ถ้าน้องหมามีไข้ตัวร้อนควรทำยังไงดี

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 19, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเป็นกังวลเมื่อพบว่าน้องหมาตัวเองอยู่ดีๆ ก็ตัวร้อน มีไข้ขึ้น ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ความจริงแล้วอาการมีไข้ของสุนัขนั้นสามารถบ่งบอกถึงความผิดปกติได้หลายอย่าง เรามาดูกันดีกว่าว่าถ้าน้องหมามีไข้แล้วเป็นเรื่องร้ายแรงแค่ไหน และเจ้าของอย่างเราควรทำอะไรบ้าง

อาการมีไข้หรือตัวร้อนในสุนัขนั้น ไม่เหมือนกับในมนุษย์ เพราะในมนุษย์ถือว่าถ้ามีอุณหภูมิสูงกว่า 37 องศาเซลเซียสคือมีไข้ตัวร้อนแล้ว แต่อุณหภูมิปกติในสุนัขอยู่ที่ประมาณ 99.5 – 102.5 องศาฟาเรนไฮต์ ดังนั้นถ้าอุณหภูมิสูงกว่านี้ โดยส่วนใหญ่จะนับกันที่ประมาณ 103.5 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 39.7 องศาเซลเซียสจะถือว่าสุนัขมีไข้แล้ว

อาการมีไข้นั้นบ่งบอกได้ถึงความผิดปกติหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่แล้วอาการมีไข้มักจะเกี่ยวพันถึงการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสเสียส่วนมาก อย่าลืมว่าอาการมีไข้ตัวร้อนนั้นไม่ใช่เป็นโรค หากแต่เป็นอาการหนึ่งของโรคอื่นๆ ที่แสดงออกมา โดยอาการตัวร้อนนั้นเกิดขึ้นจากที่กลไกภูมิต้านทานของร่างกายทำงานเพื่อต่อต้านแบคทีเรียหรือสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย ทำให้อุณหภูมิในร่างกายโดยร่วมสูงขึ้น โดยส่วนใหญ่ถ้าขึ้นเพียงเล็กน้อยถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าขึ้นสูงเป็นระยะเวลานานๆ โดยที่ไม่ลงเลย อาจจะจำเป็นต้องพาน้องหมาไปพบสัตวแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษาต่อไป

อาการของสุนัขเป็นไข้ตัวร้อน

  • อุณหภูมิร่างกายสูง
  • อ่อนแรง
  • ตัวสั่น
  • เบื่ออาหาร
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • มีภาวะขาดน้ำ
  • หายใจหอบกระชั้น / หายใจถี่
  • อาการอื่นๆ ขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุของไข้นั้นเกิดขึ้นจากโรคอะไร

สาเหตุของอาการมีไข้ในสุนัข

  • ติดเชื้อในร่างกาย (โดยส่วนมากมักเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัส)
  • มีเนื้องอกหรือมะเร็ง
  • โรคเกี่ยวกับการเผาผลาญอาหารในร่างกาย
  • โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ
  • เกิดจากการอักเสบต่างๆ ในร่างกาย
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
  • ผลข้างเคียงจากสารพิษบางชนิด
  • บางครั้งอาจมีสาเหตุที่ไม่แน่ชัด เช่น ภาวะสุนัขมีไข้โดยไม่ทราบที่มา (fever of unknown origin)

การวินิจฉัย

แนวทางการจัดการที่ดีที่สุดสำหรับน้องหมาที่เป็นไข้คือต้องทราบที่มาก่อนว่าสุนัขนั้นเป็นไข้จากสาเหตุอะไร โดยหากสุนัขมีไข้เพียงเล็กน้อย ขอให้เจ้าของลองติดตามดูอาการไปก่อน แต่ถ้าสุนัขมีไข้สูง (เกิด 103.5 องศาฟาเรนไฮด์ ขึ้นไป) ขอให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อการวินิจฉัยอย่างถูกต้องต่อไป

โดยส่วนมากสัตวแพทย์มักจะซักประวัติสุนัขโดยละเอียดเพื่อค้นหาสาเหตุที่ทำให้เป็นไข้ ก่อนที่อาจจะพิจารณาให้ตรวจเลือด ซึ่งการตรวจเลือดร่วมกับการซักประวัติจะสามารถทำให้ได้ข้อมูลว่าน้องหมาที่เป็นไข้นั้นเกิดขึ้นจากการติดเชื้อหรือไม่

การถ่ายภาพเอ็กซเรย์ถือเป็นขั้นตอนต่อไปในกรณีที่สัตวแพทย์สงสัยว่าสุนัขมีไข้จากการที่มีเนื้องอก มะเร็ง ฝี หรือการอักเสบต่างๆ ในร่างกาย แต่การใช้การตรวจทางรังสีชั้นสูง เช่น อัลตราซาวด์ CT Scan หรือ MRI อาจจะไม่จำเป็น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสัตวแพทย์นั้นๆ ส่วนแนวทางการตรวจชั้นสูงอื่นๆ เช่น การสอดท่อติดกล้อง ขึ้นอยู่กับอาการและดุลยพินิจของสัตวแพทย์ในแต่ละกรณีไป

แนวทางการรักษา

แนวทางการรักษาส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุที่ทำให้สุนัขเป็นไข้นั้นเกิดขึ้นจากอะไร แต่โดยพื้นฐานแล้วให้น้องหมาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เพื่อพักฟื้นร่างกายจะทำให้อาการค่อยๆ ดีขึ้น ในสุนัขหลายๆ ตัว เพียงแค่ได้นอนพักผ่อนแค่คืนเดียวอาการก็เริ่มดีขึ้นแล้ว

แต่ในกรณีที่ภาวะเป็นไข้นั้นเกิดขึ้นจากการเป็นเนื้องอก มะเร็ง หรือการอักเสบ สัตวแพทย์อาจจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแก้ไข รวมไปถึงการให้ยาเพื่อลดไข้ แต่อย่างไรก็ดีขอย้ำอย่างจริงจังเลยว่าห้ามเจ้าของใช้ยาลดไข้ของคนหรือตัดสินใจให้ยาใดๆ แก่สุนัขเป็นอันขาด  เพราะยาบางชนิดถ้าให้สุนัขกินเข้าไปอาจทำให้น้องหมาเสียชีวิตได้เลย ดังนั้นห้ามให้ยาสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาดเลยนะ

แนวทางการจัดการและรักษาเบื้องต้น

ก่อนอื่นเลยถ้าพบว่าสุนัขมีไข้สูงไม่มาก ลองให้เขาพักผ่อนอย่างเต็มที่ควบคู่กับการให้อาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้เขาได้ค่อยๆ พักฟื้น แน่นอนว่าสุนัขที่เป็นไข้มักมีอาการเบื่ออาหาร ดังนั้นลองเปลี่ยนจากอาหารเม็ดมาเป็นอาหารเปียกที่มีความน่ากินสูงกว่าก็จะช่วยกระตุ้นให้น้องหมากินได้มากขึ้น ร่วมไปกับเช็ดตัวด้วยผ้าเปียกหมาดๆ จะช่วยให้อุณหภูมิร่างกายของน้องหมาเย็นลงได้

แต่ถ้าอาการน้องหมายังไม่ดีขึ้น ให้ลองพาไปปรึกษาสัตวแพทย์ และขอย้ำอีกครั้งตรงนี้ว่าห้ามให้ยาลดไข้แก่สุนัขเองเด็ดขาด โดยเฉพาะยาพาราเซตามอล เพราะสุนัขอาจจะเสียชีวิตได้เลยจากภาวะตับวาย รวมไปถึงยาอื่นๆ ทุกชนิด ในปัจจุบันมีเจ้าของหลายท่านเลือกที่จะไปซื้อยาลดไข้สำหรับสุนัขจากร้านขายยา ซึ่งเป็นอันตรายมากและห้ามทำโดยเด็ดขาด ขอให้ลองปรึกษาสัตวแพทย์และให้สัตวแพทย์เป็นคนตัดสินใจว่าควรใช้ยาอะไรจะดีกว่ามาก เพราะร่างกายของสุนัขนั้นไม่เหมือนกับร่างกายของมนุษย์นั่นเอง

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ