สุขภาพเด็ก

ผื่นแพ้ในเด็ก: อาการและการรักษา

ความรู้พื้นฐานเรื่องการป้องกันและรักษาผื่นแพ้ในเด็ก
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 1, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,150,712 คน

ผื่นแพ้ในเด็ก: อาการและการรักษา

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 01/02/2562

ผื่นแพ้ (Eczema หรือ Atopic dermatitis) เป็นโรคที่พบได้บ่อยและน่าท้อแท้ใจสำหรับทั้งพ่อแม่และลูก เพราะนอกจากจะไม่มีทางหายแล้วยังรักษาได้ยาก พ่อแม่มักได้รับคำแนะนำที่แตกต่างกันไปเกี่ยวกับการรักษาลูกของตนเอง สาเหตุเกิดจากผิวหนังแห้งและสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายเพราะมีการสร้างเซราไมด์ (Ceramide) ที่ผิวหนังน้อยเกินไป

อาการผื่นแพ้ในเด็ก

อาการหลักของผื่นแพ้ คือ ผื่นคัน ซึ่งอาจมีสีแดง สัมผัสดูแล้วรู้สึกผิวหยาบหนาหรือระคายเคือง หรืออาจมีผิวลอกเป็นขุยและเยิ้มแฉะก็ได้ ผื่นชนิดนี้มักเริ่มแสดงอาการตั้งแต่ในวัยทารกและเป็นต่อเนื่องไปได้จนถึงอายุ 5 ปี แม้ว่าการรักษาจะช่วยควบคุมไม่ให้อาการกำเริบและหายไปได้ แต่ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น ผู้ป่วยมักจะกลับมามีอาการอีกเป็นครั้งคราว

การวินิจฉัยผื่นแพ้

การวินิจฉัยผื่นแพ้ทำได้โดยดูจากลักษณะของผื่นคันที่ตำแหน่งเฉพาะของโรค ได้แก่ หน้าผาก แก้ม แขนและขาในทารก และด้านในบริเวณรอยพับของข้อศอก เข่า และข้อเท้าในเด็กโต บางครั้งผื่นแพ้ก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผื่นคันชนิดอื่น เช่น ผื่นแพ้สัมผัส ผดร้อน เซบเดิร์ม (Seborrheic dermatitis) และผื่นโรคสะเก็ดเงิน อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่เกิดผื่น ตำแหน่งที่มีผื่น และรูปแบบการกระจายตัวของผื่นจะช่วยให้กุมารแพทย์บอกได้ว่าผื่นนี้เป็นผื่นแพ้หรือเป็นผื่นชนิดอื่นๆ กันแน่

การป้องกันผื่นแพ้กำเริบ

พ่อแม่สามารถศึกษาความรู้พื้นฐานของการป้องกันผื่นแพ้กำเริบ ในช่วงเวลาที่ผื่นของลูกแย่ลง อันประกอบไปด้วย การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นผื่นแพ้ที่รู้อยู่แล้ว เช่น สบู่ ฟองสบู่ ไรฝุ่น อาหารที่แพ้ อากาศร้อนและเหงื่อ เสื้อผ้าขนสัตว์และใยสังเคราะห์ เป็นต้น นอกจากนี้การรักษาผิวของลูกให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากการระบุและหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นนั้นทำได้ยาก การให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการกำเริบของผื่นแพ้ โดยคุณควรอาบน้ำให้ลูกวันละหนด้วยน้ำที่อุ่นน้อยๆ และสบู่ที่อ่อนโยนต่อผิวและให้ความชุ่มชื้น หรืออะไรก็ตามที่ใช้แทนสารให้ความชุ่มชื้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อลูกเริ่มมีผิวแห้ง และทาให้ลูก 2-3 ครั้งต่อวัน

สารให้ความชุ่มชื้นที่ใช้ได้มีหลายชนิด ชนิดที่เป็นขี้ผึ้ง (ointment) จะดีที่สุด แต่หากสะดวกจะใช้วาสลีน หรือครีม ก็ใช้ได้เช่นกัน รวมทั้งครีมยาหรือโลชั่นยาชนิดปราศจากสเตียรอยด์ โดยเมื่อเลือกชนิดของสารให้ความชุ่มชื้น คุณอาจต้องลองใช้ดูก่อนหลายๆ ชนิด เพื่อหาว่าแบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับลูกของคุณ 

การรักษาผื่นแพ้ในเด็ก

เมื่ออาการผื่นแพ้ของลูกกำเริบ การรักษาที่ใช้โดยทั่วไป คือ ยาแอนตี้ฮิสทามีนชนิดทา เช่น Chlorphenoxamine และยาเสตียรอยด์ชนิดทา มีตั้งแต่ครีม Hydrocortisone ที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา ซึ่งมีฤทธิ์อ่อนมากจนอาจใช้ทาหน้าได้ ไปจนถึงยาระดับแรงปานกลางและแรงมากที่ต้องให้แพทย์สั่งใช้เท่านั้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะหลีกเลี่ยงการใช้ยาสเตียรอยด์ที่มีฤทธิ์รุนแรงมากในเด็ก และมักใช้กลุ่มที่แรงปานกลางมากกว่า เช่น Mometasone และ 0.02% Triamcinolone ซึ่งแม้แต่ยาเหล่านี้เองก็ยังมีผลข้างเคียงได้ เช่น ทำให้ผิวบางและมีรอยแตก หากใช้ที่เดิมเป็นระยะเวลานานๆ และยาเหล่านี้ควรใช้อย่างระมัดระวังโดยเฉพาะการใช้กับใบหน้าของเด็กหรือบริเวณจุดอับ เช่น ในผ้าอ้อม

นอกจากนี้ยังมียาชนิดใหม่ที่ปราศจากสเตียรอยด์ที่ประกอบด้วยสารสำคัญ เช่น Pimecrolimus และ Tacrolimus รวมไปถึงยาปรับภูมิคุ้มกันตัวใหม่ๆ ซึ่งอาจช่วยป้องกันการกำเริบของอาการได้ด้วย หากเริ่มใช้ตั้งแต่เห็นสัญญาณของอาการคันหรือผื่นแพ้ โดยให้ใช้ 2 ครั้งต่อวัน ทาให้ทั่วบริเวณที่มีผื่นแพ้ รวมถึงใบหน้า แต่พึงระวังไว้ว่ายาเหล่านี้ห้ามใช้ในเด็กที่อายุต่ำกว่าสองขวบ และมีคำเตือนเรื่องการใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเช่นกัน

ยาต้านฮีสทามีน (Antihistamine) ชนิดรับประทาน ก็เป็นยาที่มักใช้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผื่นแพ้ โดยค่อนข้างมีประโยชน์หากอาการคันรบกวนการนอนของลูก เพราะจะช่วยให้หลับได้สบายยิ่งขึ้น หรือหากลูกเกาเมื่อมีอาการคัน พ่อแม่อาจใช้การประคบเย็นช่วยบรรเทาด้วยได้ ในกรณีของผื่นแพ้ที่รักษาได้ยากมาก อาจต้องใช้วิธีอื่นๆ ในการรักษา ซึ่งมีทั้งการทำแผลและการให้สเตียรอยด์กิน การใช้รังสียูวี และการใช้ยากดภูมิคุ้มกันอื่นๆ ซึ่งวิธีเหล่านี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

คุณควรรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับผื่นแพ้ในเด็ก

  • แม้ว่าจะยังไม่มีการรักษาให้หายขาด แต่ผื่นแพ้จะหายไปได้เมื่อเด็กโตขึ้น หรืออย่างน้อยก็มีอาการดีขึ้น
  • ผื่นแพ้ไม่ได้เป็นโรคที่ถ่ายทอดกันในครอบครัว แต่สามารถเกี่ยวข้องกับโรคภูมิแพ้บางชนิดได้ เช่น โรคเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinitis) และหอบหืด
  • ควรทาสารให้ความชุ่มชื้นทับยาที่ทาไว้อีกชั้นในช่วงที่ผื่นแพ้กำเริบ
  • ขณะนี้ ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้เด็กอาบน้ำเป็นเวลา 10 นาที อย่างน้อยวันละครั้ง เพื่อช่วยคงความชุ่มชื้นของผิวหนัง และจะยิ่งทำให้ผิวมีสุขภาพดีและอุ้มน้ำ หากคุณทาสารให้ความชุ่มชื้นลงบนผิวของลูกภายใน 2-3 นาทีหลังอาบน้ำ
  • เตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลาที่ผื่นแพ้อาจกำเริบหรือแย่ลง เช่น ในช่วงหน้าหนาวที่อากาศในบ้านแห้ง ช่วงหน้าร้อนที่ลูกอาจไปว่ายน้ำหรือไปถูกอากาศที่ร้อนเกินไปข้างนอกบ้าน
  • ระมัดระวังการติดเชื้อที่ผิวหนัง เพราะมักทำให้การรักษาผื่นแพ้กำเริบทำได้ยากมากขึ้น และลูกของคุณอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพิ่มเติมจากยาสำหรับผื่นแพ้ตามปกติ
  • หากอาการผื่นแพ้ของลูกไม่ดีขึ้นจากการรักษาพื้นฐาน ให้ไปพบกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง เพื่อขอความช่วยเหลือและคำแนะนำในการรักษา

บริการจัดส่งยา

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่