การตั้งครรภ์

การส่งเสริมภาวะโภชนาการสำหรับหญิงตั้งครรภ์

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 11, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที

ยังคงมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการรับประทานอาหารขณะตั้งครรภ์ เช่น ควรรับประมานอาหารเป็น 2 เท่าเผื่อทารกในครรภ์ด้วย ซึ่งความเป็นจริงร่างกายต้องการเพิ่มเพียงวันละ 300 แคลอรี ในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของการตั้งครรภ์ หรือมีการคิดว่าไม่อยากให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากเพื่อลูกจะได้ตัวเล็ก คลอดได้ง่าย ซึ่งอาจมีผลทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการคลอดลูกก่อนกำหนด ปัญหาเกี่ยวกับปอดและหัวใจ ดังนั้นเพื่อให้ได้พลังงานเพิ่มตามที่ต้องการ อาจทำได้โดยการเพิ่มปริมาณอาหารหรือลดการทำกิจกรรม เป็นต้น

ข้อควรปฏิบัติสำหรับหญิงตั้งครรภ์

  1. กินอาหารให้ครบ 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มข้าวและธัญพืช กลุ่มผัก กลุ่มผลไม้ กลุ่มเนื้อสัตว์ และกลุ่มนม ในปริมาณที่เหมาะสมและควรกินให้หลากหลาย ตามที่แนะนำให้บริโภคใน 1 วัน โดยคำนึงถึงน้ำหนักตัวของแต่ละบุคคล ดังแสดงในตารางที่ 2.5 เพื่อให้ได้พลังงานและสารอาหารเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ ซึ่งจะส่งผลให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตดี
  2. กินอาหารระหว่างมื้อ ได้แก่ อาหารว่างเช้าและบ่าย เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์มีความต้องการพลังงานและสารอาหารเพิ่มขึ้น การบริโภคอาหาร 3 มื้อหลัก อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยเลือกอาหารว่างที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น นมจืด ผลไม้ ขนมไทยที่มีรสหวานเล็กน้อย เช่น เต้าส่วน กล้วยบวชชี ฟักทองแกงบวด เป็นต้น
  3. ควรกินอาหารที่เป็นแหล่งธาตุเหล็ก สัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง เช่น ตับ เลือด เนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อแดง และควรกินอาหารที่มีวิตามินซีสูงร่วมด้วย เช่น ฝรั่ง มะขามป้อม มะปรางสุก มะละกอสุก ส้ม เป็นต้น เพื่อช่วยในการดูดซึมเหล็ก
  4. กินอาหารที่เป็นแหล่งแคลเซียมทุกวัน เช่น นม โยเกิร์ต เนยแข็ง ปลาเล็กปลาน้อย ปลากระป๋อง สัตว์ตัวเล็กที่กินทั้งตัวและกระดูก ทั้งนี้นมเป็นแหล่งแคลเซียมที่ดีที่สุด เนื่องจากมีปริมาณแคลเซียมสูงและดูดซึมได้ดี หากดื่มนมแล้วมีอาการท้องอืด แน่นท้อง มีแก๊สในกระเพาะ หรือท้องเสีย อาจแก้โดยการดื่มทีละน้อยและค่อย ๆ เพิ่มปริมาณ ไม่ดื่มนมในขณะท้องว่าง เป็นต้น
  5. กินยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก (60 มิลลิกรัม) และโฟเลต (400 มิลลิกรัม) ทุกวัน วันละ 1 เม็ด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็กและโฟเลต โดยไม่ควรกินยาพร้อมกับเครื่องดื่มประเภท นม ชา กาแฟ น้ำอัดลม เพราะมีสารขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็ก หากหญิงตั้งครรภ์ขาดธาตุเหล็กจะทำให้เกิดภาวะโลหิตจางทั้งแม่และลูก มีผลต่อการแท้ง การคลอด ภาวะตกเลือดของแม่ในขณะตั้งครรภ์ ส่วนการขาดโฟเลตโดยเฉพาะช่วงเดือนแรกของการตั้งครรภ์ จะผลต่อความผิดปกติของการพัฒนาสมองและระบบประสาท ทารกจะเป็นโรคหลอดประสาทเปิด (neural tube defect) มีโอกาสเสียชีวิตในครรภ์หรือหลังคลอดไม่นาน
  6. ใช้เกลือหรือน้ำปลาเสริมไอโอดีนในการปรุงอาหารทุกครั้ง เพื่อป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน ที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและระบบประสาทของทารก มีผลให้ทารกมีสติปัญญาน้อย หูหนวก เป็นใบ้ หรือที่เรียกว่า เอ๋อ แต่ทั้งนี้ไม่ควรใช้เกลือเสริมไอโอดีนเกินวันละ 1 ช้อนชา
  7. นอนหลับให้เพียงพอ โดยหญิงตั้งครรภ์ควรนอนหลับพักผ่อนวันละ 8 ชั่วโมง
  8. ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น การเดิน และบริหารร่างกาย เพื่อลดอาการแทรกซ้อนในขณะตั้งครรภ์ และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (กองโภชนาการ, 2552)

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับหญิงตั้งครรภ์

  1. อาหารที่ไม่ปลอดภัย คือ อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือเชื้อพยาธิ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือชีวิตของหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ นอกจากนี้อาหารปนเปื้อนสารเคมีต่าง ๆ ก็ควรต้องหลีกเลี่ยง ตลอดจน อาหารหมักดอง อาหารรสจัด อาหารที่ใส่ผงชูรส ใส่สี ใส่สารกันบูด รวมถึงอาหารที่เคยกินแล้วแพ้ด้วย
  2. แอลกอฮอล์ ที่มีอยู่ในเครื่องดื่มต่าง ๆ จะขัดขวางการดูดซึมวิตามินบีชนิดต่าง ๆ รวมทั้งแคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียมของทารก ดังนั้นถ้าหญิงตั้งครรภ์ดื่มในปริมาณที่มากขณะตั้งครรภ์ จะส่งผลให้ทารกในครรภ์เกิดความผิดปกติทั้งทางร่างกายและสติปัญญา
  3. บุหรี่ หญิงที่สูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดการแท้ง ทารกมีน้ำหนักตัวน้อย คลอดก่อนกำหนด และเด็กมีความผิดปกติหลายอย่าง เนื่องจากควันบุหรี่จะทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตของรกลดลง ทำให้ทารกในครรภ์ได้รับออกซิเจนหรือสารอาหารผ่านทางรกได้น้อยลง ทารกคลอดออกมาจึงมีขนาดเล็กผิดปกติ และสมองจะมีขนาดเล็กตามไปด้วย
  4. คาเฟอีน นอกจากจะมีในกาแฟแล้ว ยังมีในชา โคล่า โกโก้ ช็อกโกแลต รวมทั้งเครื่องดื่มชูกำลังต่าง ๆ คาเฟอีนมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ และขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี และเหล็ก การได้รับคาเฟอีนในปริมาณที่มากในขณะตั้งครรภ์ จะมีความสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวน้อยของทารกแรกเกิดและการแท้ง
  5. ยา การกินยาในระหว่างการตั้งครรภ์เป็นเรื่องสำคัญมาก ยาบางชนิดไปกระทบกระเทือนต่อการแบ่งเซลล์ ทำให้อวัยวะนั้นมีความผิดปกติหรือหยุดการเจริญเติบโต ซึ่งผิดปกติมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระยะของการตั้งครรภ์และปริมาณของสารที่ได้รับ อาจมีผลถึงขั้นทำให้เกิดภาวะแท้ง พิการแต่กำเนิด หรือเกิดมะเร็งในภายหลัง เป็นต้น 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "พื้นฐานโภชนบำบัด" โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อัจฉรา ดลวิทยาคุณ จากสำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่