สุขภาพ

อาการเดินเซในสุนัข

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,467,028 คน

อาการเดินเซในสุนัข

อาการเดินเซนั้นเป็นความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบการรับความรู้สึกซึ่งประสานการทำงานระหว่างส่วนต่างๆ ของร่างกาย อาการเดินเซนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ sensory, vestibular และ cerebellar ทั้ง 3 ประเภทนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการประสานการทำงานระหว่างแขนขา แต่ประเภท vestibular และ cerebellar นั้นจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของศีรษะและคอร่วมด้วย

การเดินเซแบบ sensory นั้นเกิดจากการที่ไขสันหลังนั้นถูกกดทับอย่างช้าๆ อาการที่พบได้บ่อยคือการวางเท้าผิดที่ ตามด้วยมีอาการอ่อนแรงเมื่อโรคนั้นรุนแรงขึ้น นอกจากที่ไขสันหลังแล้วนั้นยังอาจเกิดได้ที่ก้านสมองและตำแหน่งต่างๆ ในสมองได้

เส้นประสาท vestibulocochlear นั้นทำหน้าที่นำข้อมูลเกี่ยวกับการทรงตัวจากหูชั้นในไปยังสมอง การที่เส้นประสาทนี้ถูกทำลายจะทำให้ตำแหน่งของศีราะและคอนั้นเปลี่ยนแปลงได้ เช่นในสุนัขที่ได้รับสัญญาณการเคลื่อนไหวลวง หรืออาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน อาการที่พบเช่นตัวเอียง หกล้ม หรือกลิ้งตัว อาการที่แสดงว่ามีความผิดปกติที่ระบบการรับตำแหน่งส่วนกลางนั้นมักประกอบด้วยมีการเคลื่อนไหวของตาที่ผิดปกติ รับสัมผัสได้ลดง อ่อนแรงที่ขา (ทั้งหมดหรือข้างใดข้างหนึ่ง) มีอาการความผิดปกติของเส้นประสาทสมองหลายเส้น และง่วงนอน ซึมหรือหมดสติ อาการของความผิดปกติที่ระบบรับตำแหน่งส่วนปลายนั้นมักจะไม่มีการรับรู้ที่เปลี่ยนแปลง, การเคลื่อนไหวของตาที่ผิดปกติ, การรับสัมผัสทิผิดปกติหรือการอ่อนแรงที่ขา

อาการเดินเซชนิด Cerebellar นั้นมักจะแสดงออกในแง่ของการเคลื่อนไหวแขนขา, ศีรษะและคอที่ไม่สัมพันธ์กัน เช่นการเดินที่ผิดปกติ การสั่นศีรษะหรือร่างกาย ร่วมกับการที่ไม่สามารถใช้กล้ามเนื้อได้เต็มประสิทธิภาพ

อาการที่พบ

  • อ่อนแรงที่ขา
  • ซึ่งอาจเกิดที่ขากี่ข้างหรือทั้งหมดก็ได้
  • อาจเกิดขึ้นที่ขาด้านหลังหรือขาด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย
  • ศีรษะเอียงไปด้านหนึ่ง
  • มีปัญหาในการได้ยิน – ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียก
  • เดินสะดุดหรือเดินเซ
  • ง่วงนอนหรือซึมผิดปกติ
  • พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง
  • การเคลื่อนไหวของตาผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการได้สัญญาณการเคลื่อนไหวลวง หรืออาการเวียนศีรษะ
  • เบื่ออาหารจากอาการอาเจียน (อาการเหมือนเวลาเมายานพาหนะจากการเสียสมดุลของหูชั้นใน)

สาเหตุ

  • ทางระบบประสาท
  • สมองน้อย
  • จากความเสื่อม
  • การสูญเสียการทำงานของสมองน้อยก่อนวัย
  • จากความผิดปกติทางกายวิภาค:
  • การที่สมองน้อยไม่พัฒนาจากการติดเชื้อไวรัสในช่วงก่อนคลอดในแมว
  • มีถุงน้ำใกล้กับโพรงสมอง
  • มะเร็ง
  • การอักเสบ, ไม่ทราบสาเหตุ, หรือเกิดจากภูมิคุ้มกันของตัวเอง
  • สารพิษ

ระบบการรับตำแหน่งส่วนกลาง

  • การอักเสบซึ่งไม่ทราบสาเหตุหรือจากภูมิคุ้มกันตัวเอง
  • สารพิษ

ระบบการรับตำแหน่งส่วนปลาย

  • การติดเชื้อ:
  • หูชั้นใน
  • การติดเชื้อรา
  • โรคที่ไม่ทราบสาเหตุ
  • โรคทางระบบเมตะบอลิก
  • การบาดเจ็บ
  • ไขสันหลัง
  • การเสื่อมของรากประสาทและไขสันหลัง
  • เส้นเลือด:

ระบบประสาทไม่ได้รับเลือดจากการที่มีลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือด

  • ความผิดปกติ
  • ไขสันหลังและกระดูกสันหลัง
  • มีถุงน้ำในไขสันหลัง
  • มะเร็ง
  • การติดเชือ้
  • การได้รับบาดเจ็บ
  • โรคทางระบบเมตะบอลิก
  • ภาวะซีด
  • ระดับเกลือแร่ผิดปกติ (ระดับโพแทสเซียมต่ำหรือระดับน้ำตาลต่ำ)

การวินิจฉัย

คุณจะต้องให้ประวัติของสุนัขของคุณ อาการที่เกิดขึ้น และเหตุการณ์ที่อาจจะทำให้เกิดอาการดังกล่าวอย่างละเอียด ก่อนที่สัตวแพทย์จะทำการส่งตรวจเพิ่มเติมเช่นตรวจเลือด สารเคมีในเลือดและปัสสาวะ

การตรวจทางรังสีวินิจฉัยเช่นเอกซเรย์คอมพิวเตอร์, เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และเอกซเรย์กระดูกสันหลังนั้นเป็นการตรวจที่สำคัญเพื่อช่วยระบุตำแหน่งความผิดปกติที่เกิดขึ้นว่าเป็นที่ระบบรับการทรงตัวส่วนปลาย, ไขสันหลัง หรือที่สมองน้อย นอกจากนั้นการเอกซเรย์ช่องอกและช่องท้องนั้นก็สำคัญหากเป็นมะเร็งหรือมีการติดเชื้อทั่วร่างกาย การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าท้องนั้นจะสามารถช่วยให้เห็นความผิดปกติของตับ ไต ต่อมหมวกไต หรือการทำงานของตับอ่อนได้

หากสงสัยว่าสาเหตุนั้นเกิดจากความผิดปกติในระบบประสาท มักจะต้องมีการเก็บตัวอย่างน้ำไขสันหลังไปตรวจเพิ่มเติม

การรักษา

สุนัขอาจจะไม่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลหากอาการเดินเซที่เป็นนั้นไม่ได้รุนแรง ควรหลีกเลี่ยงการให้ยาสุนัขเองโดยไม่ปรึกษาสัตวแพทย์เนื่องจากมียาหลายตัวที่อาจทำให้เกิดปัญหาหรือทำให้ปิดบังโรคที่เป็นต้นเหตุได้ การรักษานั้นจะขึ้นกับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค

การดูแลและการจัดการหลังการรักษา

ให้ลดหรือจำกัดการออกกำลังกายในสุนัขหากสัตวแพทย์สงสัยว่าเป็นความผิดปกติที่เกิดที่ไขสันหลัง คอยติดตามสังเกตลักษณะการเดินของสุนัขเพื่อดูว่ามีความผิดปกติหรือ่อนแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่ หากเพิ่มขึ้นควรพาไปพบสัตวแพทย์

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม