มะเร็งและโรคร้าย

ไทฟอยด์

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 2, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 411,356 คน

ไทฟอยด์

ไทฟอยด์ หรือไข้ไทฟอยด์ เป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต โดยเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซาโมเนลลา (Salmonella typhi.) ซึ่งองค์กรควบคุมโรค หรือ CDC (Center for Disease Control) พบว่า 21.5 ล้านคนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเป็นโรคไทฟอยด์ในแต่ละปี

เนื้อหา โรคไทฟอยด์

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

สาเหตุ

  • ปัจจัยเสี่ยง
  • อาการ
  • การวินิจฉัย
  • การรักษา
  • โรคแทรกซ้อน
  • การป้องกัน

สาเหตุ

ไทฟอยด์ หรือไข้ไทฟอยด์ เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซาโมเนลลา (Salmonella typhi.) แพร่กระจายได้ง่ายในแหล่งน้ำปนเปื้อน หรืออาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ถูกสุขลักษณะ โดยแบคทีเรียจะอยู่ในร่างกายบริเวณลำไส้และกระแสเลือด และส่งต่อไปยังอุจจาระและปัสสาวะ ดังนั้นการแพร่กระจายของโรคจึงเกิดจากสิ่งปฏิกูลเหล่านี้จากผู้ป่วยปะปนลงในแหล่งน้ำดื่ม หรืออาหารที่ไม่ถูกสุขอนามัย

อาการ

อาการของโรคจะเกิดขึ้นหลังจากผู้ป่วยได้รับเชื้อประมาณ 1-3 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ระยะฟักตัวของเชื้อประมาณ 7-14 วัน โดยอาการของโรคมีดังนี้

  • ปวดศีรษะ
  • ท้องผูกหรือท้องเสีย
  • ไข้สูง
  • ง่วงซึม
  • เบื่ออาหาร
  • ตับ ม้ามโต
  • มีจุดแดงบริเวณหน้าอก
  • แน่นหน้าอก
  • ปวดท้อง
  • เหนื่อยล้า
  • หนาวสั่น
  • ปวด และไม่มีแรง

การวินิจฉัย

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

วินิจฉัยโดยการตรวจร่างกาย เพื่อหาอาการของโรค ทั้งนี้ต้องดูประวัติการใช้ยา ประวัติการเป็นโรค ประวัติการเดินทางของผู้ป่วยด้วย เพื่อประเมินการติดเชื้อ

ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count; CBC) หากเป็นโรคจะมีค่านี้ขึ้นสูง โดยปริมาณเม็ดเลือดขาว (WBC) จะสูง

  • การเพาะเชื้อ จะนำเลือดมาเพาะหาเชื่อแบคทีเรีย โดยจะทำตั้งแต่ช่วงแรกของการเริ่มเป็นโรค
  • การทดสอบด้วยวิธีอีไลซา (ELISA) เป็นการวินิจฉัยโรคโดยนำปัสสาวะผู้ป่วยมาตรวจสอบ เพื่อดูแบคทีเรียที่ก่อโรค
  • การตรวจโดยการใช้แอนติบอดี (Fluorescent antibody) วิธีนี้จะใช้สารใดก็ได้ที่มีความจำเพาะเจาะจงกับแบคทีเรียชนิดนี้มาทดสอบ
  • ปริมาณเกล็ดเลือด ผู้ป่วยจะมีปริมาณเกล็ดเลือดต่ำ
  • การเพาะเชื้อโดยใช้อุจจาระ เพื่อเป็นการตรวจหาเชื้อในอุจจาระ

การรักษา

ใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น  ciprofloxacin หรือ ceftriaxone แต่อย่างไรก็ตามบางครั้งเชื้อมีการดื้อต่อยาดังนั้นจึงต้องเลือกใช้ให้ถูกต้อง และควรดื่มน้ำสะอาดมากๆ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

โรคแทรกซ้อน

  • ไตวาย
  • เลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรง
  • ลำไส้ทะลุ
  • เยื่อบุช่องท้องอักเสบ

การป้องกัน

  • รักษาความสะอาดและรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย
  • ล้างมือบ่อยๆ
  • เตรียมอาหารด้วยวิธีที่ถูกสุขอนามัย
  • รับประทานอาหารที่ร้อนและปรุงสุกใหม่ๆ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานผักหรือผลไม้ดิบ และดื่มน้ำที่สะอาด
  • รักษาความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องครัว
  • หากต้องเดินทางไปในที่ที่มีความเสี่ยงของโรคควรรับวัคซีนก่อนที่จะเดินทาง

 


ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
การส่งอุจจาระตรวจเพาะเชื้อจะส่งตรวจเมื่อไหร่และทำไมต้องส่งตรวจ
การส่งอุจจาระตรวจเพาะเชื้อจะส่งตรวจเมื่อไหร่และทำไมต้องส่งตรวจ

การส่งตรวจที่ทำกันทั่วไปและไม่เจ็บตัวนี้ใช้เพื่อการวินิจฉัยโรคของทางเดินอาหาร