Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
การตั้งครรภ์

การรับประทานปลาสำคัญต่อทารกในครรภ์แค่ไหน ปลาชนิดใดที่ควรรับประทาน และปลาชนิดใดที่ควรหลีกเลี่ยง

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 10 มี.ค. 2019 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
การรับประทานปลาสำคัญต่อทารกในครรภ์แค่ไหน ปลาชนิดใดที่ควรรับประทาน และปลาชนิดใดที่ควรหลีกเลี่ยง

ผู้หญิงหลายคนที่วางแผนจะตั้งครรภ์อาจสงสัยว่าควรรับประทานปลาดีหรือไม่ คำตอบคือ “ควร” แต่ควรจะเลือกแหล่งและชนิดของปลาให้ดี

การศึกษามากมายพบว่า ปลาอุดมด้วยสารอาหารที่สำคัญต่อพัฒนาการของทารกในระยะแรก ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า สารอาหารหลักในเนื้อปลาคือกรดไขมันโอเมก้า-3 สองชนิด ได้แก่ DHA และ EPA ซึ่งพบได้น้อยมากในแหล่งอาหารอื่นๆ นอกจากนี้ เนื้อปลายังมีไขมันอิ่มตัวต่ำ มีโปรตีน วิตามินดี และสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อพัฒนาการของทารกและครรภ์ที่สมบูรณ์ ในปริมาณสูงอีกด้วย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
🩺 ตรวจภูมิแพ้อากาศและอาหาร รวม 40 ชนิด (ตรวจเลือด) 3,580 บาท (จากเดิม 5,600 บาท)

📌 การตรวจภูมิแพ้ด้วยการเจาะเลือด 1 ครั้ง สามารถระบุสารก่อภูมิแพ้ได้หลายชนิด พร้อมระดับความรุนแรงในการแพ้

Internal ads

ร่างกายเราสามารถเก็บสะสมโอเมก้า-3 ไว้ได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ ดังนั้นผู้หญิงที่คิดว่าอยากมีลูกจึงสามารถสะสมโอเมก้า-3 ไว้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้มีโอเมก้า-3 เพียงพอในตอนตั้งครรภ์

แต่ในอีกทางหนึ่ง คุณอาจเคยได้ยินมาว่าเนื้อปลานั้นมีสารปนเปื้อนอยู่มาก เช่น สารปรอท ซึ่งเป็นอันตรายต่อพัฒนาการทางสมองและระบบประสาทของทารก สารปรอทนั้นสามารถสะสมในร่างกายได้ และแม้จะลดการบริโภคลง ก็ยังต้องใช้เวลานานในการกำจัดมันออกไป ดังนั้นผู้หญิงจึงต้องระมัดระวัง และพยายามไม่สัมผัสกับสารปรอทก่อนการตั้งครรภ์

สิ่งที่สนใจเกี่ยวกับการรับประทานปลาและสารปรอท มีดังต่อไปนี้

สารปรอทปนเปื้อนอยู่ในเนื้อปลาได้อย่างไร?

สารปรอทนั้นมีอยู่ทุกที่แม้แต่ในอากาศ บางส่วนมาจากแหล่งธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟ ไฟป่า และบางส่วนก็แพร่กระจายจากสิ่งก่อสร้าง เช่น โรงไฟฟ้า โรงงานผลิตปูน และแหล่งผลิตสารเคมีหรือแหล่งอุตสาหกรรมบางประเภท นอกจากนี้ สารปรอทยังถูกใช้ในการผลิตเทอร์โมมิเตอร์ เทอร์โมสตัต หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ มาช้านาน และเมื่อสิ่งของเหล่านี้ถูกทิ้งเป็นขยะ สารปรอทก็สามารถแพร่ออกมาได้

เมื่อสารปรอทปนเปื้อนในแหล่งน้ำ แบคทีเรียจะเปลี่ยนปรอทให้อยู่ในรูปเมทิลเมอร์คิวรี (Methymercury) เมทิลเมอร์คิวรีนี้สามารถแทรกซึมเข้าสู่ตัวปลาได้ผ่านทางผิวหนัง เมื่อปลาว่ายอยู่ในแหล่งน้ำ รวมถึงกินอาหารในน้ำเข้าไป เมทิลเมอร์คิวรีจะเข้าจับกับโปรตีนในเนื้อปลาอย่างเหนียวแน่น และแม้เนื้อปลาจะผ่านการปรุงด้วยความร้อนก็ไม่สามารถกำจัดออกได้

หากรับสารปรอทมากเกินไป จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง?

ร่างกายคุณสามารถดูดซึมสารปรอทจากเนื้อปลาได้อย่างรวดเร็ว และสะสมไว้ได้นานหลายเดือน อีกทั้งหากตั้งครรภ์ สารปรอทก็สามารถแพร่ผ่านรกไปสู่เด็กได้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ทรีตเมนต์เพิ่มความกระจ่างใส, เพิ่มความชุ่มชื้น และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

เปรียบเทียบราคาทรีตเมนต์หน้า ที่คลินิกเสริมความงามทั่วกรุงเทพที่นี่

Facialtreatmentinternal ad

งานวิจัยมากมายบ่งชี้ว่า การสัมผัสกับสารปรอทขณะตั้งครรภ์แม้ในปริมาณน้อยนิด ก็อาจทำให้พัฒนาการสมองและระบบประสาทของทารกผิดปกติ เช่น ส่งผลต่อทักษะในการเรียนรู้ ความจำ และสมาธิ ทักษะด้านภาษา การเคลื่อนไหวร่างกาย การมองเห็นของทารก

ทารกในครรภ์ เด็กแรกเกิด และเด็กเล็ก เป็นช่วงวัยที่เสี่ยงต่ออันตรายจากสารปรอทมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่กำลังจะตั้งครรภ์และให้นมบุตร จึงต้องใส่ใจและระมัดระวังเรื่องการเลือกรับประทานปลามากเป็นพิเศษ

ทำไมเราจึงไม่งดรับประทานปลาไปเลย?

แม้ว่าในปลาอาจมีปรอทซึ่งเป็นสารอันตราย แต่คุณแม่ก็ไม่ควรงดรับประทานปลาโดยสิ้นเชิง เนื่องจากนี่คือแหล่งสารอาหารที่ดีและสำคัญมาก

ในงานวิจัยที่ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างชาวเดนมาร์กพบว่า เด็กๆ ที่แม่รับประทานปลาปริมาณมากระหว่างตั้งครรภ์ (เฉลี่ย 14 ออนซ์ต่อสัปดาห์) จะมีทักษะการเรียนรู้และการเคลื่อนไหวร่างกายที่ดีกว่า ในช่วงวัย 6 เดือน และ 18 เดือน เมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นๆ ที่แม่รับประทานปลาน้อยกว่า และเด็กๆ ที่แม่รับประทานปลาน้อยมากระหว่างตั้งครรภ์ ก็เป็นกลุ่มที่มีคะแนนด้านพัฒนาการต่ำที่สุดด้วย

ยังมีงานวิจัยอื่นๆ อีกระบุว่า การรับประทานปลาระหว่างตั้งครรภ์อาจช่วยป้องกันการคลอดก่อนกำหนด หรือทารกมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์หลังคลอด ดังนั้นเมื่อเทียบข้อดีข้อเสีย คุณแม่จึงยังควรรับประทานปลาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ควรเลือกแหล่งและชนิดปลาที่เสี่ยงจะสารปรอทมากๆ เสีย

ควรรับประทานปลาชนิดใดดีที่สุด?

ตัวเลือกที่ดี ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาเทราต์ ปลากะตัก (ปลาแอนโชวี่) ปลาเฮร์ริง ปลาซาดีน และปลาแชด ตัวอย่างเช่น การทานปลาแซลมอน 8 ออนซ์ ปลาเรนโบว์เทราต์ 12 ออนซ์ หรือปลาซาดีน 16 ออนซ์ต่อสัปดาห์ จะช่วยให้เราได้รับโอเมก้า-3 อย่างเพียงพอ และรับสารปรอทในปริมาณน้อยที่สุด

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
เข้าร่วมงานวิจัยทางการแพทย์วันนี้

ค้นหางานวิจัยที่คุณสามารถเข้าร่วมได้ เพื่อรับการรักษาใหม่ที่อาจทำให้อาการของคุณดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการทำดีเพื่อสังคม

Hd clinical trial ad

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Purdue ได้พัฒนาแอปพลิเคชันดาวน์โหลดฟรี (https://www.purdue.edu/hhs/nutr/fish4health/iphoneapp.html) สำหรับช่วยติดตามการบริโภคอาหารทะเล และคำนวณปริมาณโอเมก้า-3 สารปรอท และสารพิษอื่นๆ ที่ร่างกายได้รับ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้

ปลาชนิดใดที่ควรหลีกเลี่ยง?

องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) และสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA) แนะนำว่า ผู้หญิงที่อยู่ในวัยมีบุตรได้และเด็กเล็ก ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานปลาที่มีสารปรอทสูง 4 ชนิด ได้แก่ ปลากระโทงดาบ (ปลาฉนาก) ปลาฉลาม ปลาอินทรี และปลาไทล์จากอ่าวเม็กซิโก

ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอื่นๆ ยังระบุว่า มีปลาอีกหลายชนิดที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น นักพิษวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Purdue แนะนำว่าควรเลี่ยงการรับประทานปลาทูน่าทั้งสดและแช่แข็ง ปลากะพงลาย ปลากะพงแดง ปลาหิมะ ปลากระโทงสีน้ำเงิน ปลาสำลีน้ำลึก (ปลาฮามาจิ) ปลาอินทรีบั้งจากอ่าวเม็กซิโก และปลาที่ตกจากทะเลสาบใหญ่ทั้งห้าในสหรัฐฯ (Great Lakes) ด้วย

ปลาทูน่ากระป๋อง อันตรายหรือไม่?

มีข้อถกเถียงกันมากมายเกี่ยวกับทูน่ากระป๋อง สำหรับแนวทางขององค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกานั้นระบุว่า ผู้หญิงที่จะตั้งครรภ์สามารถรับประทานทูน่ากระป๋อง (Light tuna) ได้ แต่ควรจำกัดการรับประทานปลาทูน่าครีบขาว (Albacore หรือ White Tuna) ซึ่งมีปริมาณสารปรอทสูง ให้เหลือเพียง 6 ออนซ์ต่อสัปดาห์เท่านั้น

จากแนวทางการบริโภคอาหารของมหาวิทยาลัย Purdue แนะนำว่า การรับประทานทูน่ากระป๋องปริมาณ 12 ออนซ์ต่อสัปดาห์นั้นไม่มีปัญหา แต่สำหรับทูน่าครีบขาว ให้จำกัดการรับประทานเหลือเพียง 4 ออนซ์ต่อสัปดาห์เท่านั้น

ส่วนผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอื่น เช่น ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยในอาหารและนักวิทยาศาสตร์จากสหพันธ์ผู้บริโภค (Consumers Union) แนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานทูน่ากระป๋องโดยสิ้นเชิง เนื่องจากทูน่ากระป๋องเป็นแหล่งอาหารหนึ่งที่ปนเปื้อนสารปรอทมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่ให้ผลว่า ทั้งปลาทูน่าครีบขาวและปลาทูน่าสายพันธุ์อื่นก็อาจมีสารปรอทในปริมาณสูงเช่นกัน ดังนั้น ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือตั้งใจจะตั้งครรภ์จึงไม่ควรเสี่ยงรับประทาน

ปลาที่จับจากแหล่งน้ำในท้องถิ่นอันตรายหรือไม่?

เพื่อความปลอดภัย ผู้บริโภคควรดูคำแนะนำจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในพื้นที่ที่ตัวเองอยู่ เพื่อตรวจสอบว่าปลาชนิดใดควรหลีกเลี่ยง และปลาแต่ละชนิดสามารถรับประทานได้มากแค่ไหนจึงจะไม่เป็นอันตราย แต่หากไม่สามารถหาคำแนะนำจากหน่วยงานดังกล่าวได้ ก็ควรจำกัดการบริโภคปลาจากแหล่งน้ำในท้องถิ่นให้เหลือ 6 ออนซ์ต่อสัปดาห์ และหลีกเลี่ยงการรับประทานปลาชนิดอื่นเพิ่มเติมในสัปดาห์นั้น

ควรรับประทานอาหารเสริมโอเมก้า-3 หรือไม่?

หากคุณไม่รับประทานปลา หรือไม่สามารถหาแหล่งปลาสดปลอดสารพิษได้ ก็อาจเลือกรับโอเมก้า-3 เพิ่มเติมจากอาหารเสริมได้ มีงานวิจัยบางชิ้นพบว่า อาหารเสริมโอเมก้า-3 ที่คุณแม่รับประทานระหว่างตั้งครรภ์นั้นมีประโยชน์ต่อพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของทารกอยู่บ้าง แต่งานวิจัยส่วนใหญ่ยังไม่พบประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ

ในอาหารเสริมโอเมก้า-3 นั้นมี EPA และ DHA ครบถ้วน และปราศจากสารปรอท แม้อาหารเสริมบางตัวอาจประกอบด้วยน้ำมันปลา แต่สารปรอทนั้นไม่ได้ถูกสะสมในเนื้อเยื่อไขมัน จึงไม่ต้องกัลวลว่าจะมีปรอทปนเปื้อนมาในน้ำมันด้วย

ข้อควรระวัง: ผู้หญิงบางคนอาจเปลี่ยนมารับประทานน้ำมันตับปลาเป็นเป็นแหล่งโอเมก้า-3 ทดแทน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากในน้ำมันตับปลามีวิตามินเอสูง ซึ่งอาจเป็นพิษได้หากรับมากเกินไป สิ่งที่ควรระวังอีกข้อหนึ่ง คือเราไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าน้ำมันนั้นผ่านการกรองเพื่อกำจัดสารพิษอื่นๆ ออกหรือไม่

ควรได้รับโอเมก้า-3 มากเพียงใดในแต่ละวัน?

แนวทางการบริโภคอาหารจาก U.S. Dietary Guidelines 2015 แนะนำว่า ผู้หญิงที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตรควรได้รับ EPA และ/หรือ DHA ปริมาณ 250 มิลลิกรัมต่อวัน จากการรับประทานปลาที่มีโอเมก้า-3 สูง ในปริมาณ 8 ออนซ์ต่อสัปดาห์

จะทราบได้อย่างไรว่าในร่างกายมีสารปรอทมากน้อยเพียงใด?

หากคุณรับประทานปลาบ่อยกว่าคำแนะนำ และรู้สึกกังวล ก็สามารถปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อขอรับการตรวจได้ การทดสอบหาสารปรอทในเลือดหรือในเส้นผมนั้นทำได้ไม่ยาก แต่การทดสอบเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในแผนการตรวจสุขภาพทั่วไป การปฏิบัติตามแนวทางและคำแนะนำเกี่ยวกับปริมาณและชนิดของปลาที่ควรบริโภค จะช่วยรักษาระดับสารปรอทในร่างกายให้อยู่ในช่วงที่ปลอดภัย และหากพบว่าระดับสารปรอทในร่างกายคุณสูงกว่าค่าปกติ ผู้เชี่ยวชาญหรือนักกำหนดอาหารก็อาจแนะนำให้ปรับเปลี่ยนการบริโภคอาหาร

ที่มาข้อมูล

BabyCenter Staff, Is it safe to eat fish when you’re trying to get pregnant? (https://www.babycenter.com/0_is-it-safe-to-eat-fish-when-you-re-trying-to-get-pregnant_10319859.bc), September 2018


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
ทารกมีอัตราการเต้นของหัวใจช้า อันตรายหรือไม่
ทารกมีอัตราการเต้นของหัวใจช้า อันตรายหรือไม่

เรื่องง่ายๆ ที่คุณแม่ทุกคนต้องใส่ใจเพราะอัตราการเต้นของหัวใจสัมพันธ์กับความปลอดภัยของลูกน้อย

อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?
อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?

เรียนรู้สัญญาณการตั้งครรภ์นอกมดลูกก่อนที่มันจะฉีกขาด

ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?
ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?

การตั้งครรภ์ที่เร็วเกินไปที่จะยืนยันด้วยวิธีการทางชีวเคมี

ดูในแอป