โรคเบาหวาน

4 ขั้นตอนในการดูแลรักษาโรคเบาหวาน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
Istock 513684576 %281%29

ขั้นตอนในการดูแลรักษาโรคเบาหวาน มี 4 ขั้นตอนด้วยกัน  การเรียนรู้และทำความเข้าใจในแต่ละขั้นตอนจะให้คุณสามารถอยู่กับโรคเบาหวานได้ และลดโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน

ขั้นตอนที่ 1 เรียนรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานคืออะไร

โรคเบาหวานมีอยู่ 3 ชนิดหลัก ได้แก่:

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 1 – ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดนี้ ร่างกายจะไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ ทำให้เกิดปัญหาขึ้น เพราะร่างกายต้องการอินซูลินในการนำน้ำตาลจากอาหารที่คุณรับประทานเปลี่ยนเป็นพลังงานให้กับร่างกาย  ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่  1 จะต้องได้รับยาฉีดอินซูลินทุกวันเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ได้
  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2 – โรคเบาหวานประเภทนี้ ร่างกายจะไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอ หรือสร้างแล้วแต่ร่างกายนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ หรือไม่มีประสิทธิภาพพอ  ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะต้องได้รับยารับประทานรักษาโรคเบาหวาน หรือยาฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด  โรคเบาหวานชนิดนี้เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด
  • โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ – ผู้หญิงบางคนจะเป็นโรคเบาหวานชนิดนี้ขณะตั้งครรภ์ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะหายจากโรคนี้เมื่อคลอดลูกแล้ว แต่ว่าผู้หญิงที่เป็นโรคนี้และลูกที่คลอดออกมาจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานในอนาคตได้

คุณคือคนสำคัญที่มีส่วนในการดูแลรักษา

แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีในการดูแลตนเองที่ดีที่สุดเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง นอกจากแพทย์แล้วยังมีทีมดูแลสุขภาพอื่นๆ ที่จะคอยช่วยเหลือคุณ ได้แก่

  • ทันตแพทย์
  • แพทย์โรคเบาหวาน
  • นักโภชนาการ
  • จักษุแพทย์ (หมอตา)
  • แพทย์ตรวจเท้า
  • เพื่อนและครอบครัว
  • ผู้ให้คำปรึกษาปัญหาทางจิต
  • พยาบาล
  • ผู้ช่วยพยาบาล
  • เภสัชกร

จำไว้ว่าโรคเบาหวานคือโรคร้ายแรง

บางครั้งคุณอาจได้ยินบางคนพูดว่า “โรคเบาหวานเป็นโรคไม่ร้ายแรง” หรือ “น้ำตาลสูงนิดเดียว” ซึ่งทำให้รู้สึกว่าโรคเบาหวานไม่ใช่โรคร้ายแรง ซึ่งไม่จริง!  ความจริงแล้วโรคเบาหวานเป็นโรคร้ายแรง แต่คุณสามารถเรียนรู้ที่จะจัดการดูแลได้

ผู้ป่วยโรคเบาหวานจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของการมีสุขภาพที่ดี เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานยาหรือใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แน่นอนว่ามันไม่ได้ง่ายที่จะทำ แต่ก็คุ้มค่าที่จะทำ

ทำไมถึงต้องดูแลรักษาโรคเบาหวาน

การดูแลตนเองและการจัดการเกี่ยวกับโรคเบาหวานจะช่วยให้คุณรู้สึกดีทั้งในวันนี้และในอนาคต เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดใกล้เคียงค่าปกติแล้ว คุณจะ:

  • รู้สึกมีพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ
  • ไม่ค่อยอ่อนเพลีย หรือเหนื่อยง่าย
  • ปัสสาวะน้อยลง
  • แผลหายเร็ว
  • ไม่ค่อยติดเชื้อที่ผิวหนัง หรือกระเพาะปัสสาวะ

และยังช่วยให้คุณมีความเสี่ยงต่ำต่อปัญหาสุขภาพที่เกิดจากโรคเบาหวาน เช่น

  • หัวใจวาย หรือ โรคหลอดเลือดสมอง
  • ปัญหาที่ตา ทำให้การมองเห็นไม่ชัด หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นตาบอด
  • ปวด ชา ที่มือ เท้า ซึ่งหมายถึงเส้นประสาทถูกทำลาย
  • ปัญหาที่ไต ซึ่งอาจทำให้ไตหยุดการทำงาน
  • ปัญหาโรคเหงือกและฟัน

สิ่งที่คุณสามารถทำได้

  • สอบถามชนิดของโรคเบาหวานที่คุณเป็นกับแพทย์ของคุณ
  • เรียนรู้เกี่ยวกับช่องทางในการรับการช่วยเหลือและสนับสนุนในการรักษาโรคเบาหวาน
  • เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคเบาหวาน เพื่อให้คุณรู้สึกดีทั้งในวันนี้และในอนาคต

ขั้นตอนที่ 2 เรียนรู้เกี่ยวกับหลักการ ABCs

อย่าลืมที่จะพูดคุยกับทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาคุณเกี่ยวกับวิธีในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสม (A1C), ระดับความดันโลหิต (Blood pressure) และ ระดับไขมันคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และโรคแทรกซ้อนของเบาหวานโรคอื่นๆ

A: A1C test (ระดับน้ำตาลสะสม)

คืออะไร?

ระดับน้ำตาลสะสม หรือ A1C คือระดับน้ำตาลเฉลี่ยในเลือดในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งแตกต่างจากค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่คุณตรวจทุกวัน

สำคัญอย่างไร?

คุณจำเป็นต้องรู้ค่าระดับน้ำตาลในเลือดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยระดับน้ำตาลนี้จะต้องไม่สูงเกินไป เพราะมันจะส่งผลต่อหัวใจ หลอดเลือด ไต เท้า และตา ของคุณ

เป้าหมายของระดับน้ำตาลสะสมคือเท่าใด?

ผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยทั่วไปจะมีเป้าหมายของระดับน้ำตาลสะสมที่ น้อยกว่า 7% แต่ว่าบางคนอาจจะแตกต่างไปจากนี้ได้ จึงให้ปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งว่าเป้าหมายของคุณคือเท่าใด

B: Blood pressure (ระดับความดันโลหิต)

คืออะไร?

ความดันโลหิตคือแรงของเลือดที่กระทำต่อผนังของหลอดเลือดคุณ

สำคัญอย่างไร?

ถ้าความดันโลหิตสูงกว่าปกติ จะทำให้หัวใจทำงานหนัก และทำให้เกิดหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และส่งผลเสียต่อไต และดวงตาของคุณ

เป้าหมายในการควบคุมความดันโลหิตคือเท่าใด?

เป้าหมายในการควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วยเบาหวานโดยทั่วไปคือ น้อยกว่า 140/90  แต่ว่าแต่ละคนอาจมีเป้าหมายที่แตกต่างกันได้ จึงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อทราบค่าเป้าหมายของตัวคุณเอง

C: Cholesterol (ระดับไขมันคอเลสเตอรอล)

คืออะไร?

ไขมันคอเลสเตอรอลมีอยู่ 2 ชนิด คือ แอลดีแอล (LDL) และ เอชดีแอล (HDL)

LDL หรือ “ไขมันเลว” เป็นไขมันคอเลสเตอรอลที่สามารถทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดสมองตามมาได้

HDL หรือ “ไขมันดี” เป็นไขมันที่จะช่วยกำจัดไขมันเลวออกจากเส้นเลือดของคุณ

เป้าหมายในการควบคุม LDL และ HDL คือเท่าใด?

ให้สอบถามจากแพทย์ที่ดูแลคุณว่าเป้าหมายในการควบคุมคือเท่าใด เพราะแต่ละคนจะมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน  ถ้าคุณมีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป คุณอาจจำเป็นต้องได้รับยา “สะแตติน” เพื่อสุขภาพหัวใจที่แข็งแรง

สิ่งที่คุณสามารถทำได้

  • สอบถามทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาคุณ: สอบถามเป้าหมายในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสม ระดับความดันโลหิต และระดับไขมันคอเลสเตอรอลที่เหมาะสมสำหรับคุณ  ค่าเป้าหมายของระดับน้ำตาลสะสมจะขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นโรคเบาหวานมาเป็นระยะเวลานานเท่าใด ปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่เป็นร่วมด้วย และความยากในการควบคุมโรคเบาหวานที่คุณเป็น   ที่สำคัญคือจะต้องถามถึงวิธีในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมว่าจะต้องทำอย่างไร จึงจะทำให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด

ขั้นตอนที่ 3 เรียนรู้วิธีในการอยู่กับโรคเบาหวาน

มันเป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกเศร้าเสียใจ หรือโกรธ เมื่อคุณรู้ตัวว่าคุณเป็นโรคเบาหวาน คุณอาจจะรู้ถึงวิธีในการดูแลรักษาโรคเบาหวานเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง แต่บางครั้งเมื่อเวลาผ่านไปก็อาจจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับความเข้มงวดในการทำตามแผนการรักษาก็ได้  ดังนั้นจะขอกล่าวถึงวิธีการรับมือกับโรคเบาหวาน, การรับประทานอาหารที่ดี, และการออกกำลังกาย

การรับมือกับโรคเบาหวาน

  • ความเครียดจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น  จึงขอแนะนำวิธีการจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้น คือ พยายามหายใจเข้าออกลึก ๆ หรือหาเวลาว่างไปทำสวย เดินเล่น นั่งสมาธิ ทำงานอดิเรก หรือฟังเพลงที่ชอบ
  • หากคุณรู้สึกซึมเศร้า แนะนำให้ขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์ เพื่อน หรือคนในครอบครัว พวกเขาเหล่านั้นพร้อมจะรับฟังคุณ และจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น

การรับประทานอาหารที่ดี

  • วางแผนการรับประทานอาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวานร่วมกับทีมแพทย์ที่ดูแลรักษา
  • เลือกอาหารที่มีพลังงานต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานซ์ น้ำตาล และเกลือ
  • รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ธัญพืชเต็มเมล็ด ผักต่างๆ
  • เลือกรับประทานอาหาร เช่น ผลไม้ไม่หวานจัด ผัก ธัญพืชเต็มเมล็ด ขนมปังโฮลวีท นมไขมันต่ำ นมพร่องมันเนย และชีส
  • ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำผลไม้หรือน้ำโซดา
  • เมื่อคุณรับประทานอาหาร แนะนำให้ครึ่งหนึ่งของจานเป็นผักและและผลไม้ , 1 ใน 4 ของจานให้เป็นโปรตีน เช่น ถั่ว หรือไก่ไม่มีหนัง และ 1 ใน 4 ที่เหลือเป็นธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวกล้อง หรือ พาสต้าโฮลวีท เป็นต้น

การออกกำลังกาย

  • ตั้งเป้าหมายของการออกกำลังกาย หรือการเคลื่อนไหวร่างกายที่มากขึ้น โดยให้มีจำนวนวันต่อสัปดาห์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในช่วงแรกให้เริ่มจากการเดิน 10 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • ออกกำลังกายโดยการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เช่น ยางยืดออกกำลังกาย โยคะ วิดพื้น ทำสวนหนัก เช่น ขุดดิน หรือปลูกต้นไม้ด้วยเครื่องมือ
  • ควบคุมหรือลดน้ำหนักตัวให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมเพื่อให้มีสุขภาพดี โดยการรับประทานอาหารตามแผนที่กำหนด และเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย

สิ่งที่ต้องทำทุกๆ วัน

  • รับประทานยา หรือใช้ยารักษาโรคเบาหวาน หรือโรคอื่นๆ ตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าคุณจะรู้สึกสบายดีก็ตาม  แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หากคุณต้องการยาแอสไพรินเพื่อป้องกันโรคหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดสมอง  และแจ้งแพทย์ทราบหากคุณไม่สามารถจ่ายค่ายาได้ หรือเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยา
  • ตรวจเท้าทุกวันว่ามีบาดแผลใดๆ จุดบวมแดงหรือไม่ หากมีแล้วแผลไม่สามารถหายได้เอง ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
  • แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันทุกวันเพื่อรักษาสุขภาพช่องปาก ฟัน และเหงือก
  • เลิกบุหรี่
  • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองทุกวัน ซึ่งอาจมากกว่าวันละ 1 ครั้ง และจดบันทึกระดับน้ำตาลทุกครั้ง และเมื่อไปพบแพทย์ตามนัด ให้นำบันทึกระดับน้ำตาลนี้ไปให้แพทย์ดูด้วย
  • วัดระดับความดันโลหิต ถ้าแพทย์แนะนำให้คุณวัดและจดบันทึก

พูดคุยกับทีมแพทย์ที่ดูแลคุณ

  • สอบถามแพทย์ที่ดูแลรักษาคุณ หากคุณมีข้อคำถามใดๆ เกี่ยวกับโรคเบาหวาน
  • แจ้งให้แพทย์ทราบหากสุขภาพของคุณมีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตาม
  • สอบถามทีมแพทย์เกี่ยวกับการวางแผนรับประทานอาหารสุขภาพที่เหมาะสมสำหรับโรคเบาหวาน
  • สอบถามเกี่ยวกับวิธีในการออกกำลังกาย การเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย
  • สอบถามเกี่ยวกับระยะเวลา ความถี่ในการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด และเมื่อได้ผลแล้วจะจัดการดูแลโรคเบาหวานอย่างไร
  • เมื่อไปพบแพทย์ทุกครั้งให้สอบถามทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาท่านเกี่ยวกับแผนการรักษา ว่าปัจจุบันแผนนี้ดีแล้วหรือยัง หรือต้องมีการปรับเปลี่ยนใดๆ

ขั้นตอนที่ 4 เข้ารับการตรวจเป็นประจำ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี

เข้ารับการตรวจติดตามโดยแพทย์เป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อค้นหาปัญหาและรักษาปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วในระยะเริ่มต้น

ทุกครั้งที่มาพบแพทย์ คุณจะต้อง:

  • ได้รับการตรวจวัดความดันโลหิต
  • ได้รับการตรวจเท้า
  • ชั่งน้ำหนัก
  • ทบทวนแผนการรักษา

2 ครั้งต่อปี คุณจะต้อง:

  • ตรวจระดับน้ำตาลสะสม ซึ่งอาจจะต้องตรวจถี่มากกว่านี้หากระดับน้ำตาลสะสมของคุณมากกว่า 7%

ปีละ 1 ครั้ง คุณจะต้อง:

  • ตรวจระดับไขมันคอเลสเตอรอล
  • ตรวจเท้าอย่างละเอียด
  • ตรวจสุขภาพช่องปากโดยทันตแพทย์
  • ตรวจตาโดยละเอียดโดยจักษุแพทย์
  • ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
  • ตรวจปัสสาวะและตรวจเลือดเพื่อเช็คการทำงานของไต

อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต:

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

สิ่งที่คุณสามารถทำได้

  • สอบถามทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาคุณเกี่ยวกับการตรวจติดตามที่เหมาะสมสำหรับคุณ และความหมายของผลการตรวจต่างๆ
  • จดบันทึกวันนัดหมายเข้าพบแพทย์ครั้งถัดไปไว้เสมอเพื่อเตือนความจำ

ข้อควรจำ

  • คุณคือหนึ่งในบุคคลสำคัญของทีมดูแลรักษา
  • ปฏิบัติตาม 4 ขั้นตอนนี้เพื่อช่วยให้คุณจัดการดูแลรักษาโรคเบาหวานได้อย่างเหมาะสม
  • เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมให้ได้ตามเป้าหมาย
  • หากต้องการความช่วยเหลือ ให้สอบถามทีมแพทย์ที่ดูแลคุณ

 

https://www.niddk.nih.gov/health-information/diabetes/overview/managing-diabetes/4-steps

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่