ความรู้สุขภาพ

มารู้จักกับ Electrolytes และ Na จากการตรวจแร่ธาตุและสารละลายกันเถอะ !

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
มารู้จักกับ Electrolytes และ Na จากการตรวจแร่ธาตุและสารละลายกันเถอะ !

Electrolytes

วัตถุประสงค์

                เพื่อจะทราบว่า “สารละลายสื่อนำไฟฟ้า” (Electrolytes) ชนิดต่างๆในเลือดว่ามีค่าอยู่ในสภาวะสมดุลย์หรือไม่หรือเพื่อจะทราบว่าค่าแร่ธาตุใดมีปริมาณสูง / ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติไปมากน้อยเพียงใดเนื่องจากความผิดปกติของแร่ธาตุตัวใดใดนั้นอาจบ่งชี้ถึงความไม่เป็นปกติภายในร่างกายของผู้รับการตรวจเลือดได้
คำอธิบายอย่างสรุป
                1. Electrolytes หรือสารละลายของถ้าระดับโมเลกุลที่มีประจุไฟฟ้าคือ แร่ธาตุอันเป็นสารเคมีที่แตกตัวออกจนเป็นส่วนย่อยเล็กที่สุด (ระดับไออ้อน) ละลายอยู่ในเลือดภายในร่างกายด้วยจำนวนอันน้อยนิดแต่เพียงพอที่จะทำให้เกิดสภาวะสมดุลระหว่างและเเร่ธาตุที่ละลายอยู่ด้วยกัน
                2. แร่ธาตุซึ่งเป็น electrolytes หรืออยู่ในของเหลวภายในร่างกายนั้นมีมากมายหลายชนิดแต่เฉพาะตัวที่สำคัญและมีบทบาทต่อร่างกายมากที่สุด ได้เเก่
                                ก. Na คือ ธาตุโซเดียม
                                ข. K คือ ธาตุโพแทสเซียม
                                ค. Cl คือ สารคลอไรด์ จากธาตุคลอรีน (Cl2)
                                ง. CO2 หรือ CO2 คือ สารประกอบคาร์บอนไดออกไซด์
                3. แร่ธาตุหรือสารเคมีชนิดต่างๆในตามปกติจะมีหน้าที่โดยทั่วไปใน electrolytes การช่วยร่างกายให้ดำรงค์ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขในภาพรวมใคร่ขอสรุปเฉพาะบทบาทที่สำคัญดังนี้

                                ก. ช่วยสร้างศักย์ไฟฟ้า (generate electricity) เพียงพอที่จะให้ถ้าแต่ละตัวแสดงค่าประจุไฟฟ้าเป็นบวกหรือลบกล่าวคือ
                                ไอออน (+) เรียกว่า แคทไอออน (cation) เช่นโพแทสเซียม
                                ไออน (-) เรียกว่าแอนไอออน (anion) เช่น คลอไรด์
                                ข. ช่วยควบคุมการยึด-หดของกล้ามเนื้อ

                                ค. ช่วยอำนวยให้เกิดการเคลื่อนไหวของน้ำและของเหลวในร่างกายเพื่อสร้างสภาวะสมดุล

                                ง. ช่วยส่งเสริมปฏิกิริยาชีวเคมีทั้งหลายให้ดำเนินไปด้วยความราบรื่น

                4. ควบคุมความเข้มข้นหรือควบคุมค่าปกติของแร่ธาตุใน electrolyte ผ่านทางฮอร์โมนจากแหล่งผลิตต่างกัน เช่น
                                ฮอร์โมนเรนิน (renin) ผลิตจากไต
                                ฮอร์โมนแองจิโอเทนซิน (angiotensin) สร้างขึ้นโดยอิทธิพลของปอด สมองและหัวใจ
                                ฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน (aldosterone) ผลิตจากต่อมอะดรินัล
                                ฮอร์โมนแอนตี้ไดอูเรติค (antidiuretic hormone) ผลิตจากต่อมพิตูอิทารีในสมอง
                ท่านผู้อ่านไม่จำเป็นต้องไปจำชื่อข้อมูลเหล่านี้แต่ที่ผมนำมาแสดงไว้ก็เพียงเพื่อจะให้ท่านเห็นภาพกว้างกว้างของกลไกในร่างกาย ในแบบที่เรามักเรียกกันคุณปากในระบบควบคุมองค์กรใดใดในปัจจุบันว่า "check and balance" กล่าวคืออวัยวะต่างๆจะทำหน้าที่เป็นตัวเฝ้าระวังหากพบว่าแร่ธาตุตัวได้มีความเข้มข้นมาก / น้อยเกินไปจนอาจนำไปสู่อันตรายก็จะผลิตและปล่อยฮอร์โมนที่กล่าวมาแล้วชนิดใดชนิดหนึ่งออกมาแก้ไข
                5. แร่ธาตุหรือสารประกอบละลายในของเหลวของร่างกายทั้ง 4 ตัวคือ1) โซเดียม 2)โพแทสเซียม 3) คลอไรด์ 4) คาร์บอนไดออกไซด์ จะถูกฮอร์โมนอะไรแก้ไขอย่างไรและเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

                ท่านผู้อ่านกำลังจะได้ รับทราบในหัวข้อลำดับถัดไป

Na

วัตถุประสงค์
                เพื่อจะทราบว่า "โซเดียม" (Sodium) สัญลักษณ์ทางเคมีคือ Na ซึ่งมีละลายอยู่ในน้ำเลือดในฐานะ Electrolyte มีปริมาณอยู่ในระดับเท่าใดสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานน้อยเพียงใด
                ค่าใดใดที่ผิดปกติในทางมากไม่ว่าสูงมากเกินไปหรือต่ำมากเกินไปล้วนอาจเกิดอันตรายร้ายแรงได้
โซเดียมที่ร่างกายมนุษย์เกี่ยวข้องมากที่สุดก็คือโซเดียมคลอไรด์ (sodium chloride, NaCl) ก็คือเกลือธรรมดาๆ นี่เอง
คำอธิบายอย่างสรุป
                1. โซเดียมเป็นถ้าที่นับว่าอยู่ในสารละลายซึ่งแสดงประจุไฟฟ้าเป็นบวก (cation) โดยมีปริมาณส่วนใหญ่อยู่ภายนอกเซลล์ด้วยความเข้มข้นประมาณ 140 mEq/L
                ด้วยขนาดความเข้มคนดังกล่าวโซเดียมจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาความดันออสโมติก (osmotic pressure) สำหรับของเหลวหรือน้ำ (เลือด) ภายนอกเซลล์เม็ดเลือดแดงขณะเดียวกันก็สร้างแรงดันภายในหลอดเลือดทำให้สามารถวัดความดันเลือดได้
                2. มีหลักการที่ควรจำไว้อย่างหนึ่งว่า "ในร่างกายมนุษย์นั้นถ้ามีโซเดียมอยู่ ณ บริเวณที่ใดมากเท่าใดก็จะต้องมีน้ำไป 'หล่อ' ณ บริเวณที่นั้นมากเท่านั้น" ด้วยเสมอไป (ในทำนองปกป้องเนื้อเยื่อจากความเค็ม)
                คำว่า"หล่อ" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นความงามแต่หมายถึงเอาน้ำไปช่วยเสมือนหล่อเลี้ยงให้เกิดสภาวะเจือจาง
                โดยเหตุนี้จึงอาจสรุปเป็นหลักการทั่วไปว่าโซเดียมมีบทบาทช่วยการแจกจ่ายน้ำหรือรักษาน้ำในร่างกายให้มีไว้แต่หามีโซเดียมมากเกินไปก็จะเกิดสภาวะบวมน้ำ (retention of sodium leads to edema) หรืออุ้มน้ำ เช่นในกรณีกินเกลือหรืออาหารเค็มมากเกินไปหรือในกรณีเกิดสภาวะไตเสื่อมไม่อาจขับโซเดียมออกทางน้ำปัสสาวะได้ตามที่เคยกระทำได้ทั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดจากกรณีใดโซเดียมก็ย่อมจะล้นเกินหล่นลงมา กองจนเข้มข้นอยู่บริเวณขาหรือเท้าทำให้ต้องมีน้ำมาหลอดโซเดียมเหล่านี้จนอาจเห็นได้จากภายนอกโดยง่ายว่ามีอาการบวมที่ขาและหลังเท้า
                ท่านผู้อ่านคงจะเคยเห็นแพทย์ท่านตรวจผู้ป่วยด้วยวิธีการใช้นิ้วมือกดบริเวณผิวหนังที่ขาหรือหลังเท้าเมื่อท่านปล่อยมือแล้วยังเห็นรอยบุ๋มอยู่อีกครูหนึ่งกว่าจะหายก็แสดงว่าใช่เลยนั่นคืออาการบวมน้ำจากโซเดียมในร่างกายมากล้นเกิน

                จึงต้องรีบเจาะเลือดหาค่าโซเดียมในเลือดเพื่อพิสูจน์ทราบกันต่อไป
                3. โดยธรรมดาโซเดียมในร่างกายจะมีปริมาณเข้มข้นพอดีพอดีหรืออยู่ในสภาวะสมดุลย์เสมอด้วยกระบวนการ
                โซเดียมได้จากอาหาร = โซเดียมพี่ไปขับทิ้ง (ทางน้ำปัสสาวะ)

                ในกรณีกินอาหารจืดเกินไปจนโซเดียมอาจไม่พอเพียงในเลือดร่างกายก็จะมีกลไกสั่งให้ไปทำการดูดซึมกลับโซเดียมโดยไม่ยอมปล่อยให้ทิ้งไปกับน้ำปัสสาวะอย่างที่เคยทำ

                ในกรณีกินอาหารเค็มมากเกินไป (ประเภทเสพติดน้ำปลาพริกขี้หนู) ร่างกายก็จะสั่ง ให้ไปรีบเร่งรัดปล่อยทิ้งโซเดียมออกตามหน้าที่อย่างหนักหน่วงวันละ 3 เวลาหลังอาหาร 365 วันต่อปีผ่านมาแล้วกี่ปีก็ดูได้จากตัวเลขอายุตามวัยของตนก็น่าจินตนาการต่อไปเองเถิดว่าไปของท่านที่ชอบกินอาหารเค็มจะทำงานหนักแค่ไหน
                นี่คือสาเหตุหนึ่งของไตพังหรือโรคไตวาย
                4. นอกจากร่างกายจะสูญเสียโซเดียมทางน้ำปัสสาวะแล้วยังอาจสูญเสียได้อีกทางหนึ่งคือเหงื่อแต่ด้วยปริมาณไม่มาก
                ขณะเมื่อมีการออกแรง (เพราะทำงานหรือเพราะออกกำลังกายก็ตาม) จนเกิดมีเหงื่อที่พาโซเดียมออกทิ้งผลร่างกายทางผิวหนังขนาดนั้นร่างกายก็จะมีฮอร์โมนตัวหนึ่งชื่อ "แอลโดสเตอโร" (Aldosterone) ซึ่งผลิตโดยต่อมหมวกตายที่คอยเฝ้าระวังหากพบว่าโซเดียมในเลือดชักจะลดระดับต่ำกว่าปกติ มันก็จะไปสั่งให้ไปทำการดูดซึมกลับ (reabsorb) โซเดียมมีให้ปล่อยทิ้งไปกับน้ำปัสสาวะเพื่อรักษาระดับโซเดียมในเลือดเอาไว้ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดเวลา

                ท่านผู้ใดที่เคยเติมเกลือป่นลงในน้ำดื่มภายหลังการออกกำลังกายก็ได้โปรดวินิจฉัยตนเองด้วยว่าสมควรจะทำต่อไปหรือไม่

                5. ในร่างกายของคนที่มีไปเป็นปกติดีไปจะมีความสามารถขับโซเดียมออกทิ้งทั้งน้ำปัสสาวะได้ประมาณ 450-500 mEq ต่อวัน

                แปลว่าถ้ากินอาหารไม่เค็มจัดจนเกินไปก็จะมีสุขภาพด้านโซเดียมซึ่งละลายในเลือดไม่เดือดร้อนอะไรนัก

                เนื่องจากโซเดียม (Na) 500 mEq ที่ร่างกายมนุษย์ปกติสามารถขับทิ้งต่อวันนั้นโดยอาศัยตัวเลขความสัมพันธ์การเปลี่ยนแปลงค่ะจะคำนวณได้เป็นโซเดียม = 500 x 23 = 11,500 mg. หรือเป็นเกลือจำนวนมากกว่า 11 กรัมต่อวันซึ่งนับว่าไม่สูงน้อยจนไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครกินเค็มมากขนาดนั้น

                แต่ในคนที่กินเค็มจนไปขับทิ้งโซเดียมไม่ทันหรือด้วยเหตุใดก็ตามที่ทำให้โซเดียมในเลือดมีระดับสูงมากๆสภาวะเช่นนั้นจะมีศัพท์แพทย์เรียกว่า แต่ในคนที่กินเค็มจนไปขับทิ้งโซเดียมไม่ทันหรือด้วยเหตุใดก็ตามที่ทำให้โซเดียมในเลือดมีระดับสูงมากๆสภาวะเช่นนั้นจะมีศัพท์แพทย์เรียกว่า"hypernatremia"

ในทางกลับกันหากน้ำเลือดมีระดับโซเดียมต่ำเกินไปก็จะถูกเรียกว่า "hyponatremia"

                6. คนที่มีสภาวะ hypernatremia หรืออยู่ในสภาวะมีเกลือหรือมีโซเดียมละลายอยู่ในน้ำเลือดระดับสูงนั้นแม้ยังไม่ทันจะได้เจาะเลือดตรวจก็อาจเห็นอาการได้อย่างใดอย่างหนึ่งหรืออาจเกิดอาการเหล่านี้พร้อมกันเช่น

                - คอแห้ง (dry mucous membranes)

                - กระหายน้ำ

                - กระสับกระส่าย ความดันเลือดสูง

                -ไม่อยู่นิ่ง

                -ปวดศีรษะ

                - ฉุนเฉียว

                - ชอบก่อกวน (mania)

                - กล้ามเนื้อหดเกร็งอาจเกิดการชักกระตุก (convulsions)

                7. คนที่มีสภาวะ hyponatremia หรือมีเกลือต่ำหรือมีโซเดียมในเลือดต่ำมากๆอาจเกิดอาการ ดังนี้

                - รู้สึกอ่อนเปลี้ย ผิดปกติ

                - ความคิดสับสน

                - แสดงความเฉื่อยชา

                - อาการคล้ายคนสลบ (stupor)

                - หมดสติ (coma)

ค่าปกติของโซเดียม (Na)

                1. ให้ยึดถือตามค่าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี)

                2. ค่าปกติทั่วไป

                                ผู้ใหญ่ / ผู้สูงอายุ Na : 136 - 145 mEq/L

                                ค่าวิกฤต Na : <120 หรือ >160 mEq/L

หมายเหตุสูตรการแปลงค่า

Na : 1 mEq/L = 23 mg/L

ค่าผิดปกติ

                1. ในทางน้อย (hyponatremia) อาจแสดงผลว่า

                                ก. อาจกินโซเดียมหรือกินอาหารเค็มน้อยเกินไปซึ่งตามปกติมักเกิดในกรณีนี้ได้น้อยมาก

                                ข. อาจเกิดโรค Addison's disease มีต้นเหตุจากต่อมหมวกไตไปผลิตฮอร์โมน "aldosterone" และฮอร์โมน "corticosteroid" ไม่เพียงพอก็จะมีผลต่อมาทำให้ไปดูดกลับโซเดียมได้ไม่เต็มที่จนทำให้โซเดียมสูญเสียไปกับน้ำปัสสาวะทำให้ปรากฏพบค่าโซเดียมในเลือดต่ำกว่าปกติ

                                ค. อาจเกิด จากอาการอาเจียนหรือท้องร่วงติดต่อกันนานทำให้โซเดียมสูญเสียไปกับของเหลว

                                ง. อาจเกิดจากการกินยาขับปัสสาวะ (ยาเพื่อลดความดันสูง)

                                จ. อาจมีเหตุสำคัญหรือโรคของไตเองที่ดูดกลับโซเดียมไม่ได้อย่างที่ควรกระทำ

                2. ในทางมาก (hypernatremia) อาจแสดงผลว่า

                                ก. อาจกินโซเดียมหรือกินอาหารเค็มมากเกินไป

                โดยธรรมดาก็เรือหรือโซเดียมนั้นมักมีแทรกอยู่ในอาหารของทุกชาติทุกภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผลพวงของวิธีเก็บถนอมอาหารของอาหารไทยในรูปของปลาเค็ม ปลาร้า ไข่เค็ม ผักดอง ผลไม้ดอง ปูเค็ม ต้มจับฉ่าย ไส้กรอก หมูยอ แหนม ต้มเค็ม หล่น น้ำพริกกะปิ น้ำพริกลงเรือ

                นอกจากนี้อาหารไทยยังมีการเติมผงชูรส กันอย่างพร่ำเพรื่อโดยผงชูรสนั้นมีชื่อในทางเคมีว่า "monosodium glutamate" (ใช้คำย่อว่า MSG) ซึ่งอาจจะเห็นได้ชัดเจนว่ามีคำว่าโซเดียม ปรากฏอยู่โดยเหตุนี้การกินอาหารที่เติมผงชูรส ก็คือ การเพิ่มโซเดียมให้แก่ร่างกายโดยตรงนั่นเอง

                ข. อาจเกิดโรค "Cushing's syndrome" ที่สร้างสภาวะ"aldosterone-like effect" ที่เรียกว่าทำให้ไปดูดกลับโซเดียมคืนให้ร่างกายมากเกินไป

                ค. อาจเกิดการเสียน้ำผ่านช่องทางเดินอาหารเช่นท้องร่วงท้องเสียและเจ้าของร่างกายไม่ดื่มน้ำให้เพียงพอโซเดียมในเลือดจึงเข้มข้นขึ้น

                ง. อาจเกิดการสูญเสียเหงื่อ มากเกินไปแม้ว่าโซเดียมสัตว์พลอยพลร่างกายออกมาพร้อมกับเหงื่อบ้างแต่สัดส่วนของน้ำอิสระที่เรียกว่ามักจะสูญเสียออกไปด้วย มากกว่าโดยเหตุนี้หาไม่ได้ดื่มน้ำให้เพียงพอก็ย่อมจะทำให้โซเดียมในเลือดมีความเข้มข้นสูงมากขึ้น

                เมื่อทราบข้อมูลอันเป็นความจริงอย่างนี้เชื่อว่าน่าจะช่วยให้ผัวกำลังกายทั้งหลายยุติการเติมเกลือป่นให้ร่างกายเนื่องจากในเวลานั้นร่างกายต้องการน้ำบริสุทธิ์ไม่ใช่โซเดียม

                หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุนผู้แต่ง (พลเอกประสาร เปรมะสกุล) ได้โดยการซื้อหนังสือ (คู่มือแปลผลการตรวจเลือด)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่