Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
พญ. ธวัลรัตน์ ปานแดง
ยา

ยาขับปัสสาวะ: สิ่งที่ต้องรู้

ยาขับปัสสาวะใช้รักษาโรคอะไรได้บ้าง มีกี่ชนิด มีผลข้างเคียง หรือความเสี่ยงหรือไม่
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2020 รีวิวเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,107,099 คน

ยาขับปัสสาวะ: สิ่งที่ต้องรู้

ยาขับปัสสาวะเป็นยาที่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำ และเกลือที่ถูกขับออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ Thiazide (ไธอะไซด์) Loop (ลูป) Potassium-sparing (โพแทสเซียม-สแปริ่งไดยูเรติก) มักใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง รวมถึงโรคอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 กลุ่ม แต่ไม่ได้ช่วยในการรักษาความดันโลหิตสูง ได้แก่ carbonic anhydrase inhibitor (คาร์บอนิก แอนไฮเดรส อินฮิบิเตอ) และ osmotic diuretic (ออสโมติก ไดยูเรติก)

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจสุขภาพประจำปีทุกช่วงวัย

🩺 จูงมือกันไปตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคร้ายต่างๆ กันดีกว่า หากตรวจพบเร็ว ก็รักษาหายเร็ว

Healthcheckupinternal ad

การใช้ยาขับปัสสาวะ

ยาขับปัสสาวะ นิยมใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง โดยจะไปช่วยลดปริมาณน้ำในเส้นเลือด จึงช่วยลดความดันโลหิตได้ 

ส่วนโรคอื่นๆ ที่ใช้ยาขับปัสสาวะในการรักษา คือ ภาวะหัวใจวาย ซึ่งเป็นภาวะที่หัวใจนั้นสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้ไม่ดี ทำให้เกิดสารน้ำสะสมในร่างกาย และทำให้เกิดอาการบวม ยาขับปัสสาวะจะช่วยลดสารน้ำส่วนเกินเหล่านี้

ชนิดของยาขับปัสสาวะ

ยาปัสสาวะนั้นมี 3 ชนิดคือ Thiazide, Loop และ Potassium-sparing ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนั้นจะทำให้ร่างกายขับสารน้ำออกมามากขึ้นในรูปแบบปัสสาวะ

ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide

Thiazide เป็นยาที่มีการใช้มากที่สุด และมักใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ยากลุ่มนี้ไม่เพียงแต่ลดสารน้ำในร่างกายเท่านั้น แต่ยังทำให้หลอดเลือดคลายตัว บางครั้งอาจจะมีการใช้ร่วมกับยาลดความดันกลุ่มอื่นได้ 

กลไกการออกฤทธิ์

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจสุขภาพประจำปีทุกช่วงวัย

🩺 จูงมือกันไปตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคร้ายต่างๆ กันดีกว่า หากตรวจพบเร็ว ก็รักษาหายเร็ว

Healthcheckupinternal ad

ยาในกลุ่มนี้จะยับยั้งกลไกการดูดกลับเกลือแร่ชนิดโซเดียมและคลอไรด์ที่ท่อไตส่วนปลาย ทำให้ปริมาณน้ำถูกดูดกลับสู่เลือดลดลงด้วย

ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น

  • Chlorothiazide (โคลโรไธอะไซด์ )
  • Chlorthalidone (โคลธาลิโดน)
  • Hydrochlorothiazide (ไฮโดรโคลโรไธอะไซด์)
  • Metolazone (เมโทลาโซน)
  • Indapamide (อินดาพาไมด์)

ยาขับปัสสาวะแบบ Loop

ยาขับปัสสาวะในกลุ่มนี้มักจะใช้รักษาภาวะหัวใจวาย 

กลไกการออกฤทธิ์

ยาในกลุ่มนี้จะเพิ่มการขับโซเดียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ที่ส่วนท่อไต บริเวณ ลูป ออฟ เฮนเล (loop of henle)

ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจสุขภาพประจำปีทุกช่วงวัย

🩺 จูงมือกันไปตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคร้ายต่างๆ กันดีกว่า หากตรวจพบเร็ว ก็รักษาหายเร็ว

Healthcheckupinternal ad
  • Torsemide (ทอร์เซไมด์)
  • Furosemide (ฟูโรซีไมด์)
  • Bumetanide (บูเมทาไนด์)
  • Ethacrynic acid (อีธาไครนิค แอคซิด)

ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Potassium-sparing

ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Potassium-sparing จะช่วยลดสารน้ำที่อยู่ในร่างกาย โดยไม่ทำให้เสียโพแทสเซียมซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกาย ในขณะที่ยาขับปัสสาวะกลุ่มอื่นนั้นจะขับโพแทสเซียมออกไปด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหา เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ ยากลุ่มนี้จะใช้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงว่า มีระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำ เช่น ผู้ที่กำลังรับประทานยาตัวอื่นที่ทำให้โพแทสเซียมลดลง

ยาในกลุ่มนี้ลดความดันได้ไม่ดีเท่ากับยาขับปัสสาวะกลุ่มอื่น ดังนั้นแพทย์อาจจะสั่งยาควบคู่กับยาลดความดันตัวอื่น

ตัวอย่างยาในกลุ่ม Potassium-sparing เช่น

  • Amiloride (อามิโลไรด์)
  • Spironolactone (สไปโรโนแลคโทน)
  • Triamterene (ไทรแอมเทรีน)
  • Eplerenone (อีพลีรีโนน)

ผลข้างเคียงของยาขับปัสสาวะ

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย

ผลข้างเคียงที่รุนแรง

ในบางรายอาจจะมีผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ เช่น

  • แพ้ยา
  • ไตวาย
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ

สิ่งที่ต้องทำ

หากมีผลข้างเคียงในระหว่างที่รับประทานยาควรปรึกษาแพทย์ แพทย์อาจจะพิจารณาเปลี่ยนยา หรืออาจจะใช้ยาอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อลดผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น แต่ไม่ว่าคุณจะมีผลข้างเคียงหรือไม่ อย่าหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

ความเสี่ยงของการใช้ยาขับปัสสาวะ

ยาขับปัสสาวะเป็นยาที่ปลอดภัย แต่ก็อาจจะมีความเสี่ยงได้ หากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอื่นๆ หรือใช้ยาตัวอื่นอยู่ ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มใช้ยาขับปัสสาวะต้องแจ้งแพทย์ทุกครั้ง ถ้ามีภาวะต่อไปนี้

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ก่อนที่จะเริ่มใช้ยาตัวใหม่ทุกชนิด ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาตัวอื่นที่กำลังรับประทานอยู่ ทั้งยาที่แพทย์สั่ง สมุนไพร หรืออาหารเสริม โดยเฉพาะยาที่อาจจะทำปฏิกิริยากับยาขับปัสสาวะ เช่น

  • Cyclosporine (ไซโคลสปอรีน)
  • ยาต้านเศร้าเช่น Fluoxetine (ฟลูออกซิทีน) และ Venlafaxine (เวนลาฟาซีน)
  • ลิเทียม
  • Digoxin (ไดจอกซิน)
  • ยาลดความดันตัวอื่น

Q&A

ยาขับปัสสาวะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้หรือไม่

ยาขับปัสสาวะนั้นจะขับน้ำออกจากร่างกาย ทำให้น้ำหนักลดลง แต่ไม่ได้ลดลงอย่างถาวร ยิ่งไปกว่านั้นการใช้ยาขับปัสสาวะ เพื่อลดน้ำหนักอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ และเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้ หากใช้ไม่เหมาะสม อาจทำให้ไตวายตามได้ อย่าใช้ยาขับปัสสาวะเองโดยไม่อยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้ยาทุกชนิด เพราะแพทย์สามารถช่วยบอกได้ว่า ยา หรือผลิตภัณฑ์เหล่านั้นปลอดภัยสำหรับคุณหรือไม่

ที่มาของข้อมูล

นพ.เอกพงศ์ สระบงกช, Poison & Drug Information Bulletin (https://med.mahidol.ac.th/poisoncenter/sites/default/files/public/pdf/bulletin/bul2012/bul2012_No1.pdf), March 2012

ภก.ณัฐพล วงศ์เวียงกาญจน์, “ยาขับปัสสาวะ” ใช้อย่างไรให้ถูกกับโรค (https://med.mahidol.ac.th/ramachannel/home/ondemand/ยาขับปัสสาวะ-ใช้อย่าง/), 18 กรกฎาคม 2560

พบหมอรามาฯ : “คนอยากผอม” ระวังเร่งลดน้ำหนักเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน (https://med.mahidol.ac.th/ramachannel/home/article/เร่งลดน้ำหนัก/)


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป