Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HD
ความรู้สุขภาพ

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อโดนผึ้งต่อย

ถูกผึ้งต่อยจะเกิดอาการอะไรขึ้นบ้าง มีวิธีการปฐมพยาบาลอย่างไร ต้องไปพบแพทย์หรือไม่?
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 7 เม.ย. 2019 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 รีวิวเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อโดนผึ้งต่อย

อาการที่เกิดจากผึ้งต่อย

คนส่วนใหญ่ที่โดนผึ้งต่อย อาจมีอาการเจ็บปวดเฉียบพลัน ผิวบวมและแดงขึ้น เมื่อสัมผัสจะรู้สึกอุ่น มีอาการคันที่บริเวณโดนต่อย แต่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ ทั้งสิ้น และจะหายได้เองในเวลาไม่กี่วัน

แต่ในทางกลับกัน หากผู้ที่โดนผึ้งต่อยแพ้พิษจากเหล็กในของผึ้ง หรือถูกต่อยหลายตำแหน่ง ก็อาจถึงขั้นทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้ ซึ่งถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ประเภทหนึ่ง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ขูดหินปูน มากกว่า 20 คลินิก เริ่มต้นที่ 850 บาท

ลดการสะสมของเชื้อโรค ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคในช่องปาก และลดกลิ่นปาก แค่ขูดหินปูนทุก 6 เดือน

%e0%b8%82%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%992

โดยปกติ เมื่อถูกผึ้งต่อย เหล็กในของผึ้งจะปักอยู่ที่ผิวหนังของคุณ และเป็นสาเหตุที่ทำให้ผึ้งตัวนั้นตาย แต่สำหรับตัวต่อ แตนหรือแมลงมีพิษอื่นๆ ที่ไม่ได้ปล่อยเหล็กในออกมาพร้อมกับการต่อย จึงสามารถต่อยได้อีกหลายครั้ง

ผู้ที่มีอาการแพ้พิษจากเหล็กในของผึ้งอย่างรุนแรง (Severe Allergic Reaction) อาจทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้

หากคุณมีอาการแพ้อย่างรุนแรงหลังผึ้งต่อย ให้เรียกรถฉุกเฉินหรือติดต่อโรงพยาบาลโดยทันที เพื่อป้องกันปฏิกิริยาแพ้รุนแรงเฉียบพลัน (Anaphylactic Shock) ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

การปฐมพยาบาลเมื่อโดนผึ้งต่อย

หากคุณไม่ได้แพ้ผึ้ง ก็ไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ แต่ให้รีบนำเหล็กในที่ฝังอยู่ออกมาทันที โดยใช้ปลายเล็บ หรือขอบบัตรแข็งๆ เขี่ยออกมาแล้วใช้แหนบดึง ยิ่งนำเหล็กในออกได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งช่วยลดปริมาณสารพิษที่ปล่อยออกสู่ผิวของคุณให้น้อยลง

จากนั้นให้ล้างบริเวณที่โดนต่อยด้วยสบู่และน้ำสะอาด แล้วประคบเย็นเพื่อลดการดูดซึมของพิษเข้าสู่ร่างกาย และลดอาการบวม คุณอาจรับประทานยาต้านการอักเสบ เช่น Ibuprofen, diclofenac, mefenamic acid เพื่อลดอาการบวมแดง หรือรักษาอาการคันและผื่นแดงด้วยครีมไฮโดรคอร์ติโซนและโลชั่นคาลาไมน์ (Calamine) เพิ่มเติมได้

แต่ถ้ามีอาการคันและบวมรุนแรง ให้รับประทานยาแก้แพ้ เช่น Benadryl เพื่อช่วยบรรเทาอาการ หากเคยมีอาการแพ้เฉียบพลันรุนแรงหลังจากที่เคยถูกผึ้งต่อยในอดีต คุณจำเป็นจะต้องพกยาแก้แพ้ฉุกเฉินที่เรียกว่า EpiPen ติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อป้องกันการแพ้อย่างรุนแรง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
เข้าร่วมงานวิจัยทางการแพทย์วันนี้

ค้นหางานวิจัยที่คุณสามารถเข้าร่วมได้ เพื่อรับการรักษาใหม่ที่อาจทำให้อาการของคุณดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการทำดีเพื่อสังคม

Hd clinical trial ad

เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ พยายามอย่าเกาหรือขูดบริเวณแผลที่โดนต่อย เพราะอาจทำให้เชื้อโรคจากเล็บหรือผิวหนังเข้าไปที่แผล ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการคัน บวม และแดงมากขึ้น

นอกจากการปฐมพยาบาลทางการแพทย์แล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่เป็นภูมิปัญญาสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งคุณสามารถนำมาทดลองใช้ได้เมื่อโดนผึ้งต่อย เช่น

  • น้ำส้มสายชู : แช่บริเวณที่โดนผึ้งต่อยลงในน้ำส้มสายชูอย่างน้อย 15 นาที หรือแช่ผ้าพันแผลในน้ำส้มสายชูแล้วนำไปพันในบริเวณที่โดนผึ้งต่อยก็ได้เช่นกัน
  • ยาแอสไพรินบดผสมน้ำ : เป็นหนึ่งในวิธีปฐมพยาบาลที่เป็นที่นิยมสำหรับการลดความเจ็บปวด และอาการบวมของผึ้งต่อย นำเม็ดยาแอสไพรินบดกับน้ำป้ายลงบนผิวหนังที่โดนผึ้งต่อย
  • สมุนไพรและน้ำมัน : สมุนไพรเหล่านี้มีคุณสมบัติในการสมานบาดแผล และอาจช่วยบรรเทาอาการปวดจากผึ้งต่อยได้ เช่น
    • ว่านหางจระเข้ : ให้ตัดใบและบีบเจลจากใบลงบนบริเวณที่โดนต่อยโดยตรง
    • ทีทรีออยล์ (Tea Tree Oil) : เจือจางน้ำมันด้วยน้ำมันทาตัว เช่น น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอก แล้วนำไปทาบริเวณที่โดนต่อย
    • เสลดพังพอนตัวเมีย (Clinacanthus Nutans) : ใช้ใบสดตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผล หรือป้ายด้วยขี้ผึ้งเพื่อใช้บรรเทาอาการอักเสบ

หากโดนผึ้งต่อย เมื่อใดควรเข้าพบแพทย์

หากคุณมีอาการแพ้อย่างรุนแรงเฉียบพลัน เช่น หายใจลำบาก เป็นลมพิษ หรือเวียนศีรษะ ให้รีบโทรเบอร์ฉุกเฉิน 1669 อย่าพยายามขับรถไปที่โรงพยาบาลด้วยตนเอง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อตนเองและผู้อื่นได้

ถ้าหากคุณได้ใช้ยา EpiPen ภายหลังจากโดนผึ้งต่อยแล้ว ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอีกครั้ง

วิธีการป้องกันการถูกผึ้งต่อย

หากคุณจะไปเดินป่าหรือทำกิจกรรมเกี่ยวกับธรรมชาติ ควรทำตามวิธีต่างๆ เหล่านี้ เพื่อลดความเสี่ยงของการถูกผึ้งต่อย

  • ไม่เดินเท้าเปล่า
  • ไม่ยุ่งกับรังผึ้ง
  • ไม่ใส่น้ำหอมที่มีกลิ่นหอมหวาน
  • ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผมหรือผิวพรรณที่มีกลิ่นหอมหวาน
  • ไม่สวมสีสดใสเกินไป หรือสวมใส่เสื้อผ้าลายดอกไม้
  • คลุมปิดอาหารของคุณ
  • ไม่ขับรถเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ตลอดเวลา

3 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Jenna Fletcher, Eight home remedies for bee stings (https://www.medicalnewstoday.com/articles/322907.php), 29 August 2018
Annette McDermott, Home Remedies for Bee Stings: What Works? (https://www.healthline.com/health/outdoor-health/home-remedies-for-bee-stings#other-treatments), 18 November 2016

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป