ความรู้สุขภาพ

หู อวัยวะมหัศจรรย์

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
Istock 184595788 %281%29

ร่างกายมนุษย์เต็มไปด้วยความซับซ้อนและมหัศจรรย์  อวัยวะแต่ละส่วนล้วนทำงานสอดประสานกัน  เช่น  จากดวงตา (รับภาพ)  สู่สมอง (แปลความภาพ)  จากสมองสั่งการไปยังมือให้หยิบจับสิ่งของนั้นๆ  เป็นต้น  หากเราสูญเสียอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งไป  แน่นอนว่าร่างกายต้องเสียศูนย์และต้องใช้เวลานานกว่าจะฝึกใช้อวัยวะหรือประสาทสัมผัสส่วนอื่นมาทดแทน  ซึ่งในหลายๆ กรณีก็ไม่สามารถทดแทนกันได้

"หู" (Ear) เป็นอวัยวะที่เมื่อมองจากภายนอกคล้ายจะไม่ซับซ้อน  แต่แท้จริงแล้ว  ภายในหูกลับซ่อนความซับซ้อนอยู่  และแต่ละส่วนก็มีความสำคัญยิ่ง

หูทำงานด้วยพลังงานกลและพลังงานไฟฟ้า (Machanic&Electrical  Impulse)  แล้วส่งกระแสประสาทไปสู่สมอง  หูทำหน้าที่สำคัญถึงสองอย่าง  คือ  การได้ยิน  และ  การทรงตัว  ซึ่งเป็นไปโดยอัตโนมัติ  และทั้งสองหน้าที่นี้ก็เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการดำรงชีพอย่างเป็นสุขของมนุษย์

หูแบ่งออกเป็นกี่ชั้น

หูแบ่งออกเป็น  3  ชั้น  คือ  หูชั้นนอก  หูชั้นกลาง  และหูชั้นใน

 โครงสร้างภายในหู

 หูชั้นนอก (External  Ear)

  • หูชั้นกลาง (Middle  Ear)
  • หูชั้นใน
  • แลบบิรินท์  อวัยวะคู่แฝดของการได้ยิน

ใบหู  (Pinna, Auricle  หรือ  Concha)  ทำหน้าที่รับและรวบรวมคลื่นเสียงจากที่ต่างๆ  ให้ผ่านเข้าไปในช่องหูโครงสร้างของใบหูมีลักษณะเป็นกระดูกอ่อน  การมีรอยหยักของใบหูนั้นมีผลต่อคลื่นเสียงในย่านความถี่ต่างๆ  ไม่เพียงเท่านั้นการที่คนเรามีสองหู  จะช่วยให้เรารู้ทิศทางและที่มาของเสียงได้ชัดเจนขึ้น

รูหู  (Ear  Canal)  ภายในหูมีต่อมไขมันเคลือบผนังรูหูไว้ไม่ให้แห้ง  และยังช่วยป้องกันอันตรายจากแมลง  ฝุ่นละออง  จนถึงการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา  เมื่อไขมันสะสมมากเข้าก็จะกลายเป็นขี้หูและหลุดออกมาเอง  ดังนั้นจึงไม่ควรแคะหูบ่อย  เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้ต่อมไขมันสร้างขี้หูเพิ่มขึ้นและขี้หูจะสะสมมากขึ้นไปอีก  หากเกิดแผลถลอก  ยิ่งถ้าแคะหูลึกไปถึงเยื่อแก้วหู  อาจทำให้เยื่อแก้วหูเป็นแผลหรือฉีกขาด  กลายเป็นคนหูหนวกได้

รูหูมีความยาวประมาณ  3  เซนติเมตร  เท่ากับหนึ่งในสี่ของความยาวคลื่นเสียงในย่านความถี่ประมาณ 3,000 Hz (External  Ear  Resonance)  เราจึงรับรู้เสียงในย่านความถี่ 2,000 – 3,000 Hz  ได้ดีเป็นพิเศษ  (เสียงพูดคุยปกติของคนเราอยู่ในย่านความถี่นี้)  มีการทดลองพบว่า  ความดังของคลื่นเสียงในช่วงความถี่ 3,000 Hz  จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10 dB  หลังจากป่านรูหูแล้ว

เยื่อแก้วหู  (Eardrum  หรือ  Tympanic  Membrane)  เป็นรอยต่อระหว่างหูชั้นนอกกับหูชั้นกลาง  มีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ  รูปร่างเกือบกลม  เอียงทำมุมกับหูชั้นนอก 55  องศา  เยื่อแก้วหูจะสั่นเมื่อได้รับคลื่นเสียง  เปรียบได้กับหนังหน้ากลองที่เมื่อถูกตีจะส่งแรงสั่นสะเทือนเข้าไปในหูชั้นกลางโดยจะขยับหรือกระเพื่อมตามความถี่ที่ได้รับ  (ขยับเร็วเมื่อได้รับความถี่สูงและขยับช้าเมื่อได้รับความถี่ต่ำ)

 

หูชั้นกลาง  มีกระดูกสำคัญ 3 ชิ้น  ได้แก่ กระดูกค้อน  กระดูกทั่ง  กระดูกโกลน

มีลักษณะเป็นโพรงอากาศ  อยู่ต่อกับหลังโพรงจมูกโดยมีท่อต่อกับคอหอยเรียกว่า  ท่อยูสเตเชียน (Eustachian  Tube  หรือ  Auditory  Tube)  ปรกติท่อนี้จะปิด  แต่ถ้าเราเคี้ยว  กลืนอาหารหรือหาว  ท่อนี้จะเปิดเพื่อปรับความดันบนเยื่อแก้วหูทั้งสองข้างให้เท่ากัน  เนื่องจากความแตกต่างระหว่างความดันอากาศภายนอกและภายในหูชั้นกลางอาจทำให้เยื่อแก้วหูถูกดันให้โป่งออกหรือยุบเข้า  ทำให้การสั่นและการนำเสียงของเยื่อแก้วหูลดลง  หากท่อยูสเตเชียนมีการอุดตัน  จะทำให้หูอื้อ  ปวดหูได้  ร่างกายมีการปรับความดันในช่องหูชั้นกลาง  โดยผ่านแรงดันอากาศบางส่วนไปทางท่อยูสเตเชียน  ถ้ามีเชื้อโรคในคอหรือจมูกอาจมีผลให้เชื้อเข้าสู่หูชั้นกลางทางท่อนี้ได้  ซึ่งอาจทำให้หูอักเสบตามไปด้วย

ถัดจากเยื่อแก้วหูมีกระดูกสามชิ้นที่เรารู้จักกันดี  ได้แก่  กระดูกค้อน (Malleus)  กระดูกทั่ง (Incus)  และกระดูกโกลน (Stapes)  ไล่เรียงจากตำแหน่งที่อยู่นอกสุดไปยังในสุดตามลำดับ  กระดูกทั้งสามชิ้นนี้จะยึดติดกันเป็นระบบคานดีด – คานงัด  เพื่อขยายการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงให้มากขึ้นและส่งต่อไปยังหูชั้นใน

ตำแหน่งของท่อยูสเตเชียนนั้นติดต่อกับหูชั้นในทางหน้าต่างรูปไข่ (Oval  Window)  และหน้าต่างรูปกลม (Round  Window)  โดยทั้งช่องหน้าต่างรูปไข่และรูปกลมจะมีเยื่อบางๆ กั้นอยู่  ช่วยให้หูชั้นกลางทำหน้าที่สำคัญทั้ง 2 อย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ  คือ  การขยายเสียง  และ  การป้องกันเสียงดัง

หูชั้นกลางมีเส้นประสาทหรือไม่

ภายในหูชั้นกลางมีเส้นประสาทผ่าน  ได้แก่  แขนงของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7  (Chorda  Tympani  Nerve)  แขนงของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 9  (Glossopharyngeal  Nerve)  และแขนงของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5  (Trigeminal  Nerve)

หูชั้นในทำหน้าที่รับรู้การเคลื่อนไหวของศีรษะเพื่อการทรงตัว

ภายในหูชั้นในมีเยื่อบางกั้นน้ำที่หล่อเลี้ยงปลายประสาทไม่ให้ปะปนกัน

หูชั้นในฝังอยู่ในกระดูกเทมโพราล  (Temporal  Bone)  ของกะโหลกศีรษะ  ปลายประสาทในหูชั้นในจะส่งผ่านสัญญาณทั้งการได้ยินและการทรงตัวจากหูไปสู่สมอง  ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการเพื่อรับการได้ยิน  ควบคุมการเคลื่อนไหวและการทรงตัว

เส้นทางเดินของเสียงภายในคอเคลีย

ภายในหูชั้นในมี  คอเคลีย (Cochlea)  มีลักษณะเป็นท่อกลมม้วนขดเป็นรูปก้นหอยราวสองรอบครึ่ง  ภายในคอเคลียจะมีท่อขนาดใหญ่สองท่อเรียกว่า  สกาลาเวสติบูไล(Scala  Vestibili)  และสกาลาทิมพาไน  (Scala  Tympani)  ขดคู่กันไปตั้งแต่ฐานแล้วมาบรรจบกันที่ยอดของก้นหอย  หรือที่เรียกว่า  เฮลิโคทรีมา  (Helicotrema)  ภายในท่อทั้งสองนี้จะมีของเหลวคล้ายน้ำโลหิตหล่อเลี้ยงอยู่เรียกว่า  เพอริลิมพ์(Perilymph)

ภายในคอเคลียจะมีท่อขนาดใหญ่ 2 ท่อ  ได้แก่  สกาลาเวสติบูไล  และสกาลาทิมพาไนขดคู่กันไปตั้งแต่ฐานจนบรรจบกันที่ขอด  ขนาบสองข้างของสกาลามีเดีย

 

 อวัยวะคอร์ติ

นอกจากนี้ภายในสกาลาเวสติบูไล  ยังมีท่อเล็กๆ  อีกท่อ  เรียกว่า  สกาลามีเดีย (Scala  Media)  หรือ  ท่อคอเคลีย (Clchlea  Duct)  ท่อทั้งสองนี้กั้นด้วยเยื่อบางๆ  ที่เรียกว่า  เยื่อบุเวสติบูลาร์(Vestibular  Membrane)  หรือ  เยื่อบุไรส์เนอร์  (Reissner’s  Membrane)  ผนังด้านในของสกาลามีเดียมีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงเป็นจำนวนมาก  เรียกว่า  สเตรียวาสคูลารีส  (StriaVascularis)  ทำหน้าที่ผลิตของเหลวที่เรียกว่า  เอนโดลิมพ์(Endolymph)  ภายในสกาลามีเดียยังมีอวัยวะสำหรับรับเสียงที่เรียกว่า  อวัยวะคอร์ติ (Organ  of  Corti)  ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญ  ได้แก่  เซลล์ขน (Hair  Cells)  เป็นตัวรับการสั่นสะเทือนจากเสียง  ทำหน้าที่เปลี่ยนการสั่นสะเทือนของของเหลวภายในท่อให้เป็นคลื่นไฟฟ้าไปสูสมองเพื่อการได้ยิน  เยื่อบุเทคโทเรียล  (Tectorial  Membrane)  เป็นตัวกระตุ้นเซลล์ขนให้รู้ว่ามีคลื่นเสียงมาสัมผัส  และกระตุ้นเส้นประสาทรับความรู้สึกหลายเส้นซึ่งรวมเป็นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 8  เชื่อมเข้าสู่สมองต่อไป

เซลล์ขน (Hair  Cells) คืออะไร

เซลล์ขนเป็นตัวรับการกระตุ้นของเสียง  มีอยู่สองแถว  คือ  แถวนอก  (Outer  Hair  Cells)  มี 3 แถว  มีจำนวนราว  12,000 – 20,000  เซลล์  และแถวใน  (Inner  Hair  Cells)  มี  1  แถว  มีจำนวนราว  3,600  เซลล์  เซลล์ขนมีอยู่ตลอดแนวตั้งแต่ต้นท่อคอเคลียไปจนถึงปลายท่อ  เซลล์ขนที่ฐานคอเคลียรับเสียงสูงและไปถึงปลายท่อรับเสียงทุ้มตามลำดับไป

ในหูชั้นในมีอวัยวะคู่แฝดของการได้ยินคืออวัยวะรับการทรงตัว  ที่เรียกว่า  แลบบิรินท์ (Vestibular  Labyrinth)  เป็นอวัยวะรูปครึ่งวงกลมต่อกันในลักษณะตั้งฉากทั้งแนวตั้งและแนวนอน  ภายในมีของเหลวหล่อเลี้ยงชนิดเดียวกับในท่อคอเคลีย  (ต่อเนื่องกันอยู่ในท่อ)  ปลายด้านหนึ่งของแลบบิรินท์มีอวัยวะรับการเคลื่อนไหวของน้ำในหู  ไม่ว่าเราจะอยู่ในอิริยาบถ  นอน  นั่ง  ยืน  วิ่ง  หรือเล่นผาดโผน  และทำให้รู้ว่าตัวเรากำลังอยู่ในอิริยาบถใด

ตรงกลางระหว่างคอเคลียกับประสาทการทรงตัวมีปลายประสาทที่มี  “หินปูน” (Otolith)  เกาะอยู่  ทำหน้าที่รับรู้การเคลื่อนไหวของศีรษะตามแรงโน้มถ่วงของโลก  เช่น  เวลาตะแคงหรือก้ม – เงยศีรษะ  ทั้งนี้การกระตุ้นอวัยวะการทรงตัวจะต้องได้สมดุลระหว่างหูทั้งสองข้างทั้งหมดต้องรับรู้และถูกประมวลในสมองเพื่อให้เราทรงตัวอยู่ได้โดยไม่ล้ม  ถ้าอวัยวะการทรงตัวสองข้างไม่สมดุลกัน  มีความขัดแย้งของข้อมูล  สมองจะประเมินไม่ถูก  ทำให้เกิดอาการเวียนหัว  มึนงง  หรือบางครั้งเรียกว่าอาการบ้านหมุนขึ้นได้

  

 ภาพแสดงปลายประสาทการทรงตัวที่ปลายกระเปาะแต่ละอันของการทรงตัว และแสดงหินปูนรับรู้แรงโน้มถ่วงของโลกเวลาศีรษะก้ม  เงย  ตะแคง

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่