สุขภาพตา

ความแตกต่างของยาหยอดตาและป้ายตา

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
ความแตกต่างของยาหยอดตาและป้ายตา
รูปแบบที่เป็นยาหยอดตา รูปแบบที่เป็นยาป้ายตา
1. เมื่อหยอดตาแล้วไม่รบกวนการมองเห็น 1.ใช้แล้วรบกวนการมองเห็น บดบังสายตา
2.ใช้สะดวก 2.ไม่สะดวกในการใช้เท่ายาหยอดตาเหนอะหนะ
3.ตัวยาติดที่ผิวตาไม่ดีเท่าชนิดป้ายตา แนะนำให้ใช้ ยาหยอดตาในตอนกลางวัน 3.ตัวยาติดผิวตาได้ดีกว่ายาหยอดตา แนะนำให้ใช้ชนิดป้ายตาก่อนนอน หรือกรณีมีอาการมาก หรืออาจใช้ชนิดหยอดในเวลากลางวันปละใช้ชนิดป้ายก่อนนอน
 กรณีที่การใช้ยาหยอดตา2 ชนิดร่วมกันให้หยอดแต่ละชนิดห่างกันประมาณ    5-10 นาที กรณีที่แพทย์แนะนำให้ใช้ทั้งชนิดหยอดและชนิดป้ายร่วมกัน ให้ใช้ชนิดหยอดก่อนหลังจากนั้น 5 นาที จึงค่อยใช้ชนิดป้าย

 


ประเภทของยาตาที่ใช้ภายนอก

ยาตาที่ใช้ภายนอกแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

  • ยาลดการระคายเคืองและทำให้หลอดเลือดฝอยในตาหดตัว
  • กลุ่มแอนตี้ฮีสตามีนหรือเรียกอีกอย่างว่ายาแก้แพ้
  • กลุ่มบรรเทาอาการคัดแน่นจมูก
  • น้ำตาเทียม

ยาตากล่มนี้มักมีส่วนผสมประกอบของตัวยา 2 กลุ่ม คือ

ยาแก้แพ้ที่นิยมนำมาผสมในยาตา คือ แอนทาโซลีน

กลไกการออกฤทธิ์ของยา คือ ยับยั้งกระบวนการที่ทำให้เกิดการแพ้ มีผลทำให้อาการต่างๆที่เกิดจากการแพ้ เช่น คัน เคืองตา น้ำตาไหล มีอาการลดลงและหายไป

ตัวยาบรรเทาอาการคัดแน่นจมูกที่นิยมนำมาผสมในยาตา ได้แก่

  • นาฟาโซลีน
  • เฟนนิลเอฟรีน
  • เตตร้าไฮโดรโซลีน

กลไกการออกฤทธิ์ของยากลุ่มนี้ คือ ทำให้หลอดเลือดฝอยในตาหดตัวลง ตาจึงหายแดง

ยาตาประเภทนี้บางชนิดจะมีส่วนประกอบของยาทั้ง 2 กลุ่มอยู่ร่วมกัน แต่บางชนิดก็จะมีเพียงกลุ่มเดียว เช่น อาจเป็นยาแก้แพ้แอนทาโซลีนตัวเดียวหรือมีเพียงยาบรรเทาอาการคัดแน่นจมูกเพียงตัวเดียว

ข้อบ่งใช้ของยากลุ่มนี้ คือ ใช้ในผู้ป่วยที่ตาแดงจากการระคายเคือง หรืออาการที่เกิดจากการแพ้ฝุ่นหรือสารต่างๆ ต้อลมและต้อเนื้อในระยะอักเสบ เป็นต้น

ตัวอย่างชื่อการค้าของยาตากลุ่มนี้ ได้แก่

  • ฮีสทาออฟ (Hista-oph)
  • นาฟคอนเอ (Naphcon-A)
  • ออคคิวโลซาน (Occulosan)
  • ซิงค์ฟริน (Zincfrin)
  • ไวโซโทน (Visotone)
  • ไวซีน (Visine)
  • ออฟซิล เอ (Opsil A)

ข้อควรระวังในการใช้ยากลุ่มนี้ คือ ไม่ควรใช้นาน เพราะอาจบังอาการของโรคร้ายแรงอื่นๆ และอาจทำให้มีอาการบวมของตา นอกจากนั้นควรใช้เมื่อทราบสาเหตุว่าทำไมจึงมีอาการตาแดง

น้ำตาเทียมเป็นยาตาที่นำมาใช้ในผู้ป่วยที่ตาแห้ง เคืองตาบ่อยๆ โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทองหรือโรคตาต่างๆ ที่เกิดจากการมีน้ำตาน้อย ยาพวกนี้เป็นของเหลวที่ระเหยช้า อยู่ในตานาน ทำหน้าที่หล่อลื่นลูกตาให้ชุ่มชื้น

น้ำตาเทียมเป็นยาหยอดตาที่ผลิตให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำตาธรรมชาติมากที่สุด โดยมีส่วนประกอบหลัก 4 ส่วน คือ

  • สารช่วยเพิ่มความหนืดเพื่อฉาบอยู่ที่กระจกตาให้นานขึ้น เพิ่มความสบายและความชุ่มชื้นให้กระจกตา บางบริษัทใส่สารนี้มากเกินไปจนน้ำตาเทียมนั้นมีความหนืดสูง เพื่อทำให้ระยะเวลาที่น้ำตาเทียมฉาบอยู่ที่กระจกตานานขึ้น แต่ก็ทำให้มีอาการตามัว มองไม่ชัดระยะแรกเมื่อหยอดตาเสร็จใหม่ๆ ในขณะที่บางบริษัทใส่สารนี้น้อยไปทำให้ระยะเวลาที่น้ำตาเทียมจะฉาบอยู่ที่กระจกตาสั้นจึงต้องหยอดบ่อยไม่สะดวกต่อการใช้
  • สารกันเสีย  จุดประสงค์ที่ใส่สารกันเสียในน้ำตาเทียม คือ เพื่อช่วยให้น้ำตาเทียมคงสภาพได้นานและป้องกันการเติบโตของเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนเข้าไปขณะที่หยอด
  • สารช่วยปรับความเป็นกรด – ด่าง
    • เป็นส่วนผสมที่ช่วยปรับสมดุลของส่วนประกอบอื่นในน้ำตาเทียม ปรับความเป็นกรด – ด่าง ให้พอเหมาะ ไม่แสบตาเวลาหยอด ช่วยให้น้ำตาเทียมสภาพได้ดี
    • ส่วนประกอบอื่นๆ  เพื่อให้น้ำตาเทียมมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำตาธรรมชาติมากที่สุด เช่น Glycine, Magnesium chloride, Sodium chloride, Sodium borate, Calcium chloride เป็นต้น

ประเภทของน้ำตาเทียม

เราสามารถแบ่งน้ำตาเทียมออกเป็น 2 ชนิด คือ

  1. น้ำตาที่มีสารกันเสีย

    น้ำตาเทียมชนิดนี้จะมีขนาดบรรจุขวดละ 3-15 มล. เมื่อเปิดใช้แล้วสามารถอยู่ได้นาน 1 เดือน ตัวอย่างชื่อการค้า เช่น

    • เทียร์แนชเชอร์เรล ทู (Tears Naturale ll)
    • ไอซอฟโทเทียร์ (Isoptotear)
    • โปรทาเจน (Protagent)
    • ลิควิฟิล์มเทียร์ (Liquifilm Tears)
    • ออฟซิลเทียร์ (Opsil Tears)
  2. น้ำตาเทียมที่ไม่มีสารกันเสีย

    น้ำตาเทียมชนิดนี้จะมี 2 แบบ คือ ระบุบนกล่องเลยว่า “Preservative free” หรือไม่มีสารกันเสีย ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอดเล็กๆ 0.3-0.9 มล. ใน 1 กล่อง จะมี 20-60 หลอด แต่ละหลอดเมื่อเปิดใช้แล้วจะต้องใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง

    ตัวอย่างชื่อการของน้ำตาเทียมประเภทนี้ คือ

    • เทียร์แนชเชอร์เรล ฟรี (Tears Naturale free)
    • ไบออนเทียร์ (Bion Tears)
    • เซลลูเฟรช (Cellufreah)

    อีกแบบคือ ผสมสารกันเสียในขวดยา แต่เมื่อเปิดขวดและน้ำยาถูกออกซิเจนในอากาศ ส่วนของสารกันเสียจะสลายไป จัดเป็นน้ำตาเทียมที่ไม่มีสารกันเสียเช่นกัน น้ำตาเทียมประเภทนี้บนกล่องจะบรรจุว่า “Disappearing preservative”

    ตัวอย่างน้ำตาเทียมชนิดนี้ คือ แนทเทียร์ (Natear)

    การใช้น้ำตาเทียม คือ เพื่อช่วยหล่อลื่นและให้ความชุ่มชื้นแก่กระจกตาและเยื่อบุตาขาว ไม่มีอันตรายหรืออาการข้างเคียงต่อดวงตาแต่อย่างใด สามารถใช้ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ สิ่งที่ต้องระวังคือ อาจมีบางรายที่แพ้สารกันเสียในน้ำตาเทียมนั้น กรณีนี้ให้ใช้ชนิดที่ไม่มีสารกันเสีย

  3. ยาที่ลดจำนวนเชื้อโรค

    ยาตากลุ่มนี้แบ่งย่อยเป็น 3 กลุ่ม คือ

    3.1 ยาตาที่มีส่วนประกอบเป็นยาปฏิชีวนะ

    ยาตาประเภทนี้ใช้สำหรับโรคตาที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือมีแนวโน้มติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เยื่อบุตาขาวอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย กุ้งยิง ท่อน้ำตาอุดตัน การมีฝุ่นละอองหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าตาหลังจากเอาออกแล้ว กระจกตาเป็นแผล เป็นต้น

    ยาปฏิชีวนะที่ใช้หยอดหรือป้ายตามีหลายชนิด บางชนิดประกอบด้วยยาปฏิชีวนะชนิดเดียว บางชนิประกอบด้วยยาปฏิชีวนะตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ตัวอย่างยาปฏิชีวนะที่นิยมนำมาผสมในยาตาทั่วๆไป ได้แก่

    คลอแรมเฟนิคอล

    คลอแรมเฟนิคอล เป็นยาปฏิชีวนะที่สามารถซึมผ่านเข้าไปในตาได้ดี มีขอบเขตการฆ่าเชื้อกว้าง ครอบคลุมทั้งแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบ นิยมใช้เป็นยาปฏิชีวนะตัวแรกเพื่อป้องกันหรือรักษาตาติดเชื่อแบคทีเรีย

    ยามีทั้งรูปแบบยาหยอดตาและขี้ผึ้งสำหรับป้ายตา ตัวอย่างชื่อการค้า เช่น

    • คลอร์ออฟ (Chloroph)
    • วานาเฟ่น ออฟทัลมิก (Vanafan ophthalmic)

    เจนตามัยชิน

    เจนตามัยชินเป็นยาปฏิชีวนะสำคัญที่ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบที่รุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด ข้อเสียคือดูดซึมผ่านผิวหนังหรือผ่านเยื่อบุตาได้ไม่ดี

    ตัวอย่างชื่อการค้า เช่น

    • การ่ามันชิน (Garamycin) มีทั้งรูปแบบยาหยอดตาและขี้ผึ้งสำหรับป้ายตา
    • โทเบร็ก (Tobrex) มีทั้งรูปแบบยาหยอดตา (0.3% ในยาหยอดตา 5 มล)และขี้ผึ้งสำหรับป้ายตา (0.3% ใน3.5 มล)
    • โพลีออฟ (Polyoph)

    โทบรามัยชิน

    มีประสิทธิภาพทำลายแบคทีเรียเช่นเดียวกับเจนตามัยชิน แต่แรงกว่า เจนตามัยชิน 2-4 เท่า

    ตัวอย่างชื่อการค้า เช่น

    โพลิมิกซิน บี

    โพลิมิกซิน บีสามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียประเภทแกรมลบได้กว้างขวาง ครอบคลุมใกล้เคียงกับเจนตามัยชิน นิยมนำมาผสมกับนีโอมัยชิน เพื่อให้สามารถทำลายแบคทีเรียได้ครอบคลุมมากขึ้น ตัวอย่างชื่อการค้า เช่น

    กลุ่มเตตร้าชัยคลิน

    ยากลุ่มเตตร้าชัยคลินที่นำมาทำเป็นยาตามีหลายตัว ได้แก่ เตตร้าชัยคลิน คลอร์เตตร้าชัยคลิน ออกซีเตตร้า-ชัยคลิน ยาทั้งกลุ่มออกฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียได้ทั้งแกรมบวกและแกรมลบ รวมทั้งแบคทีเรียชนิดที่ไม่ใช้ออกซิเจนในการดำรงชีวิต ตัวยาทำในรูปยาขี้ผึ้งป้ายตา 1%

    ตัวอย่างชื่อการค้า เช่น

    • ออริโอมัยซิน (Aureomycin)

    กลุ่มฟลูออโรควิโนโลน

    • ยาปฏิชีวนะในกลุ่มฟลูออโรควิโนโลนที่นำมาทำเป็นยาตา ได้แก่
    • ลีโวฟล็อกซาซิน ชื่อการค้า ได้แก่ เครวิท (Cravit)
    • โลมีฟล็อกซาซิน ชื่อการค้า ได้แก่ โอคาซิน (Okacin)
    • ไซโปรฟล็อกซาซิน ชื่อการค้า ได้แก่ ออฟทัลโปร (Optal-pro)
    • โมซอฟล็อกซาซิน ชื่อการค้า ได้แก่ ไวกาม็อก (Vigamox)
    • กาทิฟล็อกซาซิน ชื่อการค้า ได้แก่ ไซม่าร์ (Zymar)

    ยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้สามารถทำลายแบคทีเรียครอบคลุมทั้งแกรมบวกและแกรมลบที่ต้องใช้ออกซิเจนในการดำรงชีวิตเท่านั้น (แอโรป์แบคทีเรีย) ยามีประสิทธิภาพดีมากต่าเยื่อบุตาขาวอักเสบติดเชื้อแบคทีเรีย แผลที่กระจกตา หนังตาอักเสบ กระจกตาอักเสบและลูกตาอักเสบ

    นอกจากยาปฏิชีวนะข้างต้นแล้ว ยังมียาปฏิชีวนะอื่นที่นิยมนำมาใช้ในยาหยอดและป้ายตา ได้แก่ ซัลฟาเซตาไมด์ กรดฟิวซิดิก และนีโอมัยซิน เป็นต้น

    3.2 ยาตาที่มีส่วนประกอบเป็นยาต้านไวรัส

    ยาตากลุ่มนี้ใช้รักษาแผลที่กระจกตาที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริม แต่ก็มีรายงานว่าได้ผลบ้างในรายที่ติดเชื้องูสวัด โดยเฉพาะยาที่ประกอบด้วยตัวยาอะซัยโคลเวียร์

    • อะซัยโคลเวียร์

    ยามีประสิทธิภาพดีมากต่อเชื้อไวรัสเริม ยาทำในรูปขี้ผึ้งป้ายตา 3% มีความเป็นพิษต่ำและละลายน้ำได้ดี จึงลดการสะสมในร่างกายและไม่เหนอะหนะ ตัวอย่างชื่อการค้า ได้แก่

    • เฮอร์พิดู (Herpedu)
    • เฮอร์เพล็ก (Herplex) เป็นต้น
    • ไอดอกซูริดีน

    ไอดอกซูริดีนใช้รักษาเริมที่ตา ประสิทธิภาพจะดีถ้าใช้ภายใน 10 วัน ที่มีการติดเชื้อไม่ค่อยนิยมใช้เท่าอะซัยโคล-เวียร์

    3.3 ยาตาที่มีส่วนประกอบเป็นยาต้านเชื้อรา

    • นาทามัยซิน

    นาทามัยซิน สามารถทำลายเชื้อราแคนดิด้าและเชื้อราอื่นได้หลายชนิด ตลอดจนเชื้อยีนส์ ยาสามารถดูดซึมผ่านกระจกตาได้ดี ตัวอย่างชื่อการค้า ได้แก่ นาทาซิน (Natacyn) เป็นต้น

  4. ยาตาที่มีส่วนแชประกอบเป็นสเตียรอยด์

    ยากลุ่มนี้ใช้ในกรณีที่เยื่อบุตาขาวอักเสบที่มีสาเหตุมาจากการแพ้และไม่ได้มีการติดเชื้อโรคใดๆ สเตียรอยด์ที่นิยมนำมาใช้ในยาตา ได้แก่

    • เด็กซ่าเมธาโซน
    • ฟลูออโรเมโธโลน
    • เพรดนิโซโลน
    • เบต้าเมธาโซน
    • ตัวอย่าง ชื่อการค้าของยาตากลุ่มนี้ ได้แก่
    • อิฟิโมลีน (Efemoline)
    • ฟลูคอน (Flucon)
    • เอฟเอมแอล (FML)
    • โครตอน (Crouton)
    • เด็กซิล (Dexsil)
    • เพร็ดฟอร์ท (Pred-forte)
    • ฟราเร็ก (Flarex)
    • อินออฟ (Inf-oph)
    • เพร็ดนิซิล (Prednisil)

    ข้อควรระวังในการใช้ยาตากลุ่มนี้

    ยาตากลุ่มนี้ จะต้องใช้กับความผิดปกติของตาที่ไม่มีการติดเชื้อเท่านั้น และไม่ควรใช้นานติดต่อกันเกิน 7 วัน เนื่องจากจะทำให้ภูมิต้านทานของตาน้อยลง ทำให้กระจกตาติดเชื้อโรคได้ง่าย และถ้ามีการติดเชื้ออยู่แล้วอาการจะรุนแรงมากขึ้น

  5. ยาตาที่มีส่วนประกอบระหว่างสเตียรอยด์กับยาปฏิชีวนะ

    ถึงแม้ว่ายาตากลุ่มนี้จะมีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะก็ตาม แต่ข้อบ่งใช้ของยากลุ่มนี้ คือ ให้ใช้หยอดตาในกรณีที่ตามีอาการที่มีสาเหตุมาจากการแพ้เหมือนกับยาตาที่มีส่วนประกอบเป็นพวกสเตียรอยด์ และไม่ควรใช้ในรายที่มีการติดเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสหรือเชื้อรา นอกจากนั้นยังอาจในกรณีที่มีอาการแพ้และมีแนวโน้มติดเชื้อร่วมด้วย หรือมีอาการอักเสบรุนแรง (แต่ไม่ใช่อักเสบติดเชื้อ)

    • ตัวอย่างชื่อทางการค้าของยากลุ่มนี้ ได้แก่
    • เด็กออฟ (Dex-oph)
    • เด็กซาซิล (Dexasil)
    • เด็กซามัยซิน (Dexamycin)
    • โซฟราเด็ก (Sofradex)
    • สเปอร์ซาเด็กโซลีน (Spersadexoline)
  6. ยาตาที่ทำให้รูม่านตาหดตัวและทำให้ความดันในลูกตาลดลง

    ยากลุ่มนี้มีผลลดการสร้างของเหลวในลูกตา ทำให้ความดันในลูกตาลดลง จึงนำมาใช้สำหรับโรคต้อหิน

    ตัวอย่างชื่อการค้า เช่น

    • ทิโมลอล (Timolol)
    • ไนโอลอล (Nyolol)
    • คาร์ทิโอลอล (Carteolol)
    • พิโลคาร์พีน (Piloocarpine)
  7. ยาขยายม่านตา

    ยามีผลทำให้ม่านตาขยาย ยากลุ่มนี้ใช้ในการตรวจประสาทตาหรือเมื่อจะผ่าตัดตาหรือตรวจตา ตัวอย่างยา ได้แก่

    • อะโทรปีน (Atropine)
    • ไอซอปโท (Isopto)
  8. ยาตาที่เป็นยาชาเฉพาะที่

    ใช้ลดความเจ็บปวดขณะผ่าตัดตาหรือตรวจตา เช่น เตตร้าเคน (Tetracaine)

  9. ยาล้างตา

    ยาล้างตาประกอบด้วยสารละลายบอริก หรือน้ำเกลือความเข้มข้นร้อยละ 0.9 ยาล้างตาจะช่วยชะล้างตาให้สะอาดหรือหายจากการระคายเคืองเนื่องจากฝุ่นละอองปลิวเข้าตา แต่ไม่ได้ใช้ในกรรีที่มีการติดเชื้อโรคแล้ว การใช้ยาล้างตาไม่ควรใช้เป็นประจำทั้งนี้เพราะจะทำให้ตาแห้ง ควรใช้ในกรรีมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตาแล้วน้ำตาไม่สามารถชะล้างออกไปได้

  10. ยาลดการอักเสบชนิดไม่ใช่การอักเสบติเชื้อโรค

    ยาตากลุ่มนี้ ประกอบด้วยตัวยาเอนเซดใช้ลดอาการปวดและอักเสบที่ไม่ใช่การอักเสบจากการติดเชื้อโรค

    ตัวอย่างการค้าเช่น โวลต้า (Volta oph.) ซึ่งประกอบด้วยตัวยาไดโคลฟีแนค เป็นต้น

    การใช้ยาล้างตาที่ถูกต้อง คือ รินน้ำยาลงถ้วยที่สะอาดและมีขนาดพอเหมาะกับลูกตา ในปริมาณที่เพียงพอให้ตาจุ่มได้ แล้วกลอกลูกตาไปมา ควรเปลี่ยนน้ำยาเมื่อล้างตาแต่ละข้าง หลังจากใช้แล้วต้องทำความสะอาดถ้วยล้างตาให้สะอาด เพราะอาจมีการติดเชื้อได้ถ้าต้องใช้ครั้งต่อไป

    ควรซักถาม ผู้ที่มาซื้อยาหยอดตาและป้ายตาทุกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าใช้ถูกประสงค์และข้อบ่งใช้หรือไม่ ตลอดจนแนะนำหลักการใช้ยาตาที่ถูกต้อง

    หลักการใช้ยาตา

    การใช้ยาตาอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากการเลือกชนิดของยาให้ถูกกับโรคที่เป็นแล้ว ควรให้คำแนะนำหลักการใช้ยาตาให้ถูกต้องด้วย ดังนี้

    1.ใช้ให้ถูกวิธี

    ยาหยอดตาและยาป้ายตามีวิธีใช้ต่างกัน ถ้าใช้ไม่ถูกต้องหรือใช้ไม่เป็น ตัวยาอาจไม่เข้าตาหรือไม่สัมผัสกับส่วนที่ต้องการยา ทำให้การรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร ดังนั้นวิธีการใช้ยาตาจึงมีความสำคัญเช่นกัน วิธีใช้ยาตาที่ถูกต้องมีดังนี้

    วิธีหยอดยาตา

    • ล้างมือให้สะอาดทั้งสองข้าง
    • ให้ผู้ป่วยนอนหรือนั่งแหงนหน้าหรือเอนศีรษะไปด้านหลังเล็กน้อย
    • ลืมตาทั้งสองข้าง มองขึ้นข้างบน ใช้นิ้วมือดึงเปลือกตาล่าง เพื่อทำให้มีลักษณะเป็นกระพุ้ง
    • ดูดยาหยอดตาจากขวด หยดลงบริเวณหัวตาที่เป็นกระพุ้งตามจำนวนหยดที่ต้องการ แล้วหลับตา 1-2 นาที พร้อมกับใช้นิ้วมือกดบริเวณหัวตาและสองข้างของจมูกเบาๆ ยาจะได้ไม่ไหลลงคอ

    สิ่งที่ควรระวัง คือ อย่าให้ปลายหลอดหยดตาถูกตา เพราะอาจมีเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกติดกลับเข้าไปในขวดและเมื่อใช้แล้วต้องรีบปิดขวดทันที

    กรณีที่มีน้ำยาซึกมออกมาจากเบ้าตา อาจใช้สำลีหรือทิชชูซับน้ำยาเฉพาะบริเวณนอกเบ้าตา ไม่ควรซับน้ำยาที่เบ้าตาโดยตรง เพราะจะทำให้น้ำยาซึมออกมาหมด

    วิธีใช้ยาป้ายตา

    • ล้างมือให้สะอาดทั้งสองข้าง
    • เปิดฝาหลอดที่บรรจุยา กรณีที่เปิดใช้ครั้งแรก ควรบีบส่วนแรกของยาทิ้งเล็กน้อย
    • ดึงเปลือกตาล่างแล้วบีบยาลงในเปลือกตาล่างตรงบริเวณหัวตาออกไปทางหางตายาวประมาณ ½ เซนติเมตร ระวังอย่าให้ปลายหลอดสัมผัสกับตา
    • หลับตาแล้วใช้มือคลึงบริเวณหนังตาเบาๆ พร้อมกรอกลูกตาไปมาในขณะที่ยังหลับตาอยู่ เพื่อให้ตัวยากระจายและซึมเข้าสู่บริเวณที่ต้องการได้ดีขึ้น
    • ปิดฝาจุกหลอดยาป้ายตาทันทีที่ใช้แล้ว

    2.ใช้ให้ถูกขนาด

    ยาตาแต่ละชนิดมีขนาดการใช้แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับชนิดและความแรงของยา ดังนั้นจึงต้องใช้ยาตามขนาดที่แพทย์กำหนด เพราะยาบางชนิดถ้าใช้มากเกินไปอาจมีอันตรายได้และถ้าใช้น้อยเกินไปก็จะไม่ได้ผลในการรักษา

    3.ใช้ให้ตรงเวลา

    ยาตาก็เช่นเดียวกับยาที่ใช้รับประทาน คือ มีช่วงเวลาของการออกฤทธิ์และหมดฤทธิ์ ซึ่งแต่ละชนิดสั้น-ยาวไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงควรใช้ยาให้ตรงเวลาที่แพทย์สั่งหรือที่มีกำหนดอยู่บนฉลากข้างขวด และควรใช้ยาให้ครบจำนวนครั้งในแต่ละวันเช่นกัน

    4.ใช้ยาให้ถูกลำดับและถูกข้าง

    บางกรณีอาจมีการใช้ยาตามากกว่า 1 ชนิด และรูปแบบต่างกัน เช่น ใช้ทั้งชนิดหยอดตาและป้ายตา ในกรณีเช่นนี้จะต้องใช้ชนิดหยอดก่อน รอสักครู่แล้วจึงใช้ชนิดป้ายตาตาม หรือถ้าเป็นรูปแบบเดียวกันก็ไม่ควรใช้พร้อมกัน ต้องทิ้งระยะเวลาให้ห่างกันสัก 5-10 นาที ทั้งนี้เพราะถ้าใช้พร้อมกันยาอาจไปทำลายฤทธิ์กันเอง ทำให้ไม่มีผลทางการรักษา

    นอกจากนี้การใช้ยาตาจะต้องใช้ให้ถูกต้องว่าจะต้องใช้กับตาซ้ายหรือตาขวา หรือหยอดทั้งสองข้าง ยาบางอย่างถ้าหยอดตาซึ่งจะไม่ได้อะไรเลย อาจมีอันตราย ก็ไม่จำเป็นต้องหยดข้างที่ไม่ได้เป็นอะไร

    5.ใช้ยาให้ถูกกับผู้ป่วยที่เป็นโรค

    ยาตาเป็นยารักษาเฉพาะผู้ป่วยแต่ละราย ไม่ควรใช้ยาตาร่วมกันแม้ว่าจะเป็นโรคที่เหมือนกันหรือมีอาการคล้ายกันก็ตาม เพราะโรคตาบางอย่างติดต่อกันง่ายมากโดยผ่านทางปลายหลอดหยดยาหรือปลายหลอดยาป้ายตา

    6.การเก็บยาตาที่เปิดใช้แล้ว

    การเปิดขวดหรือหลอดของยาตาไม่ว่าจะเป็นชนิดขวดหรือหลอดในแต่ละครั้งนั้นอาจมีเชื้อจุลชีพจากอากาศเข้าไปทุกครั้ง โดยทั่วไปถ้าเป็นไปได้ควรเลือกยาตาที่มีขนาดบรรจุน้อยๆ เมื่อหายจากอาการที่เป็นก็ควรทิ้งไปเลย แต่ถ้าต้องการเก็บไว้ใช้ต่อก็ควรปิดฝาให้แน่น ควรทราบว่าทั้งยาหยอดและยาป้ายตาเมื่อเปิดใช้แล้ว ถ้าใช้ไม่หมดภายใน 1 เดือน ควรทิ้งไป นอกจากนี้ยาบางอย่างควรเก็บไว้ในที่เย็นหรือห้ามถูกแสง เช่น ยาตาที่มีส่วนผสมของคลอแรมเฟนิคอล และควรเก็บให้ไกลมือเด็ก

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่