มะเร็งและโรคร้าย

การตรวจเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
การตรวจเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

การตรวจเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นการสแกนร่างกายอีกหนึ่งประเภท โดยใช้คลื่นแม่เหล็กและคลื่นวิทยุเพื่อสร้างภาพภายในร่างกายออกมา

เครื่องจักร MRI มีลักษณะเป็นท่อขนาดใหญ่ที่ใช้แม่เหล็กกำลังสูง โดยผู้เข้ารับการตรวจต้องนอนอยู่ภายในท่อดังกล่าวตลอดการทดสอบ

การสแกน MRI นั้นสามารถมองทะลุเข้าไปยังแทบทุกส่วนของร่างกายของคุณ รวมไปถึง:

  • สมองและไขสันหลัง
  • กระดูกและข้อต่อ
  • เต้านม
  • หัวใจและหลอดเลือด
  • อวัยวะภายในต่าง ๆ อย่างตับ มดลูก หรือต่อมลูกหมาก เป็นต้น

ผลลัพธ์ที่ได้จากการสแกน MRI มักใช้ประกอบกับการวินิจฉัยโรค วางแผนการรักษา และประเมินผลจากการรักษาที่ผ่านมา

เกิดอะไรขึ้นระหว่างการทดสอบ MRI ?

ระหว่างการสแกนร่างกายด้วย MRI คุณจะอยู่ในท่านอนราบบนเตียงที่ค่อย ๆ ขยับเข้าไปสู่ท่อสแกน แพทย์จะให้ช่วงบนหรือช่วงล่างเข้าไปในท่อก่อนนั้นขึ้นอยู่กับว่าแพทย์ต้องการภาพจากส่วนใดของร่างกายคุณ

เครื่องสแกน MRI ดำเนินการโดยนักรังสีวิทยาที่ผ่านการฝึกฝนด้านการถ่ายภาพแบบพิเศษเช่นนี้มาอย่างดี โดยพวกเขาจะเป็นผู้ควบคุมเครื่องจักรที่อยู่ห้องข้างเคียงห้องทดสอบจริง เพื่อป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเครื่องสแกน

โดยคุณสามารถสื่อสารกับผู้ควบคุมได้ตลอดเวลาผ่านอินเตอร์คอม ซึ่งพวกเขาสามารถมองเห็นคุณได้ตลอดการทดสอบผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ในบางช่วงที่เครื่องจักรกำลังทำงานจะมีเสียงเคาะดังออกมา ซึ่งเป็นเสียงการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในคอยล์ของเครื่องที่มาจากการเปิดปิดสวิตช์เอง โดยคุณจะได้รับที่อุดหูหรือหูฟังไว้ล่วงหน้า  ระหว่างการทดสอบ คุณต้องนอนให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งการสแกนแต่ละครั้งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 15 นาที ไปจนถึง 90 นาที

MRI ทำงานได้อย่างไร?

พื้นที่ส่วนมากของร่างกายของมนุษย์คือโมเลกุลน้ำ ซึ่งประกอบไปด้วยอะตอมไฮโดรเจนและออกซิเจน ที่ศูนย์กลางของอะตอมไฮโดรเจนเป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่าที่เรียกว่าโปรตอน ซึ่งโปรตอนนี้เองที่เป็นเหมือนกับแม่เหล็กขนาดจิ๋วที่อ่อนไหวต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างมาก

เมื่อคุณนอนอยาภายใต้เครื่องสแกนที่มีกำลังแม่เหล็กสูง โปรตอนในร่างกายคุณจะเรียงตัวกันในทิศทางเดียวกันเหมือนกับที่แม่เหล็กโลกทำปฏิกิริยากับหน้าปัดเข็มทิศ

คลื่นวิทยุความถี่สั้นจะถูกส่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดีดให้โปรตอนที่เรียงตัวกันอยู่กระจายออก เมื่อปิดคลื่นวิทยุแล้ว โปรตอนจะกลับมาเรียงกันใหม่อีกที ทำให้เกิดการปล่อยสัญญาณวิทยุออกมา โดยเครื่อง MRI จะมีตัวรับสัญญาณดังกล่าวเก็บไปเป็นข้อมูล

สัญญาณเหล่านี้จะเป็นข้อมูลของตำแหน่งโปรตอนในร่างกาย โดยยังใช้เพื่อจำแนกเนื้อเยื่อประเภทต่าง ๆ ในร่างกายเพราะโปรตอนในเนื้อเยื่อแต่ละส่วนต่างก็มีความเร็วในการจัดเรียงตัวใหม่ที่ต่างกัน ซึ่งแปลว่าสัญญาณที่แตกต่างกันออกไปเช่นกัน

สัญญาณจากโปรตอนหลายสิบล้านแห่งจะรวมเข้าเป็นข้อมูลภาพภายในร่างกายของมนุษย์ คล้ายกับที่พิกเซลหลายล้าน ๆ ชิ้นในจอคอมพิวเตอร์ต่อเข้าหากันจนกลายเป็นรูปภาพนั่นเอง

ความปลอดภัย

กระบวนการของการสแกน MRI นั้นปลอดภัยและไม่ก่อความเจ็บปวดใด ๆ โดยสำหรับผู้ที่มีภาวะกลัวที่แคบนั้นจะรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวเท่านั้น ซึ่งหากต้องการจริง ๆ คุณก็สามารถขอให้นักรังสีวิทยาหาวิธีช่วยผ่อนคลายตัวคุณก็ได้

การสแกน MRI ไม่มีการแผ่รังสีเอกซเรย์ออกมา ซึ่งทำให้ผู้ที่อ่อนไหวต่อผลกระทบของรังสีนั้นก็สามารถใช้วิธีการนี้ได้เมื่อจำเป็น อย่างเช่นสตรีมีครรภ์ หรือเด็กทารก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม MRI ก็ไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสมสำหรับทุกคน ยกตัวอย่างเช่นผู้ที่ฝังอุปกรณ์ต่าง ๆ ในร่างกาย (อย่างเช่นเครื่องกำหนดการกระตุ้นหัวใจ)

มีงานวิจัยมากมายที่ดำเนินการหาผลสรุปว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นวิทยุส่งผลเสียต่อร่างกายมนุษย์อย่างไรบ้าง ซึ่งยังไม่พบหลักฐานใด ๆ ที่กล่าวว่าคลื่นแม่เหล็กมีความเสี่ยงต่อร่างกาย ทำให้ ณ ปัจจุบัน การสแกน MRI ก็ยังคงเป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่มีความปลอดภัยสูงอยู่

การสแกน MRI ดำเนินการเป็นอย่างไร?

การถ่ายภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นกระบวนการที่ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด โดยแต่ละครั้งของการทดสอบใช้ระยะเวลาตั้งแต่ 15 ถึง 90 นาที ขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ที่ทำการสแกน และจำนวนของภาพที่ถ่าย

ก่อนการสแกน

  • ในวันที่แพทย์นัดคุณมาทำ MRI คุณไม่จำเป็นต้องอดอาหารล่วงหน้าแต่อย่างใด อีกทั้งยังสามารถรับประทานยาที่ต้องทานได้อย่างปกติ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์อีกที
  • ในบางกรณี แพทย์อาจจะขอให้คุณงดรับประทานหรือดื่ม 4 ชั่วโมงก่อน เข้ารับการทดสอบ และบางครั้งแพทย์อาจให้คุณดื่มน้ำในปริมาณมาก ๆ ก่อน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ต้องทำการสแกน
  • เมื่อคุณมาถึงโรงพยาบาล คุณจะถูกขอให้กรอกแบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพและประวัติการใช้ยาของคุณ ซึ่งข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้ดูแลมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยในการทดสอบ MRI ครั้งนี้
  • เมื่อคุณกรอกแบบสอบถามเสร็จสิ้นแล้ว คุณต้องทำการเซ็นใบยินยอมรับการสแกนก่อนเข้าทดสอบจริง
  • เนื่องจากเครื่องสแกน MRI มีการปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากำลังสูงออกมา ทำให้คุณต้องถอดสิ่งของที่เป็นเหล็กออกจากร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น:
  • เครื่องประดับทั้งหลาย อย่างเช่นสร้อยคอ ต่างหู
  • ฟันปลอม
  • อุปกรณ์ช่วยฟัง
  • วิกผม (วิกบางประเภทมีส่วนประกอบของเหล็กอยู่)
  • สิ่งของมีค่าสามารถถูกจัดเก็บในล็อกเกอร์ที่ทางโรงพยาบาลจัดให้

คุณอาจต้องสวมใส่เสื้อคลุมยาวของทางโรงพยาบาลระหว่างการทดสอบ ขึ้นอยู่กับว่าต้องทำ MRI ที่ส่วนใดของร่างกาย หากคุณไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อคลุมยาว ก็ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่มีซิบ ไม่มีกระดุม ชุดชั้นในที่มีตะขอ หรือชิ้นส่วนที่เป็นเหล็กใด ๆ บนเสื้อ

สารทึบแสง

การสแกน MRI บางครั้งมีการฉีดสารทึบแสงที่ช่วยให้เนื้อเยื่อและหลอดเลือดที่ต้องการเด่นชัดขึ้นบนภาพ เพื่อความละเอียดของข้อมูลที่ได้

ในบางกรณี สารทึบแสงก็ทำความเสียหายแก่เนื้อเยื่อและอวัยวะได้อย่างโรคไตรุนแรง หากคุณมีประวัติเป็นโรคไตมาก่อน คุณอาจต้องผ่านการทดสอบเลือดก่อน เพื่อตรวจความพร้อมและการทำงานของไตคุณเพื่อความปลอดภัยทั้งระหว่างและหลังการสแกนด้วย MRI

หากคุณมีประวัติการแพ้รุนแรง หรือมีปัญหาลิ่มเลือดอุดตันต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนการฉีดสารทึบแสง

ยาชาและยาระงับประสาท

การตรวจแบบ MRI ไม่สร้างความเจ็บปวดใด ๆ ขณะดำเนินการ ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาชา ยกเว้นหากคุณมีภาวะกลัวที่แคบ คุณสามารถขอให้แพทย์ใช้ยาระงับประสาทแบบอ่อนเพื่อความผ่อนคลายได้ ซึ่งคุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยาดังกล่าว

หากคุณตัดสินใจใช้ยาระงับประสาท คุณต้องมีผู้คอยรับส่งคุณหลังการทดสอบด้วยเนื่องจากฤทธิ์ของยาระงับประสาทจะทำให้คุณไม่สามารถขับขี่ได้เป็นเวลา 24 ชั่วโมง

สำหรับการใช้ยาสลบนั้น มักใช้กับเด็กเล็กและเด็กทารกที่ต้องเข้าตรวจ MRI เนื่องจากการตรวจนี้ต้องให้ผู้เข้ารับการตรวจนอนนิ่ง ๆ บนเตียงตลอดการสแกน

ระหว่างการสแกน

เครื่องจักร MRI มีลักษณะเป็นทรงกระบอกสั้น ๆ ที่มีปลายเปิดทั้งสองด้าน ผู้รับการตรวจต้องนอนบนเตียงที่จะค่อย ๆ เลื่อนอยู่ช่องว่างตรงกลางเข้าไปในตัวเครื่อง ซึ่งจะเป็นการนอนเอาศีรษะเข้าหรือเท้าเข้าก่อนนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ต้องการภาพ

ในบางกรณีอาจมีการวางเฟรมบนส่วนของร่างกายที่ต้องการสแกนอย่างบนหน้าอกหรือศีรษะ โดยเฟรมดังกล่าวจะมีตัวรับสัญญาณที่ออกมาจากร่างกายของคุณ ช่วยให้ภาพออกมามีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น

เครื่อง MRI จะทำงานโดยคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในห้องอื่นเพื่อป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มาจากตัวเครื่อง MRI เอง

ช่างรังสีวิทยาจะเริ่มการทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ทำให้พวกเขาไม่ได้อยู่ในห้องตรวจเดียวกับผู้เข้ารับการตรวจ แต่ก็สามารถสื่อสารกับพวกเขาได้ตลอดเวลาผ่านอุปกรณ์อินเตอร์คอม และพวกเขาก็สามารถสอดส่องคุณได้ตลอดเวลาผ่านหน้าจอโทรทัศน์

ระหว่างการสแกน สมาชิกในครอบครัวหรือผู้ที่มาเป็นเพื่อนผู้เข้ารับการตรวจสามารถอยู่ในห้องเดียวกับคุณได้ ซึ่งบุคคลที่สามเองก็ต้องไม่มีอุปกรณ์ในร่างกายอย่างเครื่องกระตุ้นการเต้นหัวใจ หรือสิ่งของที่เป็นเหล็กอื่น ๆ ในร่างกาย หรือแปลได้ว่าแขกเองก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเดียวกับผู้เข้ารับการตรวจเช่นกัน

เพื่อไม่ให้ภาพเบลอ ผู้เข้ารับการตรวจต้องนอนให้นิ่งที่สุดตลอดการสแกน หรือจนกว่าช่างจะบอกให้คุณผ่อนคลายได้

การสแกนเดี่ยว ๆ จะกินเวลาตั้งแต่ไม่กี่วินาทีไปจนถึง 3 หรือ 4 นาที คุณอาจต้องกลั้นลมหายใจบางช่วงของการสแกน ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ที่ทำการสแกนและจำนวนภาพที่ถ่าย โดยขั้นตอนโดยรวมจะกินเวลาประมาณ 15 ถึง 90 นาที

เครื่องสแกน MRI จะมีเสียงเคาะดังเป็นบางช่วง ซึ่งเป็นเสียงจองกระแสไฟฟ้าในคอยล์เครื่องที่ถูกเปิดและปิด ซึ่งระหว่างการสแกน ผู้รับการตรวจจะได้สวมใส่ที่อุดหูหรือหูฟังไว้

หากคุณต้องการก็สามารถนำเพลงเข้าไปฟังระหว่างการสแกนได้

คุณจะถูกเคลื่อนย้ายออกจากเครื่องสแกนทันทีที่เสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว

หลังจากสแกนเสร็จสิ้น

การตรวจ MRI นับเป็นกระบวนการสำหรับผู้ป่วยนอก คุณจึงสามารถกลับบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องค้างที่โรงพยาบาล ซึ่งคุณก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปรกติ

อย่างไรก็ตาม หากคุณได้รับยากล่อมประสาท ต้องมีบุคคลที่สามหรือสมาชิกในครอบครัวเป็นคนพาคุณกลับบ้านเนื่องจากคุณห้ามไม่ให้ขับขี่ยานพาหนะหรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลา 24 ชั่วโมง

ผลการสแกน MRI จะถูกวิเคราะห์โดยนักรังสีวิทยา (แพทย์ที่ฝึกฝนทักษะตีความผลเอกซเรย์และผลสแกน) ซึ่งอาจต้องมีการติดต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ อีก ทำให้ส่วนใหญ่คุณไม่อาจฟังผลการสแกนทันทีที่เสร็จสิ้นกระบวนการ

นักรังสีวิทยาจะส่งรายงานไปยังแพทย์เจ้าของไข้ที่จัดการสแกนให้คุณ และจะเป็นคนชี้แจงผลการสแกนกับคุณ โดยมักจะใช้เวลาประมาณสัปดาห์สองสัปดาห์ก่อนที่ผลจะส่งไปยังแพทย์ นอกเสียจากว่าเป็นกรณีเร่งด่วน

ใครสามารถทำการสแกน MRI ได้บ้าง?

  • การตรวจ MRI มีความปลอดภัยสูง ทำให้แม้แต่สตรีตั้งครรภ์หรือเด็กทารกก็สามารถรับการตรวจนี้ได้
  • อย่างไรก็ตามก็มีบางกรณีที่ไม่แนะนำให้ใช้ MRI เนื่องจากการสัมผัสกับแม่เหล็กกำลังสูง อย่างผู้ที่ปลูกฝังอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในร่างกาย เป็นต้น
  • ก่อนการทำ MRI คุณต้องแจ้งแพทย์ผู้ดูแลคุณหากว่า:
  • คุณคิดว่ามีเหล็กฝังอยู่ในร่างกายของคุณ
  • คุณกำลังตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร

ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการทำ MRI นั้นส่งผลต่อการตั้งครรภ์ แต่เพื่อการป้องกันทำให้การสแกน MRI มักไม่แนะนำให้ผู้ที่ตั้งครรภ์เข้าตรวจ โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งครรภ์ได้เพียง 3 เดือน

การฝังโลหะหรือมีชิ้นส่วนโลหะในร่างกาย

การที่มีเหล็กภายในร่างกายไม่ได้หมายความว่าคุณห้ามเข้ารับการตรวจ MRI มันเป็นเพียงประเด็นที่ทีมแพทย์ต้องทราบก่อนดำเนินการ MRI

หากมีความเสี่ยงข้อนี้ พวกเขาจะทำการตัดสินใจดำเนินการไปตามกรณี หรือหาแนวทางรับมือเพื่อให้การสแกนเป็นไปด้วยความปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยกตัวอย่างเช่น การหาวิธีที่ทำให้ผู้ที่ฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าที่ปลอดภัยต่อกรรมวิธี MRI หรือวิธีการสอดส่องอัตราการเต้นของหัวใจผู้รับการตรวจขณะดำเนินการ เป็นต้น

หากคุณไม่แน่ใจว่ามีเศษโลหะในร่างกายหรือไม่ อาจต้องทำการเอกซเรย์ก่อน

ตัวอย่างของการฝังโลหะหรือเศษโลหะในร่างกายมีดังต่อไปนี้:

เครื่องกระตุ้นหัวใจ: อุปกรณ์ที่ช่วยควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ

เครื่องกระตุกหัวใจ: คล้ายกับเครื่องกระตุ้นหัวใจข้างต้น เพียงแต่อุปกรณ์ชิ้นนี้จะใช้ไฟฟ้าในการทำการกระตุ้นหัวใจ แผ่นโลหะ สายโลหะ หรือท่อโลหะ: ซึ่งเป็นอุปกรณ์ศัลยกรรมดามกระดูกที่หัก

เครื่องกระตุ้นประสาท: เป็นอุปกรณ์แบบฝังที่ช่วยในเรื่องอาการเจ็บปลายประสาทระยะยาว

ประสาทหูเทียม: อุปกรณ์ที่คล้ายกับอุปกรณ์ช่วยฟังที่ฝังเข้าไปในหู

อุปกรณ์ปั้มยา: เป็นอุปกรณ์สำหรับรักษาอาการเจ็บปวดระยะยาวโดยการฉีดยาระงับความเจ็บปวดเข้าไปในส่วนของร่างกายโดยตรง อย่างหลังส่วนล่าง

คลิปสำหรับโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง: เป็นคลิปโลหะที่ใช้ติดหลอดเลือดภายในสมองที่มีความสุ่มเสี่ยงจะเกิดการฉีกขาดขึ้น

เศษโลหะภายในหรือใกล้ดวงตา หรือหลอดเลือด: มักพบกรณีเช่นนี้ได้กับผู้ที่ประกอบอาชีพเชื่อมเหล็ก ลิ้นหัวใจเทียม

แกนองคชาตเทียม: ซึ่งช่วยเรื่องการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

อุปกรณ์ที่ฝังในดวงตา: อย่างคลิปเหล็กที่ช่วยติดคงสภาพเรตินา

ห่วงอนามัย: อุปกรณ์คุมกำเนิดที่ผลิตจากพลาสติกและทองแดงที่สวมเข้าช่องคลอด

ข้อต่อเทียม: อย่างที่ใช้กันในการผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกสะโพก เป็นต้น

ที่อุดฟัน และสะพานฟัน

คลิปที่ใช้ผูกท่อนำไข่: ที่ใช้ในการทำหมันให้สตรี

ลวดเย็บแผลผ่าตัด

รอยสัก

หมึกที่ใช้สักบางประเภทมีส่วนผสมของเหล็กอยู่ ซึ่งรอยสักส่วนมากจะปลอดภัยต่อการทำ MRI กระนั้น ระหว่างการสแกน หากคุณรู้สึกแสบร้อนหรือไม่สบายที่รอยสักของคุณต้องรีบแจ้งนักรังสีวิทยาในทันที

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่