ไส้ติ่งอักเสบชนิดเฉียบพลัน (Acute appendicitis)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 16, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที

ความหมาย เป็นการอักเสบเฉียบพลันของไส้ติ่ง ที่อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กส่วนปลายกับลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ที่เรียกว่า ลำไส้ส่วนซีคัม (Cecum) ซึ่งเป็นภาวะเร่งด่วนที่จะต้องผ่าตัด พบได้ทุกวัย ส่วนใหญ่พบในวัยหนุ่มสาวระหว่างอายุ 15-30 ปี

สาเหตุ เกิดจากมีสิ่งแปลกปลอม เนื้องอก หรืออุจจาระ ไปอุดกั้นลำไส้เล็กส่วนไส้ติ่ง หรือมีการบิดงอของไส้ติ่ง ทำให้ขัดขวางการไหลเวียนเลือดมายังบริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กส่วนปลายกับลำไส้ใหญ่ส่วนต้น จนเกิดการอักเสบ

พยาธิสรีรภาพ ไส้ติ่งอักเสบชนิดไม่รุนแรง หรือเกิดขึ้นไม่เฉียบพลัน ร่างกายจะมีกลไกของภูมิต้านทานที่ช่วยให้อาการทุเลาลงได้ แต่ถ้าเป็นไส้ติ่งอักเสบชนิดเฉียบพลันจำเป็นต้องมีการวินิจฉัยโรคและรักษาที่ถูกต้อง รวดเร็ว โดยเฉพาะในผู้หญิงมักจะหลงทางนึกว่าเป็นอาการของระบบทางเดินปัสสาวะหรือมีการอักเสบของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานจนทำให้ไส้ติ่งอักเสบเพิ่มขึ้น บวม บางและแตกทะลุ และทำให้เศษอาหารและเชื้อแบคทีเรียในลำไส้เข้าสู่ช่องท้อง ความรุนแรงจะเกิดขึ้นเป็นลำดับหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง คือ เริ่มจากการอักเสบติดเชื้อในช่องท้องรอบๆ ไส้ติ่ง แล้วลุกลามแพร่กระจายไปเยื่อบุช่องท้อง ทำให้เกิดเยื่อพังผืดบีบรัดจนเกิดการอุดกั้นของลำไส้หรือไส้ติ่ง บางรายที่มีภูมิต้านทานดีหรือได้รับยาปฏิชีวนะจะช่วยให้การอักเสบทุเลาลงและอยู่จำกัดบริเวณเฉพาะที่รอบๆ ไส้ติ่งและกลายเป็นฝีไส้ติ่ง ไส้ติ่งอักเสบเกิดได้ทุกคน แต่พบมากในวัยรุ่นและผู้สูงอายุ จะมีอาการอาเจียน ปวดรอบๆ สะดือ ต่อมาปวดร้าวไปที่ท้องน้อยด้านขวา มีอาการปวดเป็นครั้งคราวตามการเคลื่อนไหวของลำไส้ ฟังเสียงการทำงานของลำไส้จะลดลง มักมีประวัติท้องผูก กดเจ็บที่หน้าท้องน้อยบริเวณสะดือกับกระดูกเชิงกรานด้านขวา และจากการตรวจทางทวารหนักจะพบอาการเจ็บเมื่อชี้นิ้วไปทางด้านขวาของช่องท้อง เจาะเลือดตรวจจะพบเลือดขาวสูงขึ้นระหว่าง 10,000-20,000 เซลล์/ลูกบาศก์มิลลิเมตร และมีไข้สูง

อาการ ปวดท้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บริเวณท้องน้อยด้านขวาส่วนล่าง กดเจ็บที่ตำแหน่งท้องน้อยด้านขวาระหว่างสะดือกับขอบเชิงกราน เรียกว่า จุดแมคเบอเนย์ (McBurney’s point) คือ จุดที่อยู่ประมาณ 1/3 จาก Iliac creast ไปยังสะดือ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย มีอาการกดเจ็บเมื่อกดมือลงบนหน้าท้องแล้วปล่อยมือออกทันที (Rebound tenderness) มีไข้ต่ำๆ หรือระดับปานกลาง จนถึงมีไข้สูง

การวินิจฉัยโรค จากประวัติจะมีอาการปวดท้องอย่างเฉียบพลัน ซึ่งเป็นอาการสำคัญ โดยเริ่มด้วยอาการจุกแน่น มวนท้องรอบๆ สะดือ บอกตำแหน่งได้ไม่แน่นอน อาจมีอาการท้องผูก ท้องเสีย หรือคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย ตรวจร่างกายจะพบอาการปวดท้อง ปวดมากขึ้นเมื่อขยับตัวหรือเคลื่อนไหว เจ็บปวดเมื่อกดที่หน้าท้องแล้วปล่อยมือออกโดยเร็วให้หน้าท้องกระเด้งขึ้น (Rebound tenderness) และกดเจ็บ (Tenderness) บริเวณท้องน้อยด้านขวาส่วนล่าง มีไข้ต่ำๆ ไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส ฟังเสียงลำไส้ทำงานน้อยลง การตรวจนับเม็ดเลือด (CBC) พบเม็ดเลือดขาวสูงขึ้น ตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) พบเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวเล็กน้อย

การรักษา โดยการผ่าตัดไส้ติ่งที่อักเสบออก (Appendectomy) โดยเร็วที่สุดไม่เกิน 24 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการแตกของไส้ติ่ง ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในระยะก่อนผ่าตัดด้วยเพื่อชดเชยน้ำที่เสียไป หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะฟื้นตัวได้เร็ว ทันทีที่ฟังเสียงหน้าท้องแล้วได้ยินเสียงลำไส้ทำงาน ควรให้ผู้ป่วยเริ่มรับประทานอาหารเหลวหรืออาหารอ่อนได้ กระตุ้นให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวและลุกเดิน (Ambulation) ซึ่งทำได้ทันทีในวันที่ผ่าตัด ในกรณีที่ไส้ติ่งแตกอาจมีเยื่อบุช่องท้องอักเสบจะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ช้ากว่า แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะและสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ให้ใส่สายสวนจากจมูก (NG tube) ลงสู่กระเพราะอาการเพื่อดูดสิ่งที่คั่งค้างภายในกระเพาะอาหารออก และรักษาแบบเดียวกับเยื่อบุช่องท้องอักเสบ

การพยาบาล ดูแลก่อนผ่าตัดมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด เช่น ให้ผู้ป่วยนอนพักบนเตียงในท่าศีรษะสูง ดูแลความสุขสบายให้ผู้ป่วย สังเกตอาการปวดท้องอย่างใกล้ชิด บันทึกสัญญาณชีพว่ามีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียสหรือไม่ หากมีอาการปวดท้อง หายใจตื้น การเคลื่อนไหวของลำไส้ลดลง ท้องอืด ความดันโลหิตลดลง ดูแลให้สารน้ำและเกลือแร่ชดเชย บันทึกน้ำเข้า-ออกจากร่างกาย งดอาหารและน้ำทางปาก งดการสวนอุจจาระโดยเด็ดขาด ให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษา เป็นต้น ฟังเสียงลำไส้บับตัวทุก 4-8 ชั่วโมง ประเมินอาการของการแตกทะลุของไส้ติ่ง เช่น ทุเลาอาการปวดท้องแบบทันที แต่มีอาการปวดทั่วๆ ท้องเพิ่มขึ้น ท้องอืดเพิ่มขึ้น หายใจเร็วตื้น มีไข้สูงขึ้น เป็นต้น ดูแลหลังผ่าตัด มีวัตถุประสงค์เพื่อ

ให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้โดยเร็วที่สุด ไม่เกิดอาการท้องอืด โดยดูแลให้สิ่งคั่งค้างในกระเพาะอาหารออกทาง NG-tube ได้โดยสะดวก พลิกตะแคงตัวทุก 1-2 ชั่วโมง กระตุ้นให้ไอเมื่อมีเสมหะในลำคอ กระตุ้นให้ผู้ป่วยมี Early ambulation โดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะภายหลังการผ่าตัด 24-48 ชั่วโมงแรก บันทึกการถ่ายปัสสาวะหลังการผ่าตัด ให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษา ป้องกันการติดเชื้อที่แผลผ่าตัดโดยทำความสะอาดแผลผ่าตัด แนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่ออยู่ที่บ้าน ให้สังเกตอาการผิดปกติของแผลผ่าตัด เช่น ดูแลแผลผ่าตัดว่ามีสิ่งขับหลั่งออกมาเป็นหนอง มีกลิ่นเหม็น รอยแผลมีอาการปวด บวม แดง ร้อน เป็นต้น ระวังไม่ให้แผลเปียกน้ำ หรือได้รับการกระทบกระแทก ส่วนใหญ่จะตัดไหมที่แผลผ่าตัดประมาณ 7 ซันหลังผ่าตัดหากแผลแห้งติดี บำรุงร่างกายโดยให้เริ่มรับประทานอาหารเหลว ตามด้วยอาหารอ่อนและอาหารธรรมดาตามลำดับ ออกกำลังกายที่เหมาะสม หากเป็นเด็กเล็กจะต้องระมัดระวังการเล่นที่ต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าท้อง ระวังการยกของหนักในช่วง 6-8 สัปดาห์หนังผ่าตัด ให้มาตรวจตามนัด หากมีอาการผิดปกติให้มาพบแพทย์ก่อนวันนัดได้ และดูแลแผลผ่าตัด

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่