Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
สุขภาพ

การขาดเอนไซม์ในการย่อยอาหารในแมว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,473,657 คน

การขาดเอนไซม์ในการย่อยอาหารในแมว

Exocrine pancreatic insufficiency (EPI) เกิดขึ้นเมื่อเซลล์ตับอ่อนไม่สามารถผลิตเอนไซม์สำหรับการย่อยอาหารได้ ซึ่งในภาวะปกติตับอ่อนจะมีหน้าที่ในการผลิตอินซูลินและเอนไซม์ในการย่อยอาหารต่างๆ โดยโรคนี้จะส่งผลต่อโภชนาการในแมวและระบบทางเดินอาหารของแมว ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย คือ การท้องเสียเรื้อรังและน้ำหนักลด 

อาการ

โรคนี้จะเป็นสาเหตุของความผิดปกติของทางเดินอาหาร การขาดสารอาหาร และการไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้ซึ่งจะไปรับกวนการเจริญเติบโตของตัวแบคทีเรียในลำไส้ได้

อาการที่พบจะประกอบไปด้วย การท้องเสียเรื้อรัง น้ำหนักลด ไม่อยากอาหาร มีปริมาณอุจจาระเพิ่มมากขึ้น หรืออาจพบว่ามีการกินอุจจาระตัวเองได้

สาเหตุ

สาเหตุหลักของการเกิดโรค EPI คือ การที่เซลล์ตับอ่อนเสื่อมโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากตัวเซลล์ไม่สามารถผลิตเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยแป้ง ไขมัน และโปรตีนได้

อีกหนึ่งสาเหตุที่พบได้บ่อย คือ การอักเสบเรื้อรังของตับอ่อน ซึ่งสาเหตุนี้จะเป็นสาเหตุที่เกิดบ่อยในแมว ถ้าหากว่าการอักเสบเรื้อรังของตับอ่อนเป็นสาเหตุ มีความเป็นไปได้สูงที่แมวจะมีภาวะเบาหวานซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษา

การวินิจฉัย

เมื่อมีการแสดงอาการที่เกี่ยวข้องกับตับอ่อนจะมีการเก็บซีรั่มมาเพื่อทำการตรวจวัดระดับเอนไซม์ trypsinogen ที่ถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดจากตับอ่อน ซึ่งการตรวจนี้จะเป็นตัวบอกปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตับอ่อน ซึ่งแมวที่เป็นโรค EPI นี้จะพบว่าระดับของ trypsinogen จะลดลง

การวิเคราะห์จากปัสสาวะและอุจจาระจะทำร่วมกับการตรวจอื่นๆด้วย การอักเสบและการติดเชื้อของระบบทางเดินอาหารอาจมีอาการที่คล้ายกับโรค EPI ได้

การรักษา

เมื่อถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ การรักษาที่ใช้บ่อยที่สุด คือ การเสริมเอนไซม์ตับอ่อนเพิ่มเติม โดยเอนไซม์นี้จะมาอยู่ในรูปแบบของผงที่จะต้องเอาไปผสมกับอาหาร และถ้าหากว่าแมวอยู่ในภาวะขาดสารอาหารอาจจะต้องทำการเสริมวิตตามินร่วมด้วย

การรักษาอย่างอื่นจะขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดโรค ซี่งสาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ การเสื่อมของเซลล์ตับอ่อนที่ไม่มีทางกลับมาเป็นปกติ ซึ่งในกรณีจะหมายถึงการรักษาตลอดชีวิต และจะต้องการการเสริมเอนไซม์ตลอดชีวิตด้วยเช่นกัน

การจัดการและความเป็นอยู่

ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณไขมันและไฟเบอร์สูงซึ่งจะมีความยากในการย่อย และจะต้องคอยติดตามอาการภายหลังจากการเริ่มการรักษาอย่างเป็นประจำทุกสัปดาห์ อาการท้องเสียควรหายไปภายใน1สัปดาห์ และลักษณะของอุจจาระควรกลับมาเป็นปกติ และน้ำหนักจะกลับมาเพิ่มขึ้น

ขนาดของเอนไซม์ที่จะต้องให้เป็นสารเสริมจะลดปริมาณลงเมื่อสุขภาพของแมวดีขึ้นและน้ำหนักกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งสัตวแพทย์จะเป็นคนบอก

การป้องกัน

สัตวแพทย์จะไม่แนะนำให้ทำพันธุ์ในแมวที่มีการเสื่อมของเซลล์ตับอ่อนเนื่องจากลักษณะนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม