Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
โรคเบาหวาน

4 ขั้นตอนในการดูแลรักษาโรคเบาหวาน

การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ทำตาม 4 ขั้นตอนนี้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,768,067 คน

4 ขั้นตอนในการดูแลรักษาโรคเบาหวาน

การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงไม่ใช่เรื่องยาก แค่ทำตาม “4 ขั้นตอนการดูแลรักษาโรคเบาหวาน” อย่างเป็นระบบ การเรียนรู้และทำความเข้าใจในแต่ละขั้นตอน จะช่วยให้คุณควบคุมโรคเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้

ขั้นตอนที่ 1 เรียนรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานมีอยู่ 3 ชนิดหลัก ได้แก่

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดนี้ ร่างกายจะไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ ทำให้เกิดปัญหา เพราะไม่มีตัวช่วยในการนำน้ำตาลกลูโคสในเลือดแปลงเป็นพลังงานเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย  ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่  1 จะต้องได้รับยาฉีดอินซูลินทุกวันเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ได้
  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคเบาหวานประเภทนี้ ร่างกายจะไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอ หรือนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ หรือไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะต้องได้รับยารับประทานรักษาโรคเบาหวาน หรือยาฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด  โรคเบาหวานชนิดนี้เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด
  • โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ผู้หญิงบางคนจะเป็นโรคเบาหวานชนิดนี้ขณะตั้งครรภ์ แต่ส่วนใหญ่จะหายจากโรคนี้เมื่อคลอดลูก แต่ว่าผู้หญิงที่เป็นโรคนี้ และลูกที่คลอดออกมา จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานในอนาคตได้

คุณคือคนสำคัญที่มีส่วนในการดูแลรักษา

แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีในการดูแลตนเอง เพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง นอกจากแพทย์แล้ว ยังมีทีมดูแลสุขภาพอื่นๆ ที่จะคอยช่วยเหลือคุณ ได้แก่ ทันตแพทย์ แพทย์โรคเบาหวาน นักโภชนาการ จักษุแพทย์ (หมอตา) แพทย์ตรวจเท้า เพื่อนและครอบครัว จิตแพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล และเภสัชกร

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง ในราคาสุดคุ้ม เพียง 2550 บาท ถึง 22 ต.ค. นี้เท่านั้น 🔥

มีอาการบางอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้บ่อยๆ 😲 คุณอาจแพ้อาหารบางอย่างโดยไม่รู้ตัว

Foodintoleranceinternal ad

ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อทำให้การควบคุมโรคมีประสิทธิภาพสูงสุด

โรคเบาหวานเป็นโรคร้ายแรง

บางครั้งคุณอาจได้ยินคนพูดว่า “โรคเบาหวานเป็นโรคไม่ร้ายแรง” หรือ “น้ำตาลสูงนิดเดียว” จนทำให้รู้สึกว่าโรคเบาหวานไม่ใช่โรคร้ายแรง นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะผลกระทบจากการไม่ควบคุมโรคเบาหวานสามารถทำให้เสียชีวิตได้ และอาจเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ ไตวาย ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

ผู้ป่วยโรคเบาหวานจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของการมีสุขภาพที่ดี เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานยา หรือใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

ทำไมถึงต้องดูแลรักษาโรคเบาหวาน

การดูแลตนเอง ควบคุมโรคเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ จะทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนคนทั่วไป เช่น

  • รู้สึกมีพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ
  • ไม่ค่อยอ่อนเพลีย หรือเหนื่อยง่าย
  • ปัสสาวะน้อยลง
  • แผลหายเร็ว
  • ไม่ค่อยติดเชื้อที่ผิวหนัง หรือกระเพาะปัสสาวะ

นอกจากนี้ ยังช่วยให้คุณมีความเสี่ยงต่ำต่อปัญหาสุขภาพที่เกิดจากโรคเบาหวาน เช่น

  • หัวใจวาย หรือ โรคหลอดเลือดสมอง
  • ปัญหาที่ตา ทำให้การมองเห็นไม่ชัด หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นตาบอด
  • ปวด ชา ที่มือ เท้า ซึ่งหมายถึงเส้นประสาทถูกทำลาย
  • ปัญหาที่ไต ซึ่งอาจทำให้ไตหยุดการทำงาน
  • ปัญหาโรคเหงือกและฟัน

ขั้นตอนที่ 2 เรียนรู้เกี่ยวกับหลักการ ABCs

หลักการ ABCs ประกอบไปด้วย การควบคุมระดับน้ำตาลสะสม (A1C) ระดับความดันโลหิต (Blood pressure) และระดับไขมันคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และโรคแทรกซ้อนของเบาหวานอื่นๆ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง ในราคาสุดคุ้ม เพียง 2550 บาท ถึง 22 ต.ค. นี้เท่านั้น 🔥

มีอาการบางอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้บ่อยๆ 😲 คุณอาจแพ้อาหารบางอย่างโดยไม่รู้ตัว

Foodintoleranceinternal ad

A: A1C test หรือการตรวจระดับน้ำตาลสะสม

ระดับน้ำตาลสะสม หรือ A1C คือระดับน้ำตาลเฉลี่ยในเลือดในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งแตกต่างจากค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่คุณตรวจทุกวัน การตรวจระดับน้ำตาลสะสมจะทำให้คุณรู้ค่าระดับน้ำตาลในเลือด และควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

เป้าหมายของระดับน้ำตาลสะสม คือ น้อยกว่า 7% แต่ว่าบางคนอาจจะแตกต่างไปจากนี้ได้ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งว่าเป้าหมายของคุณคือเท่าใด

B: Blood pressure (ระดับความดันโลหิต)

ความดันโลหิต คือแรงของเลือดที่กระทำต่อผนังของหลอดเลือด ถ้าความดันโลหิตสูงกว่าปกติ จะทำให้หัวใจทำงานหนัก และทำให้เกิดหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมองได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลเสียต่อไต และดวงตาอีกด้วย

เป้าหมายในการควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วยเบาหวานโดยทั่วไป คือ น้อยกว่า 140/90  แต่ว่าบางคนอาจมีเป้าหมายที่แตกต่างกันได้ จึงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อทราบค่าเป้าหมายที่เหมาะสมกับตัวคุณ

C: Cholesterol (ระดับไขมันคอเลสเตอรอล)

ไขมันคอเลสเตอรอลมีอยู่ 2 ชนิด คือ แอลดีแอล (LDL) และ เอชดีแอล (HDL)

  • LDL หรือ “ไขมันเลว” เป็นไขมันคอเลสเตอรอลที่สามารถทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดสมองตามมาได้
  • HDL หรือ “ไขมันดี” เป็นไขมันที่จะช่วยกำจัดไขมันเลวออกจากเส้นเลือดของคุณ

เป้าหมายในการควบคุม LDL และ HDL ให้สอบถามจากแพทย์เพื่อหาเป้าหมายในการควบคุมที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล ถ้าคุณมีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป อาจจำเป็นต้องได้รับยาลดไขมัน กลุ่มสะแตติน (Statin)  เพื่อสุขภาพหัวใจที่แข็งแรง

ขั้นตอนที่ 3 เรียนรู้วิธีในการอยู่กับโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยโรคเบาหวาน มักจะรู้สึกเศร้า เสียใจ หรือโกรธ จากปัญหาเกี่ยวกับความเข้มงวดในการทำตามแผนการรักษาที่ต้องทำเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยให้คุณมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเหมือนคนปกติทั่วไป 

การรับมือกับโรคเบาหวาน

  • ความเครียดจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น  จึงขอแนะนำวิธีการจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้น คือ พยายามหายใจเข้าออกลึกๆ หาเวลาว่างไปทำสวน เดินเล่น นั่งสมาธิ ทำงานอดิเรก หรือฟังเพลงที่ชอบ อะไรก็ได้ที่ทำให้คุณรู้สึกสบายใจ
  • หากรู้สึกซึมเศร้า แนะนำให้ขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์ เพื่อน หรือคนในครอบครัว พวกเขาเหล่านั้นพร้อมจะรับฟังและช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น

การรับประทานอาหารที่ดี

  • วางแผนการรับประทานอาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวานร่วมกับทีมแพทย์ที่ดูแลรักษา
  • เลือกอาหารที่มีพลังงานต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานซ์ น้ำตาล และเกลือ
  • รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ธัญพืชเต็มเมล็ด ผักต่างๆ
  • เลือกรับประทานอาหาร เช่น ผลไม้ไม่หวานจัด ผัก ธัญพืชเต็มเมล็ด ขนมปังโฮลวีท นมไขมันต่ำ นมพร่องมันเนย และชีส
  • ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำผลไม้ หรือน้ำโซดา

การออกกำลังกาย

  • ตั้งเป้าหมายของการออกกำลังกาย หรือการเคลื่อนไหวร่างกายที่มากขึ้น โดยให้มีจำนวนวันต่อสัปดาห์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในช่วงแรกให้เริ่มจากการเดิน 10 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ และค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • ออกกำลังกายโดยการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เช่น ยางยืดออกกำลังกาย โยคะ วิดพื้น ทำสวนหนัก เช่น ขุดดิน หรือปลูกต้นไม้ด้วยเครื่องมือ
  • ควบคุมหรือลดน้ำหนักตัวให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมเพื่อให้มีสุขภาพดี โดยการรับประทานอาหารตามแผนที่กำหนด และเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย

สิ่งที่ต้องทำทุกวัน

  • รับประทานยา หรือใช้ยารักษาโรคเบาหวาน ตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าคุณจะรู้สึกสบายดีก็ตาม  แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หากคุณต้องการยาแอสไพรินเพื่อป้องกันโรคหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดสมอง  คุณต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ หากไม่สามารถจ่ายค่ายา หรือเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยา
  • ตรวจเท้าทุกวันว่า มีบาดแผล หรือจุดบวมแดงไหม หากมีแล้วแผลไม่สามารถหายได้เอง ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
  • แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันทุกวันเพื่อรักษาสุขภาพช่องปาก ฟัน และเหงือก
  • เลิกบุหรี่
  • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองทุกวัน ซึ่งอาจมากกว่าวันละ 1 ครั้ง และจดบันทึกระดับน้ำตาลทุกครั้ง และเมื่อไปพบแพทย์ตามนัด ให้นำบันทึกระดับน้ำตาลนี้ไปให้แพทย์ดูด้วย
  • วัดระดับความดันโลหิต ถ้าแพทย์แนะนำให้คุณวัด และจดบันทึกทุกครั้ง

พูดคุยกับทีมแพทย์ที่ดูแล

  • สอบถามแพทย์ที่ดูแลรักษา หากมีคำถามใดๆ เกี่ยวกับโรคเบาหวาน
  • แจ้งให้แพทย์ทราบหากสุขภาพของคุณมีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตาม
  • สอบถามทีมแพทย์เกี่ยวกับการวางแผนรับประทานอาหารสุขภาพที่เหมาะสมสำหรับโรคเบาหวาน
  • สอบถามเกี่ยวกับวิธีในการออกกำลังกาย การเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย
  • สอบถามเกี่ยวกับระยะเวลา ความถี่ในการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด และเมื่อได้ผลแล้วจะจัดการดูแลโรคเบาหวานอย่างไร
  • เมื่อไปพบแพทย์ทุกครั้งให้สอบถามทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาท่านเกี่ยวกับแผนการรักษา ว่าปัจจุบันแผนนี้ดีแล้วหรือยัง หรือต้องมีการปรับเปลี่ยนใดๆ

ขั้นตอนที่ 4 เข้ารับการตรวจเป็นประจำ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี

เข้ารับการตรวจติดตามโดยแพทย์เป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อค้นหาปัญหาและรักษาปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วในระยะเริ่มต้น

ทุกครั้งที่มาพบแพทย์ คุณจะต้อง:

  • ได้รับการตรวจวัดความดันโลหิต
  • ได้รับการตรวจเท้า
  • ชั่งน้ำหนัก
  • ทบทวนแผนการรักษา

2 ครั้งต่อปี คุณจะต้อง:

  • ตรวจระดับน้ำตาลสะสม ซึ่งอาจจะต้องตรวจถี่มากกว่านี้หากระดับน้ำตาลสะสมของคุณมากกว่า 7%
  • ตรวจระดับไขมันคอเลสเตอรอล
  • ตรวจเท้าอย่างละเอียด
  • ตรวจสุขภาพช่องปากโดยทันตแพทย์
  • ตรวจตาโดยละเอียดโดยจักษุแพทย์
  • ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
  • ตรวจปัสสาวะ และตรวจเลือด เพื่อเช็คการทำงานของไต

ปีละ 1 ครั้ง คุณจะต้อง:

  • ตรวจระดับไขมันคอเลสเตอรอล
  • ตรวจเท้าอย่างละเอียด
  • ตรวจสุขภาพช่องปากโดยทันตแพทย์
  • ตรวจตาโดยละเอียดโดยจักษุแพทย์
  • ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
  • ตรวจปัสสาวะ และตรวจเลือด เพื่อเช็คการทำงานของไต

อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต คุณจะต้อง:

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

สิ่งที่คุณสามารถทำได้

  • สอบถามทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาคุณเกี่ยวกับการตรวจติดตามที่เหมาะสมสำหรับคุณ และความหมายของผลการตรวจต่างๆ
  • จดบันทึกวันนัดหมายเข้าพบแพทย์ครั้งถัดไปไว้เสมอเพื่อเตือนความจำ

ข้อควรจำ

  • คุณคือหนึ่งในบุคคลสำคัญของทีมดูแลรักษา
  • ปฏิบัติตาม 4 ขั้นตอนนี้เพื่อช่วยให้คุณจัดการดูแลรักษาโรคเบาหวานได้อย่างเหมาะสม
  • เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมให้ได้ตามเป้าหมาย
  • หากต้องการความช่วยเหลือ ให้สอบถามทีมแพทย์ที่ดูแลคุณ

 


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป