Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalised anxiety disorder หรือ GAD) คืออะไร?

โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalised Anxiety Disorder หรือ GAD) เป็นโรคในกลุ่มวิตกกังวลชนิดหนึ่ง โดยปกติเมื่อเราต้องเจอกับสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล เมื่อเหตุการณ์นั้นคลี่คลายความวิตกกังวลก็จะหายไป แต่ผู้ที่ป่วยโรควิตกกังวลมักจะไม่สามารถปรับตัวและยังคงมีความคิดซ้ำๆ เรื่องเดิมๆ ที่วิตกกังวล วนเวียนในความคิดจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น สมาธิในการทำงานเสียไป ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานแย่ลง ร่วมกับมีอาการ ใจสั่น นอนไม่หลับ ปวดท้องบ่อยๆ
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 770,124 คน

โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalised anxiety disorder: GAD) เป็นโรคในกลุ่มวิตกกังวลชนิดหนึ่ง โดยปกติเมื่อเราต้องเจอกับสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล เมื่อเหตุการณ์นั้นคลี่คลาย ความวิตกกังวลก็จะหายไป แต่ผู้ป่วยโรควิตกกังวลมักจะไม่สามารถปรับตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และยังคงมีความวิตกกังวลเรื่องเดิมวนเวียนในความคิดจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ไม่มีสมาธิในการทำงาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานแย่ลง รวมทั้งอาจมีอาการทางกาย เช่น ใจสั่น นอนไม่หลับ และปวดท้องบ่อยๆ

อาการของโรควิตกกังวลทั่วไป

อาการของโรควิตกกังวล แบ่งเป็นอาการทางกาย และอาการทางความคิด ดังนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614
  • อาการทางกาย เกิดจากการตอบสนองทางระบบประสาทอัตโนมัติมากเกินไป เช่น เหงื่อแตก ใจสั่น หายใจเร็ว หายใจไม่ทั่วท้อง ปวดท้อง และท้องไส้ปั่นป่วน โดยมักจะมีอาการเฉพาะเวลาที่มีปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวล
  • อาการทางความคิด มักคิดเรื่องเดิมๆ เป็นเวลานาน หรือมีความกังวลล่วงหน้าถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ทั้งที่รู้ตัวดีว่าเป็นความคิดที่ไร้เหตุผล แต่ก็ไม่สามารถกำจัดความคิดเหล่านั้นออกไปได้

โดยอาการทั้งทางกายและทางความคิดที่เกิดขึ้นนั้นมีความสัมพันธ์กัน เมื่อเกิดอาการทางความคิดก็จะมีอาการทางร่างกายตามมา และเมื่อมีอาการทางกายผู้ป่วยก็จะมีอาการทางความคิดความกังวลเพิ่มขึ้น จนทำให้ไม่สามารถควบคุมให้อาการสงบ หรือไม่สามารถหยุดความคิดนั้นได้

สาเหตุของโรควิตกกังวลทั่วไป

โรควิตกกังวลทั่วไปเกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัย คือ

  • ปัจจัยทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นเรื่องของการถ่ายทอดพื้นฐานทางอารมณ์ โดยหากพ่อแม่มีพื้นฐานอารมณ์ทางลบ เครียดง่าย มีความเก็บกดทางอารมณ์ความรู้สึก ลูกก็มักจะได้รับพื้นฐานทางอารมณ์ที่คล้ายกัน ทำให้กลายเป็นเด็กที่เก็บกด เครียดง่าย ไม่เปิดเผย ไม่กล้าแสดงออก และมีภาวะวิตกกังวลได้ง่าย
  • ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม มีความเกี่ยวข้องกับวิธีการเลี้ยงดู โดยหากพ่อแม่ที่มักดุด่า ตำหนิลูก ไม่ให้กำลังใจ ไม่มีการชมเชยเมื่อเด็กทำดี หรือเลี้ยงดูด้วยการบังคับให้เดินตามกรอบของพ่อแม่ ก็อาจส่งผลให้เด็กรู้สึกเก็บกด และเกิดภาวะวิตกกังวลได้ง่าย

การวินิจฉัยโรควิตกกังวลทั่วไป

โรคกังวลทั่วไปยังไม่มีการทดสอบที่ใช้สำหรับวินิจฉัยผู้ป่วยโรคนี้โดยเฉพาะ เช่นเดียวกับโรคเกี่ยวกับความวิตกกังวลอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยแพทย์จะเริ่มจากการสอบถามอาการและตรวจร่างกาย จากนั้นอาจมีการตรวจเลือดเพื่อให้แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นมาจากโรควิตกกังวลหรือโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกันกันแน่

การวินิจฉัยโรควิตกกังวลทั่วไปจะเป็นการประเมินอาการทางร่างกายและจิตใจเป็นหลัก เกณฑ์วินิจฉัยโรควิตกกังวลทั่วไปโดยสมาคมจิตแพทย์แห่งอเมริกา (American psychiatric association) ระบุว่าคนที่เป็นโรควิตกกังวลทั่วไปจะต้องมีอาการกังวลที่มากเกินไปและควบคุมไม่ให้รู้สึกกังวลได้ยากต่อเนื่องอย่างน้อยเป็นเวลา 6 เดือน และมีอาการอย่างน้อย 3 ใน 6 อย่างต่อไปนี้

  • กระวนกระวาย
  • เหนื่อยง่าย
  • ไม่มีสมาธิ หรือคิดอะไรไม่ออก
  • หงุดหงิด
  • กล้ามเนื้อตึง
  • มีปัญหาในการนอนหลับ

อาการแสดงของโรคนี้จะรุนแรงมากพอที่จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และอาการที่เกิดขึ้นต้องไม่ได้มีสาเหตุมาจากการใช้สารเสพติดหรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ

การรักษาโรควิตกกังวลทั่วไป

วิธีการรักษาที่ได้ผลดีต่อผู้ป่วยโรคนี้ มักเป็นการรักษาด้วยยาร่วมกับการทำจิตบำบัด

1. การรักษาด้วยยา

  • ยาต้านเศร้า (Antidepressant) ที่นิยมใช้คือยากลุ่มที่ออกฤทธิ์กับสารสื่อประสาทที่ชื่อว่าเซโรโทนิน (Serotonin) เช่น ยาฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) และ ยาเซอร์ทราลีน (Sertraline) โดยยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ช้า และมักเห็นผลหลังจากใช้ยาไปแล้วเป็นเวลา 2 สัปดาห์
  • ยาคลายกังวล (Anxiolytic) เช่น ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam) โคลนาซีแพม (Clonazepam) หรือลอราซีแพม (Lorazepam) ซึ่งมักออกฤทธิ์ทันที ช่วยลดการตื่นตัวของระบบประสาท และช่วยให้นอนหลับ แพทย์จึงมักให้ผู้ป่วยใช้ยากลุ่มนี้ในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการรักษา

2. การทำจิตบำบัด 

การรักษาเชิงจิตบำบัดที่นิยมใช้กับผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไป ได้แก่

  • การเผชิญหน้ากับสิ่งเร้าอย่างเป็นขั้นตอน (Systematic desensitization) โดยเริ่มจากสิ่งเร้าที่กังวลน้อยไปสู่สิ่งเร้าที่กังวลมากอย่างค่อยเป็นค่อยไป
  • การฝึกควบคุมกล้ามเนื้อและควบคุมการหายใจ (Bio feedback) เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบประสาทอัตโนมัติตอบสนองต่อความวิตกกังวลรวดเร็วเกินไป 
  • การปรับความคิดเพื่อปรับพฤติกรรม (Cognitive behavioral therapy) เพื่อขจัดความคิดเชิงลบที่เป็นสาเหตุของความวิตกกังวลคิดว่าตนเองอาจเป

โรควิตกกังวลทั่วไปเป็นโรคที่ควบคุมและบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้ หากคุณสังเกตอาการผิดปกติดังที่กล่าวมาข้างต้น ควรปรึกษาแพทย์และรับการตรวจรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเป็นปกติ


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
วิธีการจัดการกับโรควิตกกังวล
วิธีการจัดการกับโรควิตกกังวล

คุณสามารถควบคุมโรคนี้ได้หากได้รับความช่วยเหลือ

แนวทางการวินิจฉัยโรควิตกกังวลตาม DSM5
แนวทางการวินิจฉัยโรควิตกกังวลตาม DSM5

อาการของโรคนี้คืออะไรแล้วจะใช้การประเมินอย่างไร?

การใช้ Paxil สำหรับโรควิตกกังวล
การใช้ Paxil สำหรับโรควิตกกังวล

Paxil ทำงานอย่างไร ผลข้างเคียง และข้อมูลอื่นๆ

ดูในแอป