โยคะ

ความแตกต่างของโยคะประเภทต่างๆ และประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
ความแตกต่างของโยคะประเภทต่างๆ และประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ

อยากมีหุ่นดีแบบฟิตแอนด์เฟิร์ม ไม่จำเป็นที่จะต้องออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอและเล่นเวทเทรนนิ่งอย่างเดียวเสมอไป การเล่นโยคะก็สามารถช่วยให้มีหุ่นดีได้เหมือนกัน และยังเป็นการเสริมสร้างสมาธิที่ดีอีกด้วย ในปัจจุบันนี้เราจึงเห็นดารา นักร้อง และนักกีฬาจำนวนมากที่หุ่นดี มักใช้เวลาไปกับการเล่นโยคะชนิดต่าง ๆ อยู่เสมอ และการที่แต่ละคนเลือกเล่นโยคะที่ไม่เหมือนกันนั่นเอง จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า โยคะมีทั้งหมดกี่ประเภท แต่ละประเภทมีความแตกต่างกันอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ซึ่งเราก็ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโยคะต่าง ๆ มาไว้ในบทความนี้แล้ว

1.บิครัมโยคะ หรือโยคะร้อน (Bikram Yoga)

โยคะร้อน เป็นประเภทของโยคะที่คนทั่วไปมักจะรู้จักมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีคนเข้าใจผิดในชื่อของมันมาก บางคนก็เข้าใจว่าโยคะร้อน คือการเล่นในห้องซาวน่า หรือห้องที่มีอุณหภูมิสูงเพื่อเป็นการรีดไขมันออกจากร่างกาย ในส่วนนี้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว

ในส่วนที่ถูกต้องคือ การเล่นบิครัมโยคะ หรือโยคะร้อน เป็นการฝึกโยคะในห้องที่มีอุณหภูมิสูง (ประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ใกล้เคียงกับร่างกาย) เพื่อให้ร่างกายสามารถยืดตัวได้มากกว่าเดิม และยังช่วยให้เกิดการกระชับของร่างกาย พร้อมกับทำให้เกิดการไหลเวียนของโลหิตได้เป็นอย่างดี การเล่นโยคะร้อน สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเหยียดกล้ามเนื้อ รวมถึงต้องการปรับบุคลิกภาพให้ดีขึ้น แต่อาจจะต้องระมัดระวังในเรื่องของความแข็งแรงของร่างกาย เพราะการอยู่ในห้องที่มีความร้อนนาน ๆ อาจเสี่ยงต่อการหน้ามืดและเป็นลมง่าย แต่ถ้าหากเล่นได้ เพียง 90 นาทีก็จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้สูงถึง 600 กิโลแคลอรี่เลยทีเดียว

2.อัษฎางค์โยคะ (Ashtanga Yoga)

อัษฎางค์โยคะ เป็นโยคะประเภทหนึ่งที่อาศัยการเล่นท่ายากเป็นหลัก ท่าที่สามารถพบเห็นได้บ่อย ๆ ก็คือการเอาแขนค้ำพื้นไว้แล้วเอาขาชี้ฟ้า รวมถึงการเอาขามาพาดคอที่คนทั่วไปไม่สามารถทำได้โดยง่ายนัก ตามหลักของการเล่นอัษฎางค์โยคะ จะเป็นการประสานกระบวนการของร่างกายเข้ากับลมหายใจ และการกำหนดจุดของสายตา

การฝึกโยคะประเภทนี้ จะไม่มีท่าฝึกมาก มีเพียง 4 ท่าหลักที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากท่าหลักเพียงเล็กน้อย สำหรับท่าที่ใช้ในการฝึกโยคะประเภทนี้ทั้ง 4 ท่า มีชื่อว่า Primary Asana ,Intermediate Asana, Advanced A Asana, Advanced B Asana โดยจะเป็นการฝึกตั้งแต่ระดับต้นไปจนถึงระดับยากที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อในร่างกาย ต้องการลดน้ำหนักและขับของเสียในร่างกาย เป็นต้น ผู้ที่จะฝึกอัษฎางค์โยคะได้ จะต้องมีทักษะในการเล่นโยคะมานานพอสมควร

3.หฐโยคะ (Hatha Yoga)

คำว่า "หฐ" มาจากคำ 2 คำที่ผสมกัน หะ มาจาก พลังเย็น ส่วน ฐะ มาจากพลังลบ เมื่อนำมาร่วมกันก็หมายถึงการควบคุมจิตใจและร่างกายให้มีความสัมพันธ์กัน เพื่อให้เกิดความสมดุลของพลังบวก (พลังร้อน) และพลังลบ (พลังเย็น) สำหรับท่าฝึกจะเน้นไปที่ความยืดหยุ่นของร่างกาย พร้อมกับการฝึกลมปราณ เพื่อให้บรรลุไปสู่ความสำเร็จ การฝึกลมปราณ หรือการควบคุมลมหายใจ จะเริ่มเมื่อใกล้หมดชั่วโมงฝึกโดยในระดับการฝึกก็จะมีการแบ่งเป็นระดับขั้นเหมือนกับอัษฎางค์โยคะ สำหรับผู้ที่ฝึกได้ในระดับสูงสุด ผู้ฝึกจะสามารถเข้าฌาณเพื่อให้จิตใจกล้าแกร่งขึ้นได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกความอดทน และค้นหาภายในจิตใจของตัวเอง

4.หยิน โยคะ (Yin Yoga)

หยิน โยคะ มีจุดเด่นอยู่ที่เรื่องของความนิ่ง ความนิ่งในที่นี้ ก็คือการทำท่าฝึกแล้วค้างทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที ซึ่งก็ถือว่านานมากพอสมควร การค้างท่าทิ้งไว้ในระยะเวลานานขนาดนี้ จะช่วยให้ร่างกายมีการยืดเหยียดได้อย่างดีที่สุด จึงช่วยให้เส้นเอ็น กระดูก กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ มีการทำงานที่ดียิ่งขึ้น ในระหว่างการฝึก การเปลี่ยนท่าก่อนที่จะมีการค้างท่านั้น จะต้องทำไปอย่างเนิบช้า เพื่อเป็นการฝึกสมาธิและป้องกันการบาดเจ็บ การฝึกหยิน โยคะ เหมาะสำหรับผู้ที่ใจร้อน (ขั้นหนัก) และต้องการที่จะบำบัดปัญหานี้ด้วยตัวเอง ในช่วงแรก ๆ คุณอาจจะรู้สึกหงุดหงิดและไม่ค่อยจะอดทนกับทุกสิ่งอย่างที่ช้าจนน่าอึดอัด แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปและคุณสามารถปรับตัวได้ ความสงบที่แท้จริงที่อยู่ภายในตัวของคุณจะค่อย ๆ เผยออกมาให้เห็นเอง

5.โยคะธรรมดา (Gentle Yoga)

เป็นโยคะสำหรับผู้เริ่มต้น มือใหม่ที่อยากหัดเล่นโยคะ รวมถึงผู้สูงอายุที่มีความประสงค์จะออกกำลังกาย ในการฝึกนั้นจะเริ่มตั้งแต่ท่าพื้นฐาน ได้แก่ ท่าเบา ๆ การปรับระดับลมหาย การเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายได้มีการปรับตัว สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากการฝึกโยคะธรรมดา ก็คือการรักษาอาการปวดที่เกิดตามข้อต่อต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะผู้เป็นโรคออฟฟิศซินโดรม ถ้าหากฝึกไปเรื่อย ๆ จะรู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้น และทำกิจกรรมต่างๆ  ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

การเล่นโยคะเป็นสิ่งที่ดี และเหมาะสมสำหรับทุกเพศทุกวัย ควรหาเวลาในการฝึกโยคะอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป จะช่วยให้ร่างกายของคุณมีการทำงานที่ดีขึ้น และจะส่งผลให้คุณสามารถออกกำลังกายในรูปแบบอื่น ๆ ได้ดีกว่าเดิมนั่นเอง

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่