Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
การตั้งครรภ์

คำแนะนำเรื่องการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,325,373 คน

คำแนะนำเรื่องการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

การเลือกรับประทานอาหารเป็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากอาหารมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ตามปกติคนเราไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารแบบพิเศษ ทางที่ดีควรรับประทานอาหารให้หลากหลายในทุกๆ วัน เพื่อให้ได้รับสารอาหารเพียงพอ แต่เมื่อตั้งครรภ์แล้ว คุณอาจต้องรับประทานอาหารเสริม เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับสารอาหารเพียงพอ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปวดตึงกล้ามเนื้อหลัง ชาตามมือตามแขน เจ็บบริเวณข้อมือ อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด

ทำกายภาพบำบัด รักษา Office Syndrome เริ่มต้นที่ 940 บาท ถึง 19 พ.ย. นี้ เท่านั้น

Physicalinternal ad

คุณแม่ตั้งครรภ์อาจพบว่าตัวเองมักจะหิวกว่าปกติ แต่อย่างไรก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเผื่อลูก แม้ว่าจะตั้งครรภ์แฝดสองหรือแฝดสาม ข้อปฏิบัติหลักๆ คือคุณแม่ควรรับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ และหากมีภาวะเสี่ยงบางอย่าง เช่น เบาหวาน ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับแผนการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง

อาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรับประทาน

  • ผักและผลไม้ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรับประทานผักและผลไม้ให้เพียงพอ เพราะอาหารเหล่านี้มีวิตามิน แร่ธาตุ และไฟเบอร์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเรื่องการย่อย และสามารถช่วยป้องกันอาการท้องผูก ทั้งนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรับประทานผักผลไม้ต่างชนิดกันอย่างน้อย 5 หน่วยบริโภคทุกวัน โดยอาจเป็นแบบสด แช่แข็ง บรรจุกระป๋อง แบบแห้ง หรือแบบแช่น้ำก็ได้ แต่ก่อนรับประทานต้องไม่ลืมล้างให้สะอาดก่อนเสมอ
  • อาหารประเภทแป้ง เช่น ขนมปัง มันฝรั่ง ซีเรียล ข้าว พาสต้า ก๋วยเตี๋ยว ข้าวโพด มัน ฯลฯ เป็นแหล่งพลังงาน วิตามิน และไฟเบอร์ที่สำคัญ อีกทั้งยังช่วยทำให้คุณแม่รู้สึกอิ่มโดยไม่ต้องได้แคลอรีมากเกินไป

    คุณควรรับประทานอาหารประเภทแป้งให้ได้มากกว่า 1 ใน 3 ของอาหารทั้งหมด และควรเลือกแป้งชนิดไม่ขัดสี หรือมันฝรั่งที่ยังคงมีเปลือกติดอยู่ เพราะจะได้ไฟเบอร์มากกว่า
  • อาหารประเภทโปรตีน คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนทุกวัน เช่น ถั่ว ปลา ไข่ เนื้อวัว ไก่ ฯลฯ อย่างไรก็ดี ควรเลือกทานส่วนที่เป็นเนื้อปลอดมัน และพยายามไม่ใส่น้ำมันเมื่อปรุงอาหาร

    นอกจากนี้ คุณจำเป็นต้องทำให้ไข่และเนื้อสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อแกะ เนื้อวัว และเนื้อหมู สุกจนทั่วทั้งชิ้น โดยตรวจสอบได้จากเนื้อเหล่านั้นต้องไม่เป็นสีชมพูแล้ว และน้ำที่ไหลออกมาไม่เป็นสีชมพูหรือแดง

    ส่วนพวกปลา ควรรับประทานให้ได้ 2 หน่วยบริโภคต่อสัปดาห์ ซึ่งครึ่งหนึ่งควรเป็นปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล หากเลือกได้ควรเลือกปลาจากแหล่งปลอดภัย ไม่มีสารปรอท เนื่องจากแม้ปรอทที่ได้รับจากอาหารไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อคนส่วนใหญ่ แต่สามารถส่งผลต่อพัฒนาการของระบบประสาทของเด็กในท้องได้
  • ผลิตภัณฑ์นม นม หรืออาหารที่มีส่วนผสมของนม เช่น ชีส โยเกิร์ต นั้นมีแคลเซียมและสารอาหารอื่นๆ ที่ลูกของคุณต้องการ อย่างไรก็ดี หากเป็นไปได้คุณแม่ควรเลือกชนิดไขมันต่ำ และรับประทานให้ได้วันละ 2-3 หน่วยบริโภค อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ที่เป็นสูตรเพิ่มความหวาน

ของว่างดีต่อสุขภาพที่คุณแม่ตั้งครรภ์กินได้

หากคุณรู้สึกหิวในระหว่างมื้ออาหาร ให้พยายามเลี่ยงการรับประทานขนมที่มีไขมันหรือน้ำตาลสูง เช่น ขนมหวาน บิสกิต มันฝรั่งทอดกรอบ หรือช็อกโกแลต ให้เลือกรับประทานเมนูอื่นๆ ที่ดีต่อสุขภาพแทน ได้แก่

  • แชนด์วิชไส้ปลา เช่น ปลาทูนา แซลมอน ซาร์ดีน
  • สลัดผักชนิดต่างๆ เช่น แคร์รอต แตงกวา ซาลารี
  • ลูกพรุนแบบพร้อมรับประทาน
  • ซีเรียลแบบไม่เติมสารเพิ่มความหวาน
  • ซุปผักและถั่ว
  • โยเกิร์ตสูตรไขมันและน้ำตาลต่ำ
  • ข้าวโอ๊ตกับนม
  • เครื่องดื่มที่มีนมเป็นส่วนผสม
  • ผลไม้สด
  • ถั่วอบกับขนมปัง
  • มันฝรั่งอบ

วิธีการเตรียมอาหารให้ปลอดภัยสำหรับคุณแม่และลูกน้อย

การทำอาหารรับประทานเองทำให้รู้ที่มาของส่วนประกอบแต่ละอย่าง และสามารถเลือกแหล่งวัตถุดิบปลอดภัยได้ การเตรียมอาหารก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน โดยควรปฏิบัติดังนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปวดตึงกล้ามเนื้อหลัง ชาตามมือตามแขน เจ็บบริเวณข้อมือ อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด

ทำกายภาพบำบัด รักษา Office Syndrome เริ่มต้นที่ 940 บาท ถึง 19 พ.ย. นี้ เท่านั้น

Physicalinternal ad
  • ล้างผักและผลไม้ก่อนรับประทานเพื่อกำจัดดินที่ติดมาด้วย เพราะในดินอาจมีปรสิตที่มีชื่อว่า “ท็อกโซพลาสมา (Toxoplasma)” ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคท็อกโซพลาสโมซิส และสามารถทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กในครรภ์
  • ทำความสะอาดบริเวณเตรียมอาหาร อุปกรณ์ และล้างมือให้สะอาดเสมอ หลังจากที่เตรียมเนื้อดิบ เพื่อป้องกันไม่ให้แบคทีเรียกระจายตัว
  • แยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมรับประทาน และใช้เขียงแยกสำหรับเนื้อสด มิเช่นนั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดการปนเปื้อน การทำเช่นนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอาหารเป็นพิษ ซึ่งเกิดจากเชื้อซาลโมเนลลา แคมไพโรแบคเตอร์ และอีโคไล (E.Coli)
  • เวลาอุ่นอาหารสำเร็จรูป ดูให้แน่ใจว่าอาหารร้อนจนทั่วแล้ว รวมถึงเวลาปรุงอาหารจำพวกไข่ สัตว์ปีก เบอร์เกอร์ ไส้กรอก เนื้อแกะ เนื้อวัว และเนื้อหมู จนกระทั่งสุกทั่วทั้งชิ้น เพื่อป้องกันเชื้อโรค

อาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรเลี่ยง

  • อาหารที่มีไขมันหรือน้ำตาลสูง อาหารที่ว่านี้รวมไปถึงพวกไขมัน น้ำสลัด ครีม ช็อกโกแลต มันฝรั่งกรอบ บิสกิต พาสทรี ไอศกรีม เค้ก พุดดิ้ง น้ำอัดลม ฯลฯ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว หรืออย่างน้อยๆ ก็ลดความถี่ในการรับประทานลง เนื่องจากอาหารเหล่านี้แคลอรีสูง มีโอกาสเป็นโรคหัวใจ ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และทำให้ฟันผุ
  • ชีสนุ่ม (Soft Cheese) เนื่องจากซอฟต์ชีสที่อ่อนนุ่มและมีส่วนผสมของน้ำมาก ทำให้แบคทีเรียมีแนวโน้มจะเติบโตภายในชีสได้ หากต้องการรับประทานจริงๆ ควรปรุงชีสให้สุกทั่วทั้งชิ้น หรือเลือกซอฟต์ชีสที่ผลิตจากนมพาสเจอร์ไรซ์ ส่วนชีสแข็ง (Hard Cheese) นั้นสามารถรับประทานได้ทั้งหมด
  • เนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก รวมถึงสเต๊กระดับแรร์ (Rare) เพราะจะทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคท็อกโซพลาสโมซิสได้ ซึ่งทำให้เด็กในครรภ์เป็นอันตรายได้ ส่วนเนื้อตัดเย็น (Cold Cured Meats) ซึ่งผ่านกระบวนการถนอมอาหารหรือหมักดองมาแล้ว แต่ยังไม่ได้ปรุงสุก ก็อาจมีปรสิตที่ทำให้เกิดโรคท็อกโซพลาสโมซิสได้เช่นกัน ปรสิตชนิดนี้สามารถฆ่าได้ด้วยการนำเนื้อตัดเย็นดังกล่าวไปแช่แข็งเป็นเวลา 4 วันก่อนรับประทาน

คำถามที่พบบ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์

  1. ขณะตั้งครรภ์สามารถกินพวกกุ้ง หอย ปู หรือสัตว์น้ำเปลือกแข็งได้หรือไม่?
    ในขณะที่ตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถรับประทานสัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็งได้ แต่ให้รับประทานแบบที่ปรุงสุกแล้วเสมอ เพราะก่อนปรุงสุก ในกุ้ง หอย ปู เหล่านั้นมักพบแบคทีเรียและไวรัสที่เป็นอันตราย ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะอาหารเป็นพิษได้
  2. ตั้งครรภ์แล้วกินซูชิ ปลาดิบ ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่?
    ผู้หญิงตั้งครรภ์ยังสามารถรับประทานปลาดิบหรือปลาที่ไม่ค่อยสุกอย่างซูชิได้ ตราบใดที่ปลาเหล่านั้นจับมาจากธรรมชาติ และถูกแช่แข็งมาก่อนจะนำมาทำซูชิ เนื่องจากปลาจากธรรมชาติมีหนอนปรสิตตัวเล็กๆ ที่สามารถทำให้ป่วยได้ การนำไปแช่แข็งสามารถฆ่าหนอนเหล่านั้น และทำให้ปลาดิบปลอดภัยมากขึ้น

    แหล่งปลาที่น่าจะปลอดภัยไร้ปรสิตคือ ฟาร์ม ซึ่งจะมีการควบคุมความสะอาดและการปนเปื้อนของเชื้อ ปลาจากฟาร์มที่ได้มาตรฐานไม่จำเป็นต้องถูกแช่แข็งมาก่อน แต่หากคุณแม่ไม่แน่ใจ ก็อาจเลี่ยงด้วยการรับประทานซูชิหน้าที่ทำจากอาหารปรุงสุก เช่น ปลาไหลย่าง กุ้งย่าง ฯลฯ

    หรือหากทำซูชิหรือปลาดิบรับประทานเองที่บ้าน ควรนำปลาไปแช่แข็งก่อน อย่างน้อย 4 วัน แล้วจึงนำมาประกอบอาหาร
  3. ตั้งครรภ์แล้วควรเลี่ยงถั่วลิสงหรือไม่?
    หากคุณแม่ไม่มีอาการแพ้ ก็สามารถรับประทานถั่วลิสงได้ตามปกติ แต่หากมีอาการแพ้อยู่ก่อนก็ควรหลีกเลี่ยง
  4. เรื่องการกินนมและโยเกิร์ต มีอะไรต้องระวังหรือไม่?
    นมที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้วเป็นนมที่เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ หรือหากไม่แน่ใจว่านมที่จะดื่มนั้นผ่านการฆ่าเชื้อหรือยัง ก็ควรนำนมไปต้มเสียก่อน ส่วนโยเกิร์ตสามารถรับประทานได้หมด ทั้งไบโอ ไลฟ์ หรือโลว์แฟต
  5. มีข้อควรระวังเกี่ยวกับการกินไอศกรีมขณะตั้งครรภ์หรือไม่?
    ผู้หญิงตั้งครรภ์สามารถรับประทานซอฟต์ไอศกรีมได้ เพราะมันผลิตจากนมที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้วกับไข่ จึงไม่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะอาหารเป็นพิษ แต่ในกรณีทำไอศกรีมโฮมเมดรับประทานเอง ให้เลือกใช้ไข่ที่ผ่านการฆ่าเชื้อเท่านั้น หรือทำไอศกรีมสูตรปลอดไข่เสียเลย
  6. ตั้งครรภ์แล้ว ยังดื่มเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนได้อยู่ไหม?
    การที่คุณแม่รับคาเฟอีนเข้าไปในร่างกายปริมาณมาก สามารถส่งผลให้ทารกมีน้ำหนักแรกคลอดต่ำ ซึ่งจะยังความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพภายหลัง และยังสามารถทำให้เกิดภาวะแท้งได้อีกด้วย

    อย่างไรก็ดี คาเฟอีนนั้นมีอยู่ในเครื่องดื่มหลายชนิด เช่น กาแฟ ชา ชาเขียว ช็อกโกแลต ซอฟต์ดริงก์ เครื่องดื่มชูกำลัง ฯลฯ นอกจากนี้ในยารักษาโรคหวัดหรือโรคไข้หวัดใหญ่ก็ยังมีคาเฟอีนเช่นกัน ดังนั้นคุณจึงควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรให้แน่ใจก่อนที่จะรับประทานยาเหล่านี้

    อย่างไรก็ตาม โดยปกติคุณแม่ไม่ถึงกับจำเป็นต้องหยุดรับคาเฟอีนอย่างสมบูรณ์ เพียงจำกัดปริมาณให้ร่างกายได้รับไม่มากกว่า 200 มิลลิกรัม/วัน ก็เพียงพอแล้ว ปริมาณของคาเฟอีนโดยประมาณที่พบในอาหารและเครื่องดื่มมีดังนี้
    • กาแฟแบบชงสำเร็จรูป 1 แก้ว = 100 มิลลิกรัม
    • กาแฟฟิลเตอร์ 1 แก้ว = 140 มิลลิกรัม
    • ชา 1 แก้ว = 75 มิลลิกรัม
    • โคล่า 1 กระป๋อง = 40 มิลลิกรัม
    • เครื่องดื่มชูกำลัง 1 กระป๋อง 250 มิลลิลิตร = 80 มิลลิกรัม (เครื่องดื่มชูกำลังแบบกระป๋องขนาดใหญ่อาจมีคาเฟอีนมากถึง 160 มิลลิกรัม)
  7. สมุนไพรและชาเขียว สามารถดื่มได้หรือไม่?
    เนื่องจากมีข้อมูลเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับความปลอดภัยของการดื่มชาสมุนไพรและชาเขียว ดังนั้นคุณแม่จึงควรดื่มเครื่องดื่มดังกล่าวในปริมาณไม่สูงเกินไป เช่น ใน 1 วัน ควรดื่มเพียงไม่เกิน 4 แก้ว และจะดีขึ้นไปอีกหากปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนดื่มหรือรับประทานผลิตภัณฑ์สมุนไพรใดๆ ขณะตั้งครรภ์
  8. ถ้ากินมังสวิรัต งดเว้นอาหารบางอย่างเนื่องจากความเชื่อ หรือแพ้อาหารบางประเภท ช่วงตั้งครรภ์ควรทำอย่างไร?

สำหรับผู้รับประทานมังสวิรัต การรับประทานผักที่หลากหลายและสมดุลจะช่วยให้คุณและลูกได้รับสารอาหารเพียงพอในระหว่างตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม คุณอาจได้รับธาตุเหล็กและวิตามินบี 12 ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงควรลองปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสารอาหาร

หากคุณต้องจำกัดการทานอาหารบางชนิดเนื่องจากเป็นภูมิแพ้อาหารแฝง (Food Intolerance) หรือเหตุผลทางศาสนา ให้คุณลองปรึกษาแพทย์เพื่อที่จะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับหนทางที่คุณจะได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อคุณและลูก

หลักการรับประทานวิตามินและอาหารเสริม

การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและหลากหลายในขณะตั้งครรภ์จะช่วยให้คุณแม่ได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย อย่างไรก็ตาม มีวิตามินบางชนิดที่หากรับเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปก็จะเกิดผลเสีย

ผลดี ผลเสีย และแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุแต่ละชนิด มีดังนี้

  • วิตามินเอ แม้ว่าตามปกติวิตามินเอถือว่ามีประโยชน์ต่อพัฒนาการการมองเห็นและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายของทารกในครรภ์ แต่วิตามินเอปริมาณมากเกินไปก็สามารถส่งผลเสียต่อตับ และอาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้ทารกพิการได้ ดังนั้นคุณแม่รับวิตามินชนิดนี้จากอาหารทั่วไปก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องรับในรูปแบบวิตามินเสริม
  • ธาตุเหล็ก หากร่างกายไม่ได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ คุณอาจรู้สึกเหนื่อยและเป็นโรคโลหิตจาง ทั้งนี้เราสามารถพบธาตุเหล็กได้ในเนื้อปลอดมัน ผักใบเขียว ผลไม้แห้ง ถั่ว รวมถึงซีเรียลบางยี่ห้อ และหากคุณแม่คนใดมีธาตุเหล็กในเลือดต่ำ แพทย์จะแนะนำให้รับประทานธาตุเหล็กเสริม
  • วิตามินซี วิตามินซีจะช่วยปกป้องเซลล์และช่วยให้เซลล์มีสุขภาพดี คุณสามารถพบวิตามินซีได้ในผักและผลไม้ เช่น บรอกโคลี ผลไม้ตระกูลซิตรัส มะเขือเทศ พริกหยวก แบล็กเคอเรนต์ ฯลฯ
  • การแคลเซียม แคลเซียมเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อการสร้างกระดูกและฟันของทารก มีอาหารหลายชนิดที่มีแคลเซียม เช่น ผลิตภัณฑ์จากนม ปลาที่สามารถกินได้ทั้งกระดูก ซีเรียล ผลไม้แห้งจำพวกมะเดื่อและแอปริคอต อัลมอนด์ เต้าหู้ ผักใบเขียว เช่น วอเตอร์เครส บร็อกโคลี คะน้า
  • วิตามินดี วิตามินดีเป็นสารอาหารที่ควบคุมปริมาณของแคลเซียมและฟอสเฟตในร่างกาย ซึ่งจำเป็นสำหรับการรักษากระดูก ฟัน และกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ผู้ใหญ่ทุกคนซึ่งหมายความรวมถึงคุณแม่ตั้งครรภ์และผู้หญิงที่ให้นมบุตรจำเป็นต้องได้รับวิตามินดี 10 ไมโครกรัมทุกวัน โดยอาจรับจากอาหารปกติ เช่น ปลาแมคเคอเรล ไข่ เนื้อแดง หรืออาหารเสริม
  • กรดโฟลิก เมื่อตั้งครรภ์ คุณจำเป็นต้องรับกรดโฟลิคให้ได้ 400 ไมโครกรัมต่อวัน โดยสามารถรับประทานได้เลยตั้งแต่ช่วงวางแผนตั้งครรภ์ ไปจนกระทั่งมีอายุครรภ์ 12 สัปดาห์

    กรดโฟลิกเป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับคนท้อง เพราะมันสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ทารกพิการ หรือที่เรียกว่า ภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (Neural Tube Defects) ซึ่งหมายความรวมถึงความบกพร่องของกระดูกไขสันหลัง (Spina Bifida)

    นอกจากนี้คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีโฟเลต (กรดโฟลิคในรูปแบบธรรมชาติ) เช่น ผักใบเขียว ข้าวกล้อง ฯลฯ


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
อัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างช้าของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก อันตรายอย่างไร
อัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างช้าของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก อันตรายอย่างไร

ความเสี่ยงของการแท้งบุตรในกรณีที่มีทารกในครรภ์มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ค่อนข้างช้าในช่วงไตรมาสแรก

อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?
อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?

เรียนรู้สัญญาณการตั้งครรภ์นอกมดลูกก่อนที่มันจะฉีกขาด

ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว  (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?
ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?

การตั้งครรภ์ที่เร็วเกินไปที่จะยืนยันด้วยวิธีการทางชีวเคมี

ดูในแอป