การกินเพื่อสุขภาพ

ระบบย่อยอาหาร

มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง รูปร่างสมส่วน ด้วยการดูแลระบบย่อยอาหารให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
เผยแพร่ครั้งแรก 14 ม.ค. 2018 อัปเดตล่าสุด 11 ก.พ. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 13 ส.ค. 2019 เวลาอ่านประมาณ 4 นาที
ระบบย่อยอาหาร

ระบบย่อยอาหาร (Digestive system) มีความสำคัญต่อร่างกายมาก เพราะ ช่วยย่อยอาหาร ทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าไปซ่อมแซมส่วนต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงช่วยให้ระบบการทำงานต่างๆ เป็นไปได้ปกติ หากอยากมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ผิวพรรณสดใส รูปร่างกระชับสมส่วน ควรให้ความสำคัญการดูแลระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในวันนี้ HonestDocs จะพาไปทำความรู้จักระบบย่อยอาหาร เพื่อการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง 

ระบบย่อยอาหารคืออะไร

การย่อยอาหาร (Digestion) คือการเปลี่ยนสภาพอาหารที่รับประทานเข้าไปจากขนาดใหญ่ ให้กลายเป็นสารอาหารขนาดเล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ อวัยวะที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารจะมีหลายส่วน ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก นอกจากนั้น ยังมีอวัยวะอื่นๆ ที่ไม่ได้มีหน้าที่ย่อยอาหารโดยตรง แต่ทำหน้าที่ช่วยย่อยในทางอ้อม ได้แก่ ตับ ตับอ่อน และต่อมน้ำลาย ซึ่งอวัยวะเหล่านี้จะทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เรียกว่า "ระบบย่อยอาหาร" นั่นเอง 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 370 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195

หลังจากรับประทานอาหารเข้าไป ร่างกายจะมีขั้นตอนการย่อยอาหารเกิดขึ้นที่อวัยวะต่างๆ ตามลำดับ ดังนี้

ปาก

ขั้นตอนแรกหลังจากที่รับประทานอาหารเข้าไป เราจะใช้ฟันบดเคี้ยวอาหารในปากให้มีขนาดเล็กลงร่วมกับเอนไซม์ในน้ำลาย คือ เอนไซม์อะไมเลส (Amylase) เพื่อย่อยอาหารประเภทแป้งให้กลายเป็นคาร์โบไฮเดรตสายสั้นๆ และน้ำตาลโมเลกุลคู่  การที่เราใช้ฟันและลิ้น บดเคี้ยว คลุกเคล้าอาหารให้เข้ากันกับเอนไซม์มากขึ้น จะยิ่งทำให้อาหารถูกย่อยได้ดีขึ้น ซึ่งอาหารที่ถูกกลืนเข้าไปจะเตรียมพร้อมกับการถูกย่อยในขั้นตอนต่อไป

หลอดอาหาร

ในความเป็นจริง หลอดอาหารไม่มีการย่อยมากนัก แต่เมื่อมีอาหารเคลื่อนผ่าน หลอดอาหารจะบีบรัดตัวเป็นช่วงๆ ทำให้อาหารมีขนาดเล็กลง และคลุกเคล้าเข้ากับเอนไซม์อะไมเลสในน้ำลายได้ดีขึ้น หลอดอาหารจึงนับเป็นอวัยวะที่มีการย่อยอาหารต่อเนื่องมาจากปากเพื่อส่งอาหารลงกระเพาะ

กระเพาะอาหาร

เมื่ออาหารเคลื่อนมาถึงกระเพาะ สารอาหารประเภทโปรตีนจะถูกย่อยโดยเอนไซม์เพปซิน (Pepsin) เป็นเอนไซม์ที่ทำงานได้เฉพาะในสภาวะเป็นกรด ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารต้องมีการหลั่งกรดออกมาด้วย ระหว่างย่อย กระเพาะอาหารจะเกิดการหดและคลายตัว ทำให้อาหารถูกคลุกเคล้ากับเอนไซม์ได้ดี  โปรตีนที่ถูกย่อยในกระเพาะจะมีขนาดเล็กลงกลายเป็นสายสั้นๆ เรียกว่า เปปไทด์ (Peptide) ซึ่งยังไม่สามารถดูดซึมได้ ต้องผ่านการย่อยขั้นต่อไปในลำไส้เล็กก่อน แต่ในกระเพาะอาหารเองก็สามารถดูดซึมสารบางชนิดในอาหาร เช่น น้ำ แร่ธาตุ และแอลกอฮอล์ 

ลำไส้เล็ก

ทำหน้าที่ย่อยอาหาร สารอาหารแทบทุกชนิดจะถูกย่อยและดูดซึมที่นี่ ได้แก่

  • น้ำตาลโมเลกุลคู่ ที่ได้จากการย่อยแป้ง จะถูกย่อยต่อด้วยเอนไซม์มอลเทส (maltase) ซูเครส (sucrase)  แลกเทส (lactase) กลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ได้แก่ กลูโคส (glucose) ฟรักโทส (fructose) กาแลกโทส (galactose) และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด
  • โปรตีนและเปปไทด์ จะถูกย่อยต่อด้วย เอนไซม์ทริปซิน (trypsin) เอนไซม์คาร์บอกซิเพปทิเดส (carboxypeptidase) ซึ่งสร้างจากตับอ่อน ได้เป็นกรดอะมิโนที่มีขนาดเล็ก สามารถดูดซึมได้
  • ไขมัน จะถูกน้ำดีซึ่งสร้างจากตับ ย่อยให้แตกตัวเป็นเม็ดไขมันเล็กๆ จากนั้นจะถูกย่อยต่อด้วยเอนไซม์ลิเพส (lipase) ซึ่งสร้างจากตับอ่อน ได้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล (glycerol)  จากนั้นสารอาหารที่ได้จะถูกดูดซึมผ่านลำไส้เล็ก เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ ส่วนกากใยอาหารก็จะเคลื่อนไปยังลำไส้ใหญ่เพื่อรอกำจัดต่อไป

ลำไส้ใหญ่

ที่ลำไส้ใหญ่จะไม่มีการย่อย อาหารส่วนที่เหลือจากลำไส้เล็ก จะถูกส่งไปยังลำไส้ใหญ่ โดยน้ำและของเหลวจากอาหารที่เหลือ จะถูกดูดซึมให้เหลือแต่กาก กลายเป็นอุจจาระ ผนังกล้ามเนื้อของลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่ลำเลียงอุจจาระไปยังลำไส้ตรงเพื่อขับถ่าย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 370 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195

ความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร

ระบบย่อยอาหารมีอวัยวะหลายส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น ความผิดปกติของอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็จะส่งผลกระทบให้ระบบย่อยอาหารแปรปรวนด้วย

  • ความผิดปกติในช่องปาก เช่น ปวดฟัน แผลในปาก เหงือกอักเสบ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวลดลง เคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียด ทำให้อาหารย่อยลำบาก กระเพาะและลำไส้ต้องทำงานหนักขึ้น จนเกิดอาการปวดท้อง แน่นท้องได้
  • ความผิดปกติของกระเพาะอาหาร เช่น กระเพาะอาหารอักเสบ จากการที่กรดในกระเพาะทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร สาเหตุมักเกิดจากรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา รับประทานอาหารบางชนิดที่ทำให้เกิดกรดมาก รวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด  ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย จุกเสียด แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และปวดแสบท้องรุนแรงจากการอักเสบของกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตาม การเกิดแผลในกระเพาะเรื้อรัง อาจส่งผลให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ เมื่อเกิดอาการจึงควรรีบรักษา 
  • ความผิดปกติของลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กเป็นอวัยวะที่ย่อยอาหารหลายชนิด และมีหน้าที่หลักในการดูดซึมสารอาหาร ดังนั้น ความผิดปกติของลำไส้เล็กจะส่งผลต่อร่างกายค่อนข้างมาก เช่น ภาวะลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อโรคในอาหาร จะทำให้เกิดอาการปวดท้องรุนแรง จุกเสียด แน่นท้อง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ท้องร่วง  หากเกิดขึ้นเรื้อรังจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร น้ำหนักลดลง เนื่องจากดูดซึมสารอาหารไม่ได้
  • ความผิดปกติของตับและตับอ่อน เช่น โรคตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ มะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี มีพยาธิใบไม้ในตับ นอกจากจะมีอาการที่เด่นชัดอย่างดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลืองแล้ว อาจพบว่าระบบย่อยอาหารเกิดความแปรปรวนได้ด้วย เช่น มีอาการปวดท้อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย รู้สึกคลื่นไส้วิงเวียน โดยเฉพาะเมื่อทานอาหารไขมันสูงเข้าไป เป็นต้น

การดูแลระบบย่อยอาหาร

เพื่อให้ระบบย่อยอาหารของเราทำงานได้เป็นปกติ ควรดูแลตัวเองตามคำแนะนำ ดังนี้

  • ปรับพฤติกรรมการกินให้เหมาะสม ควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา ไม่ควรรับประทานอาหารเป็นจำนวนมาก หรือรวดเร็วเกินไป และหลีกเลี่ยงการทานบุฟเฟต์ที่จำกัดเวลาบ่อยๆ เพราะจะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไปได้
  • ทานอาหารที่ไม่ระคายเคืองระบบย่อย อาหารที่มีรสจัดจะกระตุ้นให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารมาก ซึ่งเป็นที่มาของอาการปวดแสบท้อง อาจทำให้กระเพาะอาหารอักเสบได้ นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่ย่อยยาก เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มีไขมันสูงเป็นประจำ ก็ทำให้ระบบย่อยต้องทำงานหนักกว่าปกติเช่นกัน
  • ทานอาหารและน้ำที่สะอาด การทานอาหารปนเปื้อนเชื้อโรค นอกจากจะทำให้ท้องร่วงท้องเสียแล้ว ยังส่งผลให้ลำไส้ทำงานผิดปกติ การย่อยและการดูดซึมอาหารมีปัญหา ซึ่งหากเกิดขึ้นบ่อยๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้

2 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
สีของอุจจาระบ่งบอกอะไรได้บ้าง
สีของอุจจาระบ่งบอกอะไรได้บ้าง

หมั่นสังเกต "สี" ของอุจจาระทุกครั้ง เพราะบางครั้งอาจบ่งบอกความไม่ปกติของร่างกายได้