Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
Doctor men
รีวิวโดย
นพ. ธนู โกมลไสย แพทย์ทั่วไป
ความรู้สุขภาพ

หู อวัยวะแห่งการได้ยิน และการทรงตัว

หู เป็นอวัยวะที่ช่วยให้เราได้ยินเสียง และทรงตัวได้อย่างปกติ มาดูกันว่าโครงสร้างของหูประกอบด้วยอะไรบ้าง และแต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 23 ก.พ. 2018 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 รีวิวเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
หู อวัยวะแห่งการได้ยิน และการทรงตัว

ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า หู (Ear) เป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าในการได้ยิน แต่รู้หรือไม่ว่า นอกจากการได้ยินแล้ว หูยังช่วยให้เราสามารถทรงตัวและเคลื่อนไหวได้อย่างปกติอีกด้วย ซึ่งหากเกิดความผิดปกติภายในหูก็อาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หรือบ้านหมุนได้

มาดูกันว่าโครงสร้างของ “หู” ประกอบด้วยอะไรบ้าง และแต่ละส่วนทำหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614

หูสำคัญอย่างไร

หู เป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่ในการได้ยิน และการทรงตัว ทำงานด้วยพลังงานกลและพลังงานไฟฟ้า (Mechanic and Electrical  Impulse) ซึ่งจะส่งกระแสประสาทไปสู่สมองโดยตรง ทำให้การได้ยินและการทรงตัวเป็นไปอย่างอัตโนมัติ

เมื่อใดก็ตามที่หูข้างใดข้างหนึ่งผิดปกติ ก็จะส่งผลต่อการได้ยิน เช่น มีอาการหูอื้อ หูหนวก หรือไม่สามารถทรงตัวได้ เมื่อเคลื่อนไหวก็จะเกิดอาการโคลงเคลง บ้านหมุน จนทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ หูจึงมีความสำคัญมากกับมนุษย์นั่นเอง 

โครงสร้างของหู

หูมี 2 ข้าง โดยแต่ละข้างจะมีรูปร่างที่เหมือนกัน แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่

  • หูชั้นนอก ประกอบด้วย ใบหู รูหู และเยื่อแก้วหู
  • หูชั้นกลาง ประกอบด้วย ท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) และกระดูกสำคัญ 3 ชิ้น ได้แก่ กระดูกค้อน (Malleus) กระดูกทั่ง (Incus) และกระดูกโกลน (Stapes) 
  • หูชั้นใน ประกอบด้วย หน้าต่างรูปไข่ (Oval window) หน้าต่างรูปกลม (Round window) คอเคลีย (Cochlea) แลบบิรินท์ (Vestibular labyrinth) หินปูน (Otolith) และอวัยวะคอร์ติ (Organ of corti) ที่ประกอบด้วย เซลล์ขน (Hair Cells) และเยื่อบุเทคโทเรียล (Tectorial membrane) 

หน้าที่ของหูแต่ละส่วน

ใบหู 

  • ทำหน้าที่รับ และรวบรวมคลื่นเสียงจากที่ต่างๆ ให้ผ่านเข้าไปในช่องหู
  • โครงสร้างของใบหูมีลักษณะเป็นกระดูกอ่อน  และมีรอยหยักตามใบหูซึ่งมีผลต่อคลื่นเสียงในย่านความถี่ต่างๆ
  • การมีหู 2 ข้างจะช่วยให้รู้ทิศทางและที่มาของเสียงได้ชัดเจนขึ้น

รูหู 

  • ภายในหูจะมีต่อมไขมันเคลือบผนังรูหูไว้ไม่ให้แห้ง ทำหน้าที่ช่วยป้องกันอันตรายจากแมลง ฝุ่นละออง การติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา โดยเมื่อไขมันสะสมมากเข้าก็จะกลายเป็นขี้หู และหลุดออกมาเอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องแคะหูบ่อยจนเกินไป
  • การแคะหูเป็นประจำจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันสร้างขี้หูเพิ่มมากขึ้น และอาจทำให้ขี้หูถูกดันเข้าไปลึกจนเกิดการอุดตัน ส่งผลให้เกิดอาการหูอื้อตามมา ผู้ที่มีอาการได้ยินเสียงไม่ชัดเจน ปวดหู วิงเวียนศีรษะ ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะนั่นเป็นหนึ่งในสัญญาณหูอื้อที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  • รูหูมีความยาวประมาณ 3 เซนติเมตร เท่ากับหนึ่งในสี่ของความยาวคลื่นเสียงในย่านความถี่ประมาณ 3,000 เฮิรตซ์ ซึ่งเป็นระดับของเสียงพูดปกติ จึงทำให้เราสามารถรับรู้เสียงจากการพูดคุยได้ดีนั่นเอง
  • ความดังของคลื่นเสียงในช่วงความถี่ 3,000 เฮิรตซ์ จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10 เดซิเบลหลังผ่านรูหูไปแล้ว

เยื่อแก้วหู 

  • เป็นรอยต่อระหว่างหูชั้นนอกกับหูชั้นกลาง 
  • เยื่อแก้วหูมีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ รูปร่างเกือบกลม เอียงทำมุมกับหูชั้นนอก 55 องศา
  • เยื่อแก้วหูจะสั่นเมื่อได้รับคลื่นเสียง และจะส่งแรงสั่นสะเทือนเข้าไปในหูชั้นกลาง โดยการขยับหรือกระเพื่อมตามความถี่ที่ได้รับ

ท่อยูสเตเชียน

  • เป็นท่อที่เชื่อมระหว่างโพรงหลังจมูก และหูชั้นกลาง
  • ทำหน้าที่ปรับความดันอากาศภายนอกและภายในให้สมดุลกัน
  • ปกติท่อนี้จะเปิดเวลาเคี้ยว หรือกลืนอาหาร เพื่อไม่ให้มีอาการหูอื้อ
  • หากท่อยูสเตเชียนมีการอุดตันจะทำให้หูอื้อ  ปวดหูได้  รวมถึงเวลาที่เราติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ หากไม่รีบรักษา เชื้อก็อาจแพร่กระจายมายังหูชั้นกลางผ่านท่อยูสเตเชียนได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหูน้ำหนวกได้

กระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลน

  • อยู่ถัดจากเยื่อแก้วหู ไล่เรียงจากตำแหน่งที่อยู่นอกสุดไปยังในสุดตามลำดับ
  • กระดูกทั้งสามชิ้นจะยึดติดกันเป็นระบบคานดีด-คานงัด ทำหน้าที่ขยายการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงให้มากขึ้น และส่งต่อไปยังหูชั้นใน

เส้นประสาทในหูชั้นกลาง

  • แขนงของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7  (Chorda  Tympani  Nerve) 
  • แขนงของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 9  (Glossopharyngeal  Nerve) 
  • แขนงของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5  (Trigeminal  Nerve)

หน้าต่างรูปไข่ และหน้าต่างรูปกลม

  • กั้นระหว่างหูชั้นในกับหูชั้นกลาง
  • ช่องหน้าต่างทั้งสองจะมีเยื่อบางๆ กั้นอยู่ ช่วยให้หูชั้นกลางทำหน้าที่สำคัญทั้ง 2 อย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ การขยายเสียงและการป้องกันเสียงดัง

คอเคลีย

  • อยู่ในหูชั้นใน มีลักษณะเป็นท่อกลมม้วนขดเป็นรูปก้นหอยราวสองรอบครึ่ง
  • ภายในคอเคลียมีท่อขนาดใหญ่ 2 ท่อ ได้แก่ สกาลาเวสติบูไล(Scala  Vestibuli) และสกาลาทิมพาไน (Scala  Tympani) ขดคู่กันไปตั้งแต่ฐานแล้วมาบรรจบกันที่ยอดของก้นหอย หรือที่เรียกว่าเฮลิโคทรีมา (Helicotrema) 
  • ภายในท่อทั้งสองนี้จะมีของเหลวคล้ายน้ำโลหิตหล่อเลี้ยงอยู่เรียกว่า เพอริลิมพ์ (Perilymph) เมื่อมีคลื่นเสียงมากระทบจะเกิดการสั่นสะเทือนและส่งสัญญาณไปตามเส้นประสาทต่างๆ

เซลล์ขน

  • เซลล์ขนมีอยู่ตลอดแนวตั้งแต่ต้นท่อคอเคลียไปจนถึงปลายท่อ โดยเซลล์ขนที่ฐานคอเคลียรับเสียงสูง และไปถึงปลายท่อรับเสียงทุ้มตามลำดับไป
  • เป็นตัวรับการกระตุ้นของเสียง ทำหน้าที่เปลี่ยนการสั่นสะเทือนของของเหลว หรือเพอริลิมพ์ ภายในท่อให้เป็นคลื่นไฟฟ้าไปสูสมอง
  • มี 2 แถวคือ แถวนอก (Outer hair cells)  มี 3 แถว จำนวนราว 12,000 – 20,000  เซลล์ และแถวใน (Inner hair cells)  มี 1 แถว มีจำนวนราว  3,600  เซลล์ 

แลบบิรินท์

  • อวัยวะรูปครึ่งวงกลมต่อกันในลักษณะตั้งฉากทั้งแนวตั้งและแนวนอน ภายในมีของเหลวหล่อเลี้ยงชนิดเดียวกับในท่อคอเคลีย  โดยปลายด้านหนึ่งของแลบบิรินท์จะมีอวัยวะรับการเคลื่อนไหวของน้ำในหู ไม่ว่าเราจะอยู่ในอิริยาบถนอน นั่ง ยืน วิ่ง หรือเล่นผาดโผน ก็จะทำให้รู้ว่าร่างกายกำลังอยู่ในท่าทางใด ส่งผลให้ทรงตัวได้นั่นเอง

หินปูน

  • เกาะอยู่ตรงกลางระหว่างคอเคลียกับประสาทการทรงตัว
  • ทำหน้าที่รับรู้การเคลื่อนไหวของศีรษะตามแรงโน้มถ่วงของโลก เช่น เวลาตะแคง ก้ม หรือเงยศีรษะ  ทั้งนี้การกระตุ้นอวัยวะการทรงตัวจะต้องสมดุลกันระหว่างหูทั้งสองข้าง เพื่อให้เราสามารถทรงตัวอยู่ได้โดยไม่ล้ม 
  • ถ้าอวัยวะการทรงตัวสองข้างไม่สมดุลกัน มีความขัดแย้งของข้อมูล สมองจะประเมินไม่ถูก ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ มึนงง หรือบางครั้งเรียกว่ามีอาการบ้านหมุนเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

4 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป