ความรู้สุขภาพ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Direct bilirubin และ AST กับ ตับ!

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 702,480 คน

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Direct bilirubin และ AST กับ ตับ!

Direct bilirubin

คำแนะนำ ต้องงดอาหารก่อนเจาะเลือดอย่างน้อย 8 ชั่วโมง

วัตถุประสงค์

                เพื่อจะทราบค่า บิลิรูบิน ชนิดที่ละลายน้ำได้ หรือถูก conjugated จากตับแล้วว่ามีจำนวนไหล้นเข้าสู่กระแสเลือด จนสามารถวัดค่าได้ว่า อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่

คำอธิบายอย่างสรุป

                1. ภาพโดยรวมของ Direct bilirubin นั้น เกิดจากการที่ตับนำเอา bilirubin ที่ลอยอยู่ในเลือดนำมาประสม (conjugated) กับกรดชนิดหนึ่งจนมันสามารถละลายน้ำได้ กลายเป็นของเหลวสีเหลืองๆ พร้อมที่จะถูกทิ้งออกนอกร่างกายโดยอวัยวะ ดังนี้

                ก. ตับ จับไปรวมกับน้ำดี (bile) แล้วระบายออกทางท่อน้ำดีเข้าสู่ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ปนกับกากอาหารออกพ้นร่างกายไปกับอุจจาระ

                โปรดสังเกตตรงนี้ว่า

                1) หากท่อน้ำดีเกิดอักเสบจนปิดกั้นการไหล หรือ

                2) หากเกิดมีนิ่วในถุงน้ำดี (gallstone) ก็ย่อมปิดกั้นการไหลซึ่งจะเป็นกรณีใดก็ตาม ย่อมมีผลทำให้ Direct bilirubin ท่วมท้นจากตับเข้าสู่กระแสเลือด

                ข. ไต จะจับ Direct bilirubin ที่ละลายปนท่วมท้นมากับเลือดกรองออกทิ้งไปกับน้ำปัสสาวะ

                เรียกว่า พยายามช่วยร่างกายขับของเสียกันอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาสมดุลแห่งการเกิดขึ้นและการขับทิ้ง “ของเสีย” ภายในร่างกาย

                ถึงตรงนี้โปรดสังเกตว่า หากไตเสื่อม ก็ย่อมจะกรอง Direct bilirubin ออกช่วยทิ้งไม่ได้เช่นกัน ในการนี้ ย่อมต้องมีผลทำให้ค่า Direct bilirubin ในเลือดสูงขึ้น

ค่าปกติของ Direct bilirubin

                1. ให้ยึดถือตามข้าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี)

                2. ค่าปกติทั่วไป

Direct bilirubin                   :               0.1 – 0.3 mg/dL

ค่าผิดปกติของ Direct bilirubin

                1. ในทางน้อย อาจแสดงผลว่า

                ก. มีการขับทิ้ง Direct bilirubin โดยตับและไตได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ แต่ในความเป็นจริง ยากที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้

                ข. โดยเหตุผลดังกล่าวในข้อ ก. ตัวเลขที่มีค่าน้อยกว่าปกติจึงไม่มีนัยสำคัญ

                2. ในทางมาก อาจแสดงผลว่า

                ก. อาจเกิดนิ่ว (gallstone) ในถุงน้ำดี จึงปิดช่องทางมิให้ Direct bilirubin ผ่านออกช่องทางท่อถุงน้ำดี (bile duct) ได้ จึงเป็นผลทำให้ Direct bilirubin ล้นเข้าสู่กระเลือด

                ข. อาจเกิดโรคหรือเหตุสำคัญที่กระทบต่อตับ เช่น มะเร็ง อาการฟกช้ำ หรือได้รับการผ่าตัด ฯลฯ จึงอาจทำให้ท่อน้ำดีเกิดสภาวะอุดตัน หรือผ่านไม่สะดวก

                ค. อาจเกิดจากสภาวะภายในอวัยวะของตับเองที่ผิดปกติ ด้วยเหตุที่รับเอา bilirubin มาเปลี่ยนให้เป็น Direct bilirubin หรือเรียกด้วยศัพท์วิชาการแพทย์ยิ่งขึ้นก็ต้องเรียกว่าเป็น conjugated ผbilirubin เรียบร้อยแล้วแต่ไม่อาจปล่อยทิ้งออกทางท่อน้ำดีได้ ทั้งๆที่ ตับก็มีสภาพดี กล่าวคือไม่ได้เป็นมะเร็ง ไม่ได้เป็นนิ่วในถุงน้ำดี และช่องทางท่อน้ำดีก็เป็นปกติทุกประการ แต่อาการคับคั่งล้นขึ้นของ Direct bilirubin ภายในตับ (และต้องโดนออกมานอกตับจนเข้าสู่กระแสเลือด) อย่างนี้จำต้องใช้ศัพท์แพทย์ให้ผ่านตาท่านผู้อ่านไปบ้างกล่าวคือ ตามปกติท่านจะเรียกโรคอย่างเต็มยศว่า idiopathic conjugated hyperbilirubinaemia

idiopathic             =             เกิดขึ้นเอง, ไม่รู้สาเหตุ

conjugated           =             ประสม (กับกรด) แล้ว

hyper                     =             มากเกิน, ล้นเกิน

bilirubin                =             บิลิรูบิน

aemia                     =             สภาวะความเป็นโรค

                รวมความหมายของคำทุกคำแล้วก็พอจะแปลรายชื่อของโรคอย่างเอาใจความได้ว่าเป็น "โรคที่เกิดจากจำนวนบิลิรูบินซึ่งถูกประสมแล้วมีมากล้นเกินขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ"

                สรุปว่า จะเรียกโลกนี้ด้วยศัพท์แพทย์ในภาษาอังกฤษก็ต้องตาลายและกลั้นหายใจกว่าจะอ่านชื่อโรคจบ หากจะอ่านชื่อโรคนี้ในภาษาไทยกว่าจะอ่านจบได้ก็แทบจะเป็นลมเช่นกันโดยเหตุนี้

                โดยเหตุนี้ โรคนี้จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งอย่างสั้นๆ ว่าโรค “โรคโรเตอร์ ซินโดรม” (Rotor syndrome)ตามชื่อของคุณหมอ Arturo Belleza Rotor ชาวฟิลิปปินส์ที่เป็นทั้งแพทย์ นักเขียน นักดนตรี และนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งได้ตรวจศึกษาวิจัยตรงนี้ในตัวผู้ป่วยชาวฟิลิปปินส์และได้รายงานทางการแพทย์ไว้เป็นคนแรกเมื่อปี 1948 สรุปว่า ช่องทางภายในเนื้อตับเองเกิดการอุดตันโดยไม่ทราบสาเหตุ

                อย่างไรก็ตามในระยะต่อมาชื่อของเขาก็ได้รับการยอมรับให้เป็นเชื้อโรคโดยได้ถูกเรียกขานกันมาจนเป็นที่เข้าใจว่านับเป็นอีกรอบหนึ่งที่ทำให้ direct bilirubin ในกระแสเลือดมีค่าสูงขึ้น

AST

คำแนะนำ ต้องงดอาหารก่อนเจาะเลือดอย่างน้อย 8 ชั่วโมง

วัตถุประสงค์

                เพื่อจะทราบค่าเอนไซม์ตัวหนึ่งในชื่อว่า เอ.เอส.ที. ซึ่งอาจแสดงผลเปลี่ยนแปลงจากค่าปกติเมื่อตับหรืออวัยวะอื่นบางแห่งในร่างกายกำลังตกอยู่ในอันตรายหรือมีสภาวะผิดปกติ

                AST ย่อมาจากคำว่า "aspartate aminotransferase"

                แต่เดิมการแพทย์จะใช้คำว่า SGOT ซึ่งมีความหมายและเป็นค่าเดียวกัน

คำอธิบายอย่างสรุป

                1. AST เป็นชื่อเอนไซม์ที่ตรวจพบได้ในกระแสเลือดซึ่งสร้างขึ้นมาจากความเสียหายของตับเม็ดเลือดแดงหัวใจกล้ามเนื้อตับอ่อนหรือไป

โปรดสังเกตในชั้นต้นว่าค่าAST จึงมิใช่เอนไซม์เฉพาะตับแต่บ่งชี้สะท้อนจากทุกเนื้อเยื่อของถูกเอายวะที่เสียหายดังกล่าวข้างต้นแต่ตับมักมีบทบาทแสดงผลต่อการเพิ่ม / ลดของค่า AST บ่อยครั้งมากกว่าอวัยวะอื่น

                2. ค่า AST ที่สูงขึ้นมากเพียงใดย่อมเป็นสัดส่วนโดยตรงสะท้อนให้เห็นถึงจำนวนเซลล์ของอวัยวะ (ต้นทาง) ซึ่งต้องรับอันตรายบาดเจ็บฟกช้ำมากเพียงนั้น

                3. ค่า AST จะเริ่มสูงขึ้นโดยผลของเซลที่ได้รับอันตรายให้ต้องบาดเจ็บเมื่อระยะเวลาผ่านไปประมาณ 8 ชั่วโมง (เช่นกรณีเซลล์ตับได้รับพิษจากเห็ดมีพิษหรือจากยาบางตัวหรือแม้แต่จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์)

                ภายในระยะเวลาประมาณ 24 ถึง 36 ชั่วโมงอาจปรากฏค่า AST ว่าขึ้นสูงที่สุด (peak)

                ภายในระยะเวลา 3-7 วัน ค่า AST อาจกลับคืนลงมาสู่ระดับปกติแต่หากการบาดเจ็บของเซลล์มีลักษณะยืดเยื้อเรื้อรัง (เช่นกรณีของเซลล์ต่ำมีสภาวะอักเสบเรื้อรังจากพิษของสุราหรือถูกไวรัสโจมตี) กรณีอย่างนี้ค่าของ AST ก็ยังคงสูงอยู่ต่อไป

                4. เนื่องจากค่า AST เป็นผลสะท้อนจากการบาดเจ็บของเซลล์เนื้อเยื่อจากอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งในหลายชนิด (ดังกล่าวมาแล้วในข้อ 1 ) โดยเหตุนี้ ค่า AST ซึ่งอาจใช้เป็นเพียงตัวร่วมเพื่อบ่งชี้พร้อมกับค่าผลเลือดตัวอื่นที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะนั้นนั้นเช่นกรณีตัวอย่าง ดังนี้

                ก. กรณีโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (myocardial infarction, MI) ซึ่งจะเป็นเหตุให้เซลล์หัวใจได้รับบาดเจ็บจากการที่มีออกซิเจนไปส่งให้กล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ

การจะวินิจฉัยว่าเกิดสภาวะ MI หรือไม่เพียงใดแพทย์ท่านอาจจะต้องทราบค่าจากผลตรวจเลือดพร้อมกันอย่างน้อย 3 ตัวคือ

                                1) AST ซึ่งแสดงค่าสูงหรือต่ำตามจำนวนเซลล์หัวใจที่บาดเจ็บ

                                2) CPK (creatinine phosphokinase) ซึ่งจะแสดงค่าเฉพาะเอนไซม์ตัวสำคัญของหัวใจ

                                3) LDH (lactic dehydrogenase) จะแสดงค่าเอนไซม์ภายในเนื้อเยื่อของเซลล์ที่บาดเจ็บนั้นนั้นว่าร้ายแรงเพียงใดโดย LDH จะถูกเยอะย่อยเป็นหมายเลขประจำแต่ละอวัยวะหรือเนื้อเยื่อเช่นหัวใจนั้นจะต้องตรวจหาค่าเฉพาะ LDH-1 และ LDH-3 ก็จะทราบระดับความร้ายแรงของโรค MI

                ข. กรณีสภาวะความเสียหายของตับ ในชั้นต้นอาจจำเป็นต้องหาผลเลือดจำนวน 2 ตัว คือ

                                1) AST

                                2) ALT

                5. ค่า AST จะมีความไวต่อการเปลี่ยนค่า (สูงขึ้น / ต่ำลง) ว่าอาจเกิดจากยารักษาโรคอื่นที่แพทย์ท่านสั่งให้กินหรือจากยาสมุนไพรหรือจากสารอาหารเสริมหรือยาผีบอกชนิดใดก็ได้

                ดังนั้นท่านผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณด้วยตนเองหาก AST ที่สูงผิดปกติโดยการตรวจเลือดแล้วพบได้นั้นมันเกิดจากเซลล์อื่นในร่างกายบาดเจ็บหรือว่าเกิดจากเซลล์ตับบาดเจ็บเพราะสิ่งที่ท่านกรอกเข้าปากลงไปนั้นมันไปก่อพิษต่อตับ

                ไม่มีใครจะทราบได้ดีเท่า ตัวท่านเอง !

                6. ข้อสุดท้ายที่เป็นหลักการทางการแพทย์ท่านให้ตระหนักไว้เสมอก็คือเอนไซม์ตับทั้งสองตัว (AST และ ALT) นั้นเพิ่งใช้เพียงเพื่อการเฝ้าตรวจหรือแจ้งเตือนจากโรคตับ (to detect liver disease) ว่า กำลังมี หรือกำลังเป็นโรคได้อยู่หรือไม่แต่ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะนำไปใช้ประเมินประสิทธิภาพการทำหน้าที่ของตับในเชิงปริมาณ (quantitative liver function) เช่น ให้พิจารณาว่าขับน้ำดีออกได้กี่มิลลิกรัมต่อชั่วโมง

ค่าปกติของ AST

                1. ให้ยึดถือตามข้าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี)

                2. ค่าปกติทั่วไป

                                ผู้ชาย      AST      :             8              -              46           U/L

                                ผู้หญิง    AST       :              7              -              34           U/L

ค่าปกติ

                1. ในทางน้อย มักไม่ไข้ปรากฏและไม่มีนัยสำคัญหรืออาจสรุปว่ายังไม่มีโรคสำคัญก็ได้

                2. ในทางมากอาจแสดงผลว่า

                ก. อาจเกิดจากอาการอักเสบหรือเจ็บปวดของเนื้อเยื่อของหัวใจหรือตับหรือกล้ามเนื้อหรือตับอ่อนก็ได้

                ข. ในกรณีค่า AST สูงกว่าปกติไม่มากจนเกินไปนัดจากค่าปกติก็อาจสันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีเหตุมาจาก

                                1) ดื่มแอลกอฮอล์มากเป็นประจำ

                                2) อาจติดเชื้อเวลาจาก “โรคโมโนนิวคลีโอซิส” (mononucleosis) ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “โรคจูบปาก” (the kissing disease) ซึ่งเป็นการติดต่อผ่านทางน้ำลายหรือจากการไอจาม หรือน้ำมูก มีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตับ และม้ามโตกว่าปกติ อาจรักษาได้ด้วยการพักผ่อนให้มาก

                                3) ตับอาจติดเชื้อหรืออักเสบเรื้อรัง

                                4) อาจเกิดมีนิ่วในถุงน้ำดี

                                5) อาจมีการแพร่กระจายของมะเร็งที่เริ่มไปถึงตับ

                                6) อาจเกิดจากการกินยารักษาโรคบางโรค เช่น ยาลดคอเลสเตอรอล ยาแก้เชื้อรา ยาเสพติดหรือแม้แต่แอสไพริน (ประเภท salicylates)

                ค. กรณี AST สูงผิดปกติหรือมากกว่าค่าปกติเกินกว่าหลายเท่าตัวอาจบ่งชี้สภาวะโรค ดังนี้

                                1) กรณี AST สูง 2 – 5 เท่าจากค่าปกติ อาจเป็นสิ่งบอกเหตุแสดงว่าเกิดเป็นโรคมะเร็งตับระยะแพร่กระจาย (metastatic hepatic tumors)โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดปอดอุดตันสภาวะการถอนพิษ (ลงเเดง) จากการหยุดดื่มแอลกอฮอล์ หรือโรคไขมันพอกตับ (fatty liver disease) แต่ศัพท์แพทย์แท้ๆ ท่านจะเรียกตรงนี้ว่า “steatosis”

                                2) กรณี AST สูง 5 – 10 เท่าจากค่าปกติ อาจเป็นสิ่งบอกเหตุแสดงว่ากำลังเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังเช่น จากไวรัส กล้ามเนื้อลีบ (muscular dystrophy) เช่น จากการกินยาลดคอเลสเตอรอล

                                3) กรณี AST สูง 10 – 20 เท่าจากค่าปกติ อาจเป็นสิ่งบอกเหตุแสดงว่ากำลังเกิดสภาวะโลกกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างรุนแรง (severe myocardinal infarction) หรือเกิดความรุนแรงจากการติดเชื้อของ “โรคจูบปาก” (moninucleosis) หรืออาจเกิดโรคตับแข็งจากพิษสุรา

                                4) กรณี AST สูง 20 เท่าจากค่าปกติ อาจเป็นสิ่งบอกเหตุแสดงว่า อาจกำลัง เกิดสภาวะตับอักเสบจากไวรัสอย่างเฉียบพลัน หรือกล้ามเนื้อโครงร่าง (skeleton muscle) ของร่างกายได้รับบาดเจ็บฟกช้ำอย่างรุนแรงหรือภายหลังการรับการผ่าตัดใหญ่หรือกินยา (เพื่อการรักษาโรค) แต่เกิดพิษต่อตับทำให้เซลล์ตับเสียหายหรืออาจเกิดสภาวะอุดตันภายในตับเอง

                ง. สิ่งที่พึ่งระลึกเป็นข้อสุดท้ายก็คือ AST ไม่ใช่เป็นตัวบ่งชี้เฉพาะสภาวะของตับเท่านั้นแต่ AST อาจใช้บ่งชี้ได้สภาวะของหัวใจ กล้ามเนื้อ ตับอ่อน ไต หรือแม้แต่เม็ดเลือดแดง และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ค่า AST พิจารณาร่วมกันกับค่าผลเลือดตัวอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยเสมอ

                ในกรณีวินิจฉัยสภาวะของตับก็ยิ่งจำเป็นต้องใช้ AST พิจารณาร่วมกับค่า ALT ด้วยเสมอ

                หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุนผู้แต่ง (พลเอกประสาร เปรมะสกุล) ได้โดยการซื้อหนังสือ (คู่มือแปลผลการตรวจเลือด)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่