังกายยังไม่เพียงพอ

ถ้าคุณปฏิบัติตามโปรแกรมการรับประทานอาหาร และออกกำลังกายแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอที่จะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วงเป้าหมายได้ คุณอาจจำเป็นต้องได้รับยาฉีดอินซูลิน

ถ้าคุณจำเป็นต้องได้รับยาฉีดอินซูลิน แพทย์จะแนะนำวิธีใช้ยาฉีดนี้ให้กับคุณ ยาฉีดอินซูลินไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และเป็นยาทางเลือกแรกสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ จะเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

  • มีน้ำหนักเกิน
  • เคยเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อนในครรภ์ก่อนหน้า
  • มีพ่อแม่ พี่น้อง เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2
  • มีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน ซึ่งหมายถึงมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ แต่ไม่สูงพอที่จะวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน
  • เป็นโรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (polycystic ovary syndrome (PCOS))

วิธีลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

หากคุณกำลังวางแผนตั้งครรภ์ แต่คุณมีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน  คุณสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ด้วยการลดน้ำหนักส่วนเกินนี้ และเพิ่มการออกกำลังกายก่อนที่คุณจะตั้งครรภ์ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดอยู่ในระดับปกติ

หากคุณตั้งครรภ์แล้ว อย่าพยายามที่จะลดน้ำหนักทันที เพราะว่าคุณจะมีน้ำหนักเพิ่มขณะตั้งครรภ์อยู่แล้วเพื่อให้ทารกมีสุขภาพที่แข็งแรง อย่างไรก็ตาม หากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์นั้นมากและเร็วเกินไป อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้นแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ของคุณว่าน้ำหนักที่ควรจะเพิ่มขณะตั้งครรภ์ควรเป็นเท่าใด และการออกกำลังกายระหว่างการตั้งครรภ์ใดที่เหมาะสมสำหรับคุณ

หลังคลอดทารกแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าฉันยังเป็นโรคเบาหวานอยู่หรือไม่

คุณควรได้รับการตรวจซ้ำเพื่อยืนยัน ภายในระยะเวลาไม่เกิน 12 สัปดาห์หลังคลอดลูก ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดยังคงสูงอยู่ คุณอาจเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2  และถ้าหากผลการตรวจอยู่ในระดับปกติ คุณก็จะยังมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตได้อยู่ ดังนั้น คุณควรได้รับการตรวจซ้ำทุก 3 ปี เพื่อคัดกรองการเป็นโรคเบาหวานในอนาคต

ฉันจะป้องกันหรือชะลอการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตได้อย่างไร

คำแนะนำต่อไปนี้ จะช่วยป้องกันหรือชะลอการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตได้ หากคุณเคยเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อน:

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเพื่อควบคุมน้ำหนัก
  • ให้นมบุตรด้วยตัวเอง การให้นมจะช่วยให้คุณมีการเผาผลาญพลังงานที่ดี
  • หากผลการตรวจมีแนวโน้มที่คุณจะเป็นโรคเบาหวานในอนาคตและคุณกำลังมีภาวะน้ำหนักเกิน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ถึงปริมาณน้ำหนักที่ควรลดลง เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

ฉันจะดูแลให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรงได้อย่างไร

คุณสามารถดูแลให้ลูกของคุณมีสุขภาพที่แข็งแรงได้ โดยวิธีดังนี้

  • ให้ลูกเคลื่อนไหวร่างกาย และออกกำลังกายให้เหมาะสมตามวัย
  • จำกัดเวลาในการดูโทรทัศน์ เล่นเกม หรือการใช้โทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ให้มีความเหมาะสม
  • ให้รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานตามวัย

การปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นจะช่วยให้ครอบครัวของคุณมีสุขภาพที่ดี และช่วยลดความเสี่ยงของลูกในการเกิดภาวะอ้วนและการเป็นโรคเบาหวานในอนาคต

 

https://www.niddk.nih.gov/health-information/diabetes/overview/what-is-diabetes/gestational

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่