การกินเพื่อสุขภาพ

โอเมก้า 3 6 ต่างกันยังไง น้ำมันปลา น้ำมันตับปลา

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
โอเมก้า 3 6 ต่างกันยังไง น้ำมันปลา น้ำมันตับปลา

ว่าด้วยเรื่องของ “โอเมก้า” ทุกคนรู้ดีว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าดีแบบไหน อย่างไรบ้าง โอเมก้ามีหลายประเภท ส่วนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเห็นจะเป็น โอเมก้า 3 โอเมก้า 6 ซึ่งมีความสำคัญมากทั้งคู่ ว่าแต่เจ้าโอเมก้านี้มีประโยชน์อย่างไร ทานมากแล้วดีหรือไม่ หาคำตอบได้ที่บทความนี้ค่ะ

โอเมก้า 3 คืออะไร

โอเมก้า 3 คือกลุ่มของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวชนิดหนึ่ง เป็นกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก ร่างกายของคนเราขาดโอเมก้า 3 ไม่ได้ แต่กลับไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ ฉะนั้นจึงต้องได้รับจากการทานอาหารที่มีปริมาณโอเมก้า 3 แทน

โอเมก้า 3 แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ กรดไขมันอีพีเอ (EPA), กรดไขมันดีเอชเอ (DHA), และกรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก (ALA) อาหารที่พบว่ามีปริมาณโอเมก้า 3 เยอะ ได้แก่ อาหารจำพวกปลาและอาหารทะเล โดยเฉพาะจำพวกปลาน้ำเย็น เช่น แซมอน แมคเคอเรล ทูน่า และซาร์ดีน เป็นแหล่งของโอเมก้า 3 ชั้นดี  

ประโยชน์ของการได้รับอาหารที่มีโอเมก้า 3

  • มีความสำคัญต่อเด็กเล็ก หลายคนคงเคยเห็นโฆษณานมเด็กที่มักจะเน้นอยู่เสมอว่า มีโอเมก้าสูงเหมาะกับเด็ก นั่นเป็นเพราะโอเมก้า 3 เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์ประสาท ช่วยพัฒนาระบบประสาทและสมองของเด็ก เด็กที่ได้รับโอเมก้าที่เพียงพอจะทำให้สมองถูกพัฒนาได้ออย่างเต็มประสิทธิภาพ คุณแม่สามารถทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 ได้ตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์ จะช่วยสร้างพัฒนาการและสุขภาพของทารกได้  
  • ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ กรดไขมัน EPA และกรดไขมัน DHA ที่พบได้ในโอเมก้า 3 นั้น สามารถช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ได้ คนที่ทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 มาก ๆ จึงทำให้หัวใจแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวกับหัวใจได้
  • ลดการเกิดโรคอัลไซเมอร์ สมองเสื่อม เพราะโอเมก้า 3 มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาท และระบบการเรียนรู้ การรับรู้ และระบบความจำ
  • ลดการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม การได้รับโอเมก้า 3 ที่เพียงพอ ช่วยลดการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานหน้าคอมอยู่ตลอดเวลา ผืที่ต้องใช้สายตาเพิ่งมองสิ่งของชิ่นเล็ก ๆ นักเรียนนักศึกษา รวมถึงผู้สูงอายุ ควรทานอาหารประเภทปลาและถั่วให้มาก ๆ แต่อย่างไรก็ตาม หากใครที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมแล้ว โอเมก้า 3 อาจ ไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการป่วยหรือชะลอภาวะตาบอดแก่ผู้ที่ป่วยแล้วได้

แหล่งอาหารที่มีโอเมก้า 3

อย่างที่หลายคนอาจเคยได้ยินว่า “ปลาและอาหารทะเล” เป็นแหล่งของโอเมก้า 3 แต่ที่แนะนำควรเป็นอาหารที่ไม่ผ่านความร้อน เพื่อไม่ให้โอเมก้าถูกทำลายไป ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงนิยมทาน แซมอนซาซิมิ นั่นเอง นอกจากนี้ยังพบโอเมก้า 3 ได้จากอีกหลากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็น ถั่วและเมล็ดพืช เช่น เมล็ดเจีย เมล็ดแฟลกซ์ วอลนัท เมล็ดฟักทอง ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลือง โยเกิร์ต น้ำผลไม้ นม น้ำนมถั่วเหลือง หรืออาหารทารกบางอย่าง เป็นต้น

โอเมก้า 6 คืออะไร

โอเมก้า 6 เป็นกรดไขมันแบบไม่อิ่มตัว ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้เช่นเดียวกันกับ โอเมก้า 3 แต่เราสามารถได้รับจากการรับประทานอาหาร กรดไขมันโอเมก้า 6 ที่สำคัญมีอยู่ 2 ประเภท คือ กรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic acid : LA) และกรดไขมันอะราคิโดนิก (Arachidonic acid : ARA) พบมากในในน้ำมันพืชต่างๆ เช่น น้ำมันถั่วเหลือง ดอกทานตะวัน ข้าวโพด เป็นต้น

ความสำคัญของโอเมก้า 6 คือเป็นตัวถ่วงสมดุลของโอเมก้า 3 อีกทีหนึ่ง ดังนั้นหากร่างกายได้รับทั้งโอเมก้า 3 และ 6 พร้อมกันก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิ์ภาในการทำงานได้ดีขึ้น ประโยชน์ของกรดไขมันโอเมก้า 6 คือ

  • รักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวจึงลดปัญหาผิวแห้งแตกเป็นขุย
  • ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน ควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกายให้เป็นปกติ
  • กรดไขมันโอเมก้า 6 ทำหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวได้ง่ายขึ้น จึงทำให้ร่างกายมีระบบไหลเวียนโลหิตที่สมบูรณ์ กรดไขมันโอเมก้า 3 จะทำงานตรงกันข้ามกันคือทำให้เลือดไหลเวียนดี ยับยั้งการอักเสบ จึงไม่ควรที่จะขาดตัวใดตัวหนึ่งไป เนื่องจากกรดไขมันโอเมก้าทั้งสองชนิดแม้จะทำงานตรงกันข้ามกัน แต่ร่างกายของเราต้องการกรดไขมันทั้งสองเพื่อถ่วงสมดุลกัน ต้องทานให้เป็นและสมดุล

โอเมก้า 3 กับ โอเมก้า 6 ต่างกันอย่างไร

ไขมันโอเมก้า ทั้ง 3 และ 6 เป็นไขมันที่ไม่อิ่มตัวเช่นกัน แต่จะทำงานที่ตรงข้ามกัน จึงทำให้เกิดความสมดุลในร่างกาย ร่างกายเราจะใช้ประโยชน์ของทั้งคู่ จะขาดตัวใดตัวหนึ่งไปไม่ได้ ยกตัวอย่าง กรดไขมันโอเมก้า 3 ทำให้เลือดไหล ยับยั้งการอักเสบ แต่ถ้าหากคุณมีบาดแผลกลุ่มของกรดไขมันโอเมก้า 6 จะทำให้เลือดแข็งตัว ซึ่งจะทำงานตรงข้ามและถ่วงดุลกัน

หลายคนอาจคิดว่าร่างกายเราต้องการโอเมก้า 3 มากกว่าเนื่องจากการสื่อสารในโฆษณาส่วนใหญ่มักเป็นเช่นนั้น แต่ความตริงแล้วร่างกายต้องการกรดไขมันโอเมก้า 6 มากกว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 ประมาณ 3 : 1 จนถึง 5 : 1 เท่า แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะกรดไขมันโอเมก้า 6 ส่วนใหญ่พบได้ในน้ำมันพืชที่เรากินทุกวัน จึงไม่ค่อยพบว่ามีการขาดสารอาหารประเภทนี้

น้ำมันปลา

น้ำมันปลา เป็นน้ำมันที่ได้จากกระบวนการสกัดเอาน้ำมันออกมาจากส่วนต่าง ๆ ของปลา เช่น ส่วนของ เนื้อ หนังปลา หางหรือ หัววปลา เนื่องจากปลาเป็นสัตว์ที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 อยู่เยอะมาก โดยเฉพาะปลาทะเลที่อยู่ในทะเลน้ำลึกเขตหนาวเย็น

น้ำมันปลามีประโยชน์อย่างต่อร่างกายหลากหลาย เช่น ช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจและสมอง มีส่วนช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้น ลดอาการข้อเสื่อม เสริมการทำงานของสมอง ลดการเกิดอัลไซเมอร์ ลดอาการซึมเศร้า ปวดหัวไมเกรน ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน หอบหืด และโรคผิวหนังบางชนิด

แต่อย่างไรก็ตามการประกอบอาหารด้วยความร้อนจะทำให้โอเมก้า 3 หายไป แต่การกินปลาสดในบ้านเราอาจไม่ได้รับความนิยมมากนัก อีกทั้งอจามีสารปนเปื้อนเช่น ปรอท ทำให้เป็นอันตรายโดยเฉพาะเด็กและสตรีมีครรภ์ หลายคนจึงนิยมเสริมด้วยการทานน้ำมันปลาแทน

น้ำมันตับปลา

ถึงแม้จะมีชื่อที่คล้ายกัน แต่น้ำมันปลา และน้ำมันตับปลาก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งในแง่ของส่วนปะกอบและคุณประโยชน์ น้ำมันปลา เป็นส่วนที่ได้จากการสัดเอาน้ำมันจากหลากหลายส่วนในตัวปลา มีโอเมก้า 3 เป็นหลัก แต่น้ำมันตับปลาจะสกัดจากตับของปลาเท่านั้น และมีวิตามิน A และ D  เป็นหลัก

แต่ทั้งนี้การได้รับวิตามินเสริมจากน้ำมันตับปลานั้นอาจจะต้องระวังสักนิด เนื่องจาก หากได้รับวิตามิน A D ในปริมาณที่มากเกินความเหมาะสม จะทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ตับ และระบบประสาททำงานผิดปกติ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เด็กและสตรีมีครรภ์ ไม่ควรทานเป็นประจำ เพราะอาจจะสะสมในร่างกายมากจนทำให้เกิดอันตรายได้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่