Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
สุขภาพ

ผิวหนังมีอาการแพ้หรือรอยกัด – สัตว์เลี้ยงของเรากำลังเป็นอะไรอยู่

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,946,218 คน

ผิวหนังมีอาการแพ้หรือรอยกัด – สัตว์เลี้ยงของเรากำลังเป็นอะไรอยู่

สุนัขมีอาการคันหรือเกาใช่ไหม? ปัญหาเบื้องต้นที่สุนัขทุกตัวจะต้องเคยเป็น และมีต้นเหตุที่เป็นไปได้อยู่หลายสาเหตุด้วยกัน นี่คือวิธีการบอกความแตกต่างระหว่างสุนัขมีอาการแพ้ที่ผิวหนังหรือว่ามีรอยแมลงกัด

อาการคันเป็นหนึ่งในเหตุผลต้น ๆ ที่ทำให้สุนัขต้องไปพบสัตวแพทย์ และแน่นอนที่สุดว่ามีหลายเหตุผลที่ทำไมเจ้าเพื่อนรักของเราถึงชอบเคี้ยว เลีย และเกาที่ตัวของมัน

ทำไมสุนัขของเราถึงเกา?

การติดเชื้อทางผิวหนังมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า ภาวะภูมิแพ้ทางผิวหนัง derma- แปลว่า ผิวหนัง –itis แปลว่า การอักเสบของ นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้สุนัขเกาอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง มีภาวะภูมิแพ้ทางผิวหนังที่เกิดขึ้นเสมออยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือ โรคผิวหนังแพ้ กับ โรคผิวหนังปรสิต โรคผิวหนังแพ้อาจมีสาเหตุที่เกิดจากการแพ้อากาศ การแพ้อาหาร และอื่น ๆ แต่โรคผิวหนังปรสิตนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่มีแมลงกัดต่อยหรือสัมผัสกับของเหลวที่หลั่งออกมาจากอวัยวะของแมลงนั้น เช่น อุจจาระ น้ำลาย เป็นต้น

ทั้งโรคผิวหนังแพ้ กับ โรคผิวหนังปรสิตต่างก็มีความเหมือนในเรื่องของอาการพิษที่แสดงออกมา การเข้าไปพบสัตวแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาและตรวจร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก แพทย์จะได้ทำการประเมินผลอย่างเต็มรูปแบบ มีการทดสอบเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และทำการสั่งจ่ายการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

เราจะบอกความแตกต่างระหว่างโรคภูมิแพ้และแมลงกัดต่อยได้อย่างไร

โรคผิวหนังแพ้

สุนัขที่มีอาการของโรคผิวหนังแพ้อาจจะเป็นการแพ้ที่มีสาเหตุที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล ไม่ใช่ตามฤดูกาล หรือจากอาหาร อาการแพ้ตามฤดูกาลจะเกิดขึ้นมากที่สุดในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง แต่บางพื้นที่ที่ได้รับอากาศอบอุ่นหรือมีอากาศชื้น ก็สามารถที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ตลอดทั้งปี ต้นไม้และดอกไม้ที่กำลังออกดอก หญ้า วัชพืช ต้นไม้เป็นผู้มีส่วนที่ทำให้เกิดการแพ้ขึ้น ส่วนการแพ้ที่ไม่ใช่ตามฤดูกาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับอากาศ ซึ่งเป็นตัวแปรในการเจริญเติบโตของพืช แต่ขึ้นอยู่กับฝุ่น เชื้อรา วัสดุที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (เส้นใย และอื่นๆ) สารเคมี (ผลิตภัณฑ์ปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ในการทำความสะอาด และอื่น ๆ) และปัจจัยอื่น ๆ ในขณะที่สุนัขส่วนมากมักจะประสบกับอาการแพ้ที่มีสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้น แต่อาการแพ้ที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับอาหารก็มีความเป็นไปได้ สุนัขบางตัวอาจจะมีอาการแพ้โปรตีนบางชนิด (เนื้อวัว, ผลิตผลจากนม, เนื้อไก่ และอื่น ๆ) และ/หรือธัญพืช (ข้าวสาลี, ข้าวโพด, ข้าว และอื่น ๆ)

อาการแพ้ที่ผิวหนังของสุนัขจะส่งผลไปทุกบริเวณทั่วร่างกาย แต่ส่วนมากจะเกิดขึ้นที่รักแร้ หู เท้าหน้าขา ขา จมูก และรอบดวงตาและรูทวาร บริเวณที่มีอาการคันอาจจะแสดงอาการที่เห็นได้ชัดว่าขนร่วง แดง แตกแห้งเป็นแผ่น มีของเหลวไหลซึม มีรอบดำ ผิวหนังหนาขึ้น และอื่น ๆ

โรคผิวหนังปรสิต

หมัด เห็บ และแมลงที่กัดต่อยสามารถเป็นสาเหตุของการอักเสบและอาการเจ็บป่วยที่เล็กน้อยถึงปานกลางได้ สุนัขบางตัวจะมีความไวต่อการกัดของแมลงหรือสารก่อภูมิแพ้ นั่นก็คือ น้ำลายและพิษของแมลง สุนัขส่วนมากจะเคี้ยว เลีย หรือเกาตัวมันเอง หลังจากที่มีการแพ้เนื่องจากการกัดต่อยเป็นสาเหตุ นอกเหนือไปกว่านั้น อาการคันที่แตกต่างกันออกไปจะยังคงอยู่ ขึ้นอยู่กับบริเวณไหนที่สุนัขโดนกัดหรือต่อย ชนิดของของแมลง และ/หรือความไวต่อน้ำลายหรือพิษของแมลงนั้น ๆ ในตอนนี้เราจะมาเจาะจงกันถึงหมัดและเห็บ

1. หมัด

หมัดจะอยู่กระจุกตัวกันในบริเวณรอบหัว คอ ขาหนีบ ฐานของหาง และบริเวณรอบอวัยวะเพศ ที่เหล่านี้จะเป็นที่ที่สุนัขจะเกิดอาการคันและเกา หมัดจะกระโดดขึ้นบนตัวสุนัขเพื่อกินเลือดเป็นอาหาร ย่อยเลือดแล้วถ่ายออกมาเป็นขี้หมัด มีลักษณะเป็นจุดสีดำคล้ายเม็ดพริกอยู่เป็นหย่อม ๆ บนผิวหนัง ถ้าคุณสังเกตเห็นจุดลักษณะคล้ายขี้หมัดอยู่บนตัวสุนัขของคุณ ใช้ผ้าหรือทิชชูเปียกสีขาวเช็ดไปที่ขี้หมัดที่สงสัย ผ้าเปียกจะละลายขี้หมัด เหลือทิ้งไว้เป็นคราบเจือสีชมพูหรือส้ม

น้ำลายของหมัดก่อให้เกิดการแพ้มาก หมัดตัวเดียวสามารถเป็นสาเหตุของโรคผิวหนังภูมิแพ้หมัด (FAD) ที่ทำให้สุนัขของคุณคันที่บริเวณรอบ ๆ รอยกัดหรือทั้ง ร่างกายได้เลยทีเดียว

2. เห็บ

เห็บเป็นปรสิตเลื้อยคลานที่เคลื่อนที่จากใบไม้ร่วง ใบหญ้า และพื้นผิวแวดล้อมอื่น ๆ ลงบนตัวสุนัขของเรา เห็บมีโอกาสที่จะติดขนขึ้นไปได้เมื่อสัตว์เลี้ยงเดินผ่าน ดังนั้น ที่ที่มักจะพบเจอเห็บ คือ ส่วนหน้า หัว หู ส่วนที่หันไปทางด้านหน้าของร่างกาย และแขนขา เหมือนกับหมัด เห็บต้องการกินเลือดเพื่ออยู่รอด นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมรอยกัดของเห็บทำให้เกิดการอักเสบในจุดที่มันสูบเลือด และจะยิ่งแย่ลงเมื่อเห็บติดอยู่นานพอที่จะปล่อยน้ำลายลงไปในผิวหนัง ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องรองลงมาจากรอยกัดของเห็บก็คือ การติดเชื้อที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเรียที่อาจเกิดขึ้น และนำไปสู่การระคายเคืองและอาการคันในเวลาต่อมา

3. ไร

ตัวไรคล้ายกับไรขี้เรื้อนเช่น ขี้เรื้อนแห้ง ขี้เรื้อนเปียก และอื่น ๆ เป็นแมลงตัวจิ๋วที่อาศัยฝังตัวและกินอยู่ในชั้นผิวหนัง รอยเคี้ยวของมันที่ขุดลึกลงไปในชั้นผิวหนังก่อให้เกิดแผลอักเสบและนำไปสู่การติดเชื้อในชั้นทุติยภูมิ (แบคทีเรีย ยีสต์ และอื่น ๆ)

บาดแผลที่ผิวหนังจากตัวไรขี้เรื้อนจะแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย แต่บริเวณที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเห็นจะเป็น รักแร้ ง่ามขา ริมหู และบริเวณที่มีขนขึ้นไม่มาก เช่น ข้อศอก และอื่น ๆ อาการชั้นทุติยภูมิของโรคเรื้อนในสุนัข คือ อาการบวมแดง ขนร่วง ผิวหนังแห้งแตกเป็นแผ่น มีของเหลวไหลที่แผล และบาดแผลต่าง ๆ

วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันอาการผิวหนังมีอาการแพ้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกคืออะไร

คุณในฐานะเจ้าของมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความรู้สึกไม่สบายตัวที่อาจเกิดขึ้นกับสุนัขของคุณเมื่อผิวหนังมีอาการแพ้จากรอยกัดของหมัดและเห็บ หมัด เห็บ และสัตว์ที่สามารถกัดต่อยสามารถส่งผ่านแบคทีเรีย ปรสิต และไวรัสที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และส่งผลต่อชีวิตในเวลาต่อมา  นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการป้องกันถือว่าเป็นกุญแจสำคัญของเรื่องนี้

ลดอัตราเสี่ยงในการเผชิญกับเห็บและหมัดโดยการหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ในบริเวณที่มีเห็บและหมัดชุกชุม เช่น ป่า สวนสาธารณะสุนัข สถานรับเลี้ยง คอกสัตว์และอื่น ๆ การใช้การป้องกันเห็บและหมัดถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากสัตว์เลี้ยงมีความต้องการในการใช้แต่ละผลิตภัณฑ์ต่างกัน คุณควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อระบุว่าการป้องกันประเภทใดที่เหมาะสมที่สุด รวมไปถึง ยาใช้เฉพาะที่ ปลอกคอ หรือ ยากิน

การป้องกันอาการแพ้ที่ผิวหนังบางทีอาจจะซับซ้อนอยู่สักหน่อย เนื่องจากเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ การรักษาอาจจะมีการใช้ยากิน ยาฉีด ยาใช้เฉพาะที่ แชมพู ครีมนวด อาหารเสริม (กรดไขมันอิ่มตัว และอื่น ๆ) ส่วนประกอบที่ทันสมัย การใช้โภชนาการอาหารทั้งส่วน การแปรงขนและอาบน้ำอย่างเป็นประจำ ระบบการกรองอากาศที่ดี และการจำกัดการเผยผิวต่อสิ่งแวดล้อม อาจจะช่วยป้องกันหรือลดความเสี่ยงที่สัตว์เลี้ยงของคุณจะมีอาการของอาการแพ้ที่ผิวหนังไม่มากก็น้อย


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป