โรคที่ทำให้เกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุนและเสียการทรงตัว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 17, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที

โรคที่ทำให้เกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุนและเสียการทรงตัว

นอกจากอาการเวียนหัวบ้านหมุนซึ่งเกิดจากสาเหตุอื่นๆ  แล้วยังมีอีกหลายสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเสียการทรงตัว  อาการสูญเสียการได้ยิน  หรือมีเสียงดังรบกวนในหูได้

“โรคทางหู”  ที่มีความเกี่ยวข้องกับอาการเวียนหัวบ้านหมุนและเสียการทรงตัว

  • โรคหูน้ำหนวก (Otitis  Media)

โรคหูน้ำหนวกประเภทเฉียบพลัน  อาจทำให้เชื้อโรคลุกลามเข้าสู่หูชั้นใน (Toxic  Labyrinthitis)ได้

ส่วนโรคหูน้ำหนวกประเภทเรื้อรัง  อาจมีภาวะโคเลสเทียโทมา (Cholesteatoma)  หรือการกัดกร่อนกระดูกในหูชั้นใน  ทำให้เกิดการระคายเคืองที่ปลายประสาทหูชั้นใน  ก่ออาการเวียนศีรษะอย่างรุนแรงและมีหนองไหลออกจากหู  ในกรณีนี้ผู้ป่วยมักมีประวัติเป็นโรคหูน้ำหนวกอย่างชัดเจน

  • โคเลสเทียโทมา (Cholesteatoma)

เป็นผิวหนังในหูชั้นนอกที่จะเดินเข้าไปสู่หูชั้นกลาง  โดยปรกติเยื่อบุผิวบริเวณนี้จะมีการหลุดลอกและมีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน  แต่เมื่อมีการหมักหมมมากๆจะรวมตัวกันเป็นก้อน  ทำให้เกิดแรงดันเพิ่มขึ้นในหูชั้นกลางและโพรงกระดูกมาสตอยด์  ซึ่งสามารถทำลายโครงสร้างต่างๆ  เช่น  กระดูกหูสามชิ้น  ทำให้เกิดการนำเสียงผิดปกติอาจลุกลามไปสู่สมองได้

  • ความผิดปรกติของ หูชั้นกลางเนื่องจากหวัด (Eustachian  Tube  Dysfunction)

การเป็นหวัดอาจทำให้มีเชื้อโรคลุกลามเข้าสู่หูชั้นกลางได้หรืออาจเกิดการบวมของท่อ ยูสเตเชียน  ทำให้ไม่สามารถปรับความดันในหูชั้นกลาง  เช่น  เวลาเครื่องบินขึ้นหรือลงจะกระทบกระเทือนความดันในหูชั้นใน  และรบกวนการทำงานของปลายประสาทการทรงตัวได้ด้วย

  • โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการเวียนศีรษะ  โรคนี้เป็นความผิดปกติในหูชั้นในที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด  อาการสำคัญมีสามประการ  คือ  อาการเวียนศีรษะเฉียบพลัน  อาการหูอื้อได้ยินไม่ชัด  และมีเสียงดังในหูข้างนั้นๆ  ทั้งนี้อาการนำอาจเป็นอาการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

ที่สำคัญคือ  เมื่อเป็นแล้วถ้าไม่ได้รับการรักษาจริงจังก็จะเป็นๆ หายๆ  ประสิทธิภาพการได้ยินจะแย่ลง  และอาจเป็นกับหูทั้งสองข้างก็ได้

“อาการทางกายอื่นๆ”  ที่มีความเกี่ยวข้อง

  • อาการเวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่า (Positional  Vertigo)

ลักษณะเฉพาะของอาการเวียนศีรษะแบบนี้คือ  การเวียนศีรษะของผู้ป่วยจะเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่หันศีรษะไปทางใดทางหนึ่งเท่านั้น  อาการเวียนศีรษะลักษณะนี้ต้องแยกให้ออกก่อนว่าไม่ใช่อาการของเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอหรือความดันเลือดตกขณะเปลี่ยนท่า  เช่น  จากท่านั่งเป็นยืน  หรือจากท่าก้มเป็นยืน  อาการเวียนศีรษะจะเกิดขึ้นประมาณ 1 นาทีขณะเปลี่ยนท่าอย่างรวดเร็ว  ซึ่งมักเป็นร่วมกับโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคความดันโลหิตต่ำ  และมักเป็นในผู้สูงอายุซึ่งอาจมีอาการกระดูกคอเสื่อมหรือกระดูกกดทับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเวลาแหงนหน้าหรือหันศีรษะ

ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการเวียนศีรษะขณะล้มตัวลงนอนหรือพลิกตัวซึ่งมักเกิดขึ้นขณะตะแคงไปข้างใดข้างหนึ่ง  ผู้ป่วยจะมีอาการวูบและรู้สึกเหมือนบ้านหมุนอยู่ประมาณหลักวินาทีเท่านั้น  และอาการจะหายไปเองภายในเวลาไม่เกิน 1 นาที  ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเรียนรู้ได้เองว่าท่าไหนจะทำให้เกิดอาการ  จึงสามารถระมัดระวังตัวเองได้  อาการเช่นนี้พบบ่อยและหายเองได้  แต่ก็อาจกลับมาเป็นได้อีก  ภาวะผิดปกติที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะประเภทนี้มีหลายประการ  ส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติของก้อนหินปูนในช่องหูที่ทำหน้าที่รักษาสมดุลร่างกายตามแรงโน้มถ่วงของโลก  จึงเรียกว่า “โรคหินปูนในหูหลุด” (Bening  Paroxysmal  Positional  Vertigo – BPPV)  ซึ่งสามารถรักษาโดยการทำกายภาพบำบัด

วิธีการ คือ  ให้ผู้ป่วยบริหารศีรษะและลำคอเพื่อช่วยฝึกระบบการทรงตัว  หรือทำท่าพลิกตัว  360 องศา  หรือพลิกตัวตะแคงกลับซ้ายขวา 180 องศา  ให้หินปูนหลุดไปยังตำแหน่งอื่น  อย่างไรก็ตามผู้ป่วยควรต้องให้แพทย์วินิจฉัยอาการของโรคที่มีสาเหตุจากสมองด้วย



การบริหารศีรษะเพื่อเคลื่อนตำแหน่งของหินปูนที่หลุด  ไม่ให้กระทบคูปุลา (Semont  Maneuver  for  Repositioning  Therapy)

  • อาการเวียนศีรษะจากสมองขาดเลือดชั่วขณะ (Vertebrobasilar  Arterial  Insufficiency – VBI  หรือ  TIA)

มักพบในผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติของกระดูกคอ  เช่น  มีการเสื่อมของกระดูกคอหรือกระดูกงอก (Cervical  Spondylosis หรือ Spur) จะมีอาการเวียนศีรษะเมื่อหันศีรษะไปมาหรือแหงนหน้ามากๆ  เพราะกระดูกที่งอกจะไปกดทับหลอดเลือดแดงทำให้ก้านสมองขาดเลือดชั่วคราว  แต่มักเป็นแค่ช่วงสั้นๆประมาณ 1 นาที

บางรายอาจมีอาการเฉพาะ  คือ  เข่าอ่อน  ทรุด  ล้ม  ตาพร่า  เห็นภาพซ้อน  พูดไม่ชัด  มือ – เท้าชา  งุ่มง่ามร่วมด้วย  ซึ่งการเอกซเรย์กระดูกคอจะช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคได้

การเสื่อมการอักเสบและความผิดปกติอื่นๆที่มีความเกี่ยวข้อง

  • การเสื่อมของประสาทการทรงตัวจากการติดเชื้อเฉพาะอย่าง (CNS  Degenerative  Disease)

เช่น  การติดเชื้อซิฟิลิส (ยังไม่พบในบ้านเรา)  อาจมีผลต่อระบบประสาทการทรงตัวและระบบประสาทส่วนกลาง  ซึ่งเป็นได้ทั้งผู้เป็นซิฟิลิสแต่กำเนิดโดยติดเชื้อผ่านแม่ (Late  Congenital)  และผู้ป่วยซิฟิลิสระยะ 3-4  (Acquired  Tertiary  Syphilis)  ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายโรคน้ำในหูไม่เท่ากันจึงอาจวินิจฉัยได้ยาก  การตรวจปฏิกิริยาในน้ำเหลืองเพื่อหาระดับ  VDRL, TPHA และ FTA – ABS จะช่วยให้การวินิจฉัยโรคซิฟิลิสทำได้ง่ายขึ้น

  • การอักเสบของประสาทการทรงตัว  (Vestibular  Neuronitis)

ผู้ป่วยจะมีอาการเสียการทรงตัวอย่างเฉียบพลัน  อาจรุนแรงถึงขั้นคลื่นไส้  อาเจียน  บ้านหมุน  แต่มักไม่มีอาการทางหูหรือสูญเสียการได้ยินร่วมด้วย  สามารถพบได้ทุกช่วงอายุ  อาการจะคงอยู่เป็นเวลานาน  บางรายอาจเป็นถึง 2 สัปดาห์  หากทำการตรวจการทำงานของประสาทการทรงตัวจะพบว่าข้างใดข้างหนึ่งไม่ทำงาน  มักพบร่วมกับภาวะเจ็บคอ  เป็นหวัด  การติดเชื้อไวรัสของทางเดินหายใจส่วนต้น   ก็อาจเป็นสาเหตุได้

  • เนื้องอกของประสาทการทรงตัว

สมัยก่อนนิยมเรียกว่า Acoustic Neuroma  เนื่องจากผู้ป่วยมักมาหาแพทย์ด้วยอาการสำคัญ  คือสูญเสียการได้ยินของหูไปข้างใดข้างหนึ่ง  โดยอาการจะเป็นช้าๆ  ต่อมาจะเริ่มเสียการทรงตัว  เช่น  เดินเซขณะเปลี่ยนท่า  มักไม่มีอาการเวียนศีรษะร่วมด้วย  เนื่องจากเนื้องอกชนิดนี้จะเติบโตอย่างช้าๆ  ประสาทการทรงตัวจึงสามารถปรับตัวได้  แต่อาการสูญเสียการได้ยินจากการกดทับประสาทการรับเสียง  เมื่อเนื้องอกโตมากขึ้นอาจทำให้มีอาการชาหรือเป็นอัมพาตหรือบริเวณใบหน้าข้างนั้นร่วมด้วย  เนื่องจากมีการกดทับเส้นประสาทใบหน้าคือประสาทสมองคู่ที่ 7  ร่วมกับประสาทได้ยินคู่ที่ 8  แม้ว่าเนื้องอกชนิดนี้จะโตช้าและไม่ร้ายแรง  แต่หากปล่อยทิ้งไว้  เนื้องอกอาจลุกลามเข้าสู่ภายในกะโหลกศีรษะแล้วไปเบียดก้านสมองจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

นองจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถนำไปสู่อาการเสียการทรงตัว  การสูญเสียการได้ยิน  หรือมีเสียงดังรบกวนในหูอีก  ได้แก่

  • การได้รับยาหรือสารที่เป็นพิษต่อประสาทการทรงตัว  (Toxic  Labyrinthitis)

เช่น  ยาปฏิชีวนะในกลุ่มแอมิโนกลัยโคไซด์  ได้แก่  ยาสเตรปโตมัยซิน (Streptomycin)  เจนทามิซิน (Gentamicin)  คานามัยซิน (Kanamycin)  และยาควินิน  ยาเหล่านี้อาจส่งผลต่อปลายประสาทการทรงตัว  ประสาทการได้ยินในหูชั้นใน  และอาจมีผลทำลายปลายประสาทได้

  • การบาดเจ็บที่ศีรษะ

หมายถึงการบาดเจ็บที่อาจทำให้กะโหลกศีรษะร้าวมายังส่วนที่เป็นอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน  หรืออาจมีเลือดออกในหูชั้นในจากการกระทบกระเทือน  หรือเกิดการตกเลือดในสมองส่วนที่เกี่ยวกับการทรงตัว  นอกจากนี้อาการไอหรือจามอย่างรุนแรงก็อาจทำให้เกิดการทะลุของเยื่อที่กั้นระหว่างหูชั้นกลางและหูชั้นใน  จึงอาจเป็นอันตรายต่อปลายประสาทหูชั้นในจนเสียการทรงตัวหรือหูดับฉับพลันได้

คุณสามารถอ่านข้อมูลดีๆมีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมที่หนังสือ "โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน" โดยศาสตราจารย์เกีนรติคุณ แพทย์หญิงสุจิตรา ประสานสุข จากสำนักพิมพ์ Amarin Health เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่