Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

คางทูม

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,374,439 คน

คางทูม

คางทูมเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คางทูมเป็นโรคติดต่อและพบได้บ่อยในเด็ก ลักษณะเด่นคือมีการปวดและบวมโตของต่อมน้ำลายด้านข้างแก้ม หรือต่อมน้ำลายพาโรติด (parotid glands)

เนื้อหา โรคคางทูม

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614
  • สาเหตุ
  • ปัจจัยเสี่ยง
  • อาการ
  • การวินิจฉัย
  • การรักษา
  • โรคแทรกซ้อน
  • การป้องกัน

สาเหตุ

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสคางทูม ซึ่งแพร่กระจาย ติดต่อสู่ผู้อื่นได้ง่ายผ่านน้ำลายของผู้ป่วย โดยการสัมผัสหรือหายใจเอาน้ำลายจากการไอหรือจามของผู้ป่วยเข้าไป หรือเกิดจากการใช้สิ่งของร่วมกันกับผู้ป่วยเช่น ช้อน ส้อม แก้วน้ำ เป็นต้น

อาการ

โรคคางทูม มีอาการเริ่มแรกคือมีไข้ 2-3 วัน ปวดหัว ปวดบริเวณกล้ามเนื้อ เหนื่อยล้า และเบื่ออาหาร จากกนั้นจะมีการบวมโตของต่อมน้ำลาย ประมาณ 20% ของผู้ป่วยโรคคางทูมจะไม่แสดงอาการของโรค ในผู้ป่วยเพศชายที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ มีประมาณ 10-20% มีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อบริเวณอัณฑะได้ด้วย

การวินิจฉัย

หากแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคทางทูม อาจจะต้องทดสอบทางห้องปฏิบัติการได้แก่ ตรวจเลือด หรือ ทดสอบหาเชื้อไวรัสโดยวิธีพีซีอาร์ (PCR)  เมื่อเราเป็นโรคร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีขึ้นเพื่อต่อสู้กับไวรัส ดังนั้นหากสงสัยเป็นคางทูมอาจตรวจได้โดยการทดสอบหาแอนติบอดีได้เช่นกัน

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614

การรักษา

โรคเกิดจากเชื้อไวรัส ดังนั้นยาปฏิชีวนะจะใช้ไม่ได้ผล และทำได้เพียงรักษาไปตามอาการ และจะหายได้เองในเวลา 2 สัปดาห์ การพักผ่อนให้เพียงพอเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด นอกจากนี้ยังมีวิธีที่ช่วยลดความเจ็บปวดได้ และช่วยป้องกันการติดต่อสู่ผู้อื่น ได้ดังนี้

  • พักผ่อนจนกว่าอาการไข้จะหาย
  • แยกตัวเองออกจากผู้อื่นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรคสู่ผู้อื่น อาจใช้ยาแก้ปวดหากมีอาการปวดมาก
  • ประคบร้อนหรือประคบเย็นเพื่อช่วยลดความเจ็บปวดและลดบวม
  • เลี่ยงการรับประทานอาหารที่ต้องเคี้ยวเยอะ รับประทานอาหารอ่อน เช่น ซุป
  • เลี่ยงการรับประทานผลไม้รสเปรี้ยว หรือน้ำผลไม้ ซึ่งจะทำให้หลั่งน้ำลายออกมากขึ้น
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

โรคแทรกซ้อน

คางทูมสามารถหายได้เองและมีโรคแทรกซ้อนได้น้อยมาก โรคแทรกซ็อนที่อาจเป็นไปได้คือ การอักเสบ บวมแดง ในบางบริเวณได้ เช่น อัณฑะ ตับอ่อน รังไข่ เต้านม และเนื้อเยื่อสมองและของเหลวรอบสมองและไขสันหลัง คางทูมอาจทำให้สูญเสียการได้ยิน และแท้งบุตรได้แต่พบได้น้อยมาก

การป้องกัน

ปกติในร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันอยู่บ้างแล้วจากการเคยติดเชื้อต่างๆ หรือเคยได้รับวัคซีนมาก่อน วัคซีนจะรวมกับโรคหัดและหัดเยอรมันด้วย ชื่อว่าวัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ (measles-mumps-rubella ,MMR) ซึ่งจะให้ในเด็กทุกคน แบ่งให้ 2 ครั้ง คือ

  • ครั้งแรก ในช่วงอายุ 12-15 เดือน
  • ครั้งที่สอง ให้ช่วงอายุ 4-6 ปี หรือ 11-12 ปี

เมื่อได้รับครบทั้ง 2 ครั้ง วัคซีนจะป้องกันการเกิดโรคคางทูมได้ 95%

 


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป