การกินเพื่อสุขภาพ

การวินิจฉัยภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
การวินิจฉัยภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน

วิธีที่นิยมใช้ในการวินิจฉัยภาวะน้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วนมีหลายวิธี  ดังต่อไปนี้

  • การวัดค่าดัชนีมวลกาย

ดัชนีมวลกาย  (body  mass  index  :  BMI)  คือ  ค่าที่ได้จากการนำน้ำหนักและส่วนสูง มาคำนวณเพื่อประเมินหามวลไขมันในร่างกายต่อพื้นที่ร่างกาย  1  ตารางเมตรของผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 20  ปีขึ้นไป  ซึ่งเป็นวิธีการที่แพทย์และนักกำหนดอาหารนิยมใช้กันมากที่สุดคำนวณ  เนื่องจาก คำนวณง่ายและสามารถใช้ได้กับทุกเพศ  และทุกเชื้อชาติ  โดยใช้สูตรในการคำนวณดังนี้

ผลลัพธ์ที่ได้จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ค่าดัชนีมวลกาย  ตามเกณฑ์ของคนเอเชียที่มี รูปร่างเล็กกว่าคนยุโรป  (ตารางที่  6.1)  ในผู้ที่มีภาวะโภชนาการปกติจะมีค่าดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง  18.5-22.9  กิโลกรัมต่อตารางเมตร  ถ้ามีค่าดัชนีมวลกายระหว่า  23-24.9  กิโลกรัมต่อตารางเมตร  ถือว่ามีน้ำหนักเกิน  และค่าดัชนีมวลกายมากกว่า  25  กิโลกรัมต่อตารางเมตร  ถือว่าเป็นโรคอ้วน

ตารางที่ 6.1 ค่าดัชนีมวลกายตามเกณฑ์ของคนเอเชีย (Asia-pacific perspective)

ภาวะโภชนาการ

เกณฑ์ดัชนีมวลกาย (กิโลกรัม/เมตร2)

น้ำหนักตัวน้อย

น้อยกว่า 18.5

น้ำหนักตัวปกติ

18.5-22.99

น้ำหนักเกิน (เสี่ยงต่อภาวะโรคอ้วน)

23-24.99

อ้วนระดับ 1

25-29.99

อ้วนระดับ 2

มากกว่าหรือเท่ากับ 30


ที่มา
: สำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย, 2554

  • การวัดปริมาณไขมันใต้ผิวหนัง (skin fold thickness)

เนื่องจากร่างกายของคนประกอบด้วยเนื้อเยื่อหลายชนิดรวมกัน เป็นน้ำหนักตัวรวมทั้งกล้ามเนื้อ กระดูก และไขมัน คนทั่วไปมักมีไขมันสะสมใต้ผิวหนังในปริมาณที่มากน้อยแตกต่างกัน และไขมันที่เก็บสะสมไว้ร้อยละ 50 ของไขมันที่เก็บสะสมในร่างกายจะอยู่บริเวณใต้ผิวหนัง ดังนั้นวิธีการวัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนังสามารถใช้พิจารณาภาวะน้ำหนักตัวเกินได้ เครื่องมือที่ใช้วัดไขมันใต้ผิวหนังเรียกว่า “คาลิเปอร์วัดไขมันใต้ผิวหนัง” (skinfold caliper) รูปร่างคล้ายวงเวียนวัดดังแสดงในรูปที่ 6.4 โดยมีตำแหน่งวัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนังบริเวณไตรเซพ (triceps skinfold thickness) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่นิยมวัดไขมันใต้ผิวหนังมากที่สุดเริ่มต้นจากจุดกึ่งกลางต้นแขน (ระหว่างข้อศอกกับหัวไหล่ด้านหลัง) โดยให้ผู้ถูกวัดยืนหรือนั่ง ปล่อยแขนตามสบาย จับผิวหนังและไขมันใต้ผิวหนังที่ไม่มีกล้ามเนื้อยกขึ้น 2 เซนติเมตรเหนือจุดกึ่งกลางแขน แล้ววัดความหนาของกึ่งกลางแขนโดยใช้คาลิเปอร์บีบ วัดผล 3 ซ้ำ แล้วหาค่าเฉลี่ยมาเทียบกับค่ามาตรฐาน (ตารางที่ 6.2)


รูปที่ 6.4   คาลิเปอร์เครื่องมือวัดไขมันใต้ผิวหนัง

ที่มา : Schiff, 2011

ตารางที่ 6.2  ค่าต่ำสุดความหนาของไขมันใต้ผิวหนังบริเวณไตรเซพใช้ติดสินความอ้วนคนอเมริกันเผ่าคอเอเซียน

 

ความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง

 

ความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง

อายุ (ปี)

ชาย

(มิลลิเมตร)

หญิง

(มิลลิเมตร)

อายุ (ปี)

ชาย

(มิลลิเมตร)

หญิง

(มิลลิเมตร)

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

12

12

13

14

15

16

17

18

18

17

16

15

14

14

15

16

17

18

20

21

22

23

23

24

25

26

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30-50

15

15

16

17

18

18

19

20

20

21

22

22

23

27

27

28

28

28

28

28

29

29

29

29

29

30

ที่มา : เทวี และนิตยา, 2549

  • การวัดเส้นรอบเอว (waist circumference)
  • การวัดอัตราส่วนของเส้นรอบเอวต่อเส้นสะโพก (waist over hip circumference)

การวัดเส้นรอบเอวระดับสะดือ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เส้นรอบเอวมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับค่าดัชนีมวลกาย และเป็นดัชนีที่คาดคะเนมวลไขมันในช่องท้อง และไขมันในร่างกายทั้งหมด การวัดเส้นรอบเอวทำได้โดยการวัดในท่ายืนแยกเท้าประมาณ 25-30 เซนติเมตร วัดรอบเอวผ่านสะดือวัดในช่วงหายใจออกโดยให้สายวัดแนบกับลำตัวไม่รัดแน่นและให้ระดับของสายวัดที่วัดรอบเอววางอยู่ในแนวขนานกับพื้น

ผลการวัดเส้นรอบเอวสำหรับชาวอเมริกา ถ้ามากกว่า 102 เซนติเมตร (40 นิ้ว) สำหรับเพศชาย และมากกว่า 88 เซนติเมตร (35 นิ้ว) สำหรับเพศหญิง ถือว่าเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนจากโรคอ้วน แต่สำหรับคนเอเชียถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 90 เซนติเมตรในเพศชาย และมากกว่า 80 เซนติเมตรในเพศหญิง ถือว่าอ้วน และมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเรื้อรัง สำหรับผลการศึกษาในประเทศไทยในกลุ่มตัวอย่างอายุ 45-50 ปี พบว่า รอบเอวที่สัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ 84 เซนติเมตรในเพศชาย และ 80 เซนติเมตรในเพศหญิง โดยรอบเอวในเพศชายมีความสัมพันธ์กับปริมาณร้อยละของไขมัน (สุวรรณา, 2554) ซึ่งจากผลการสำรวจของสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย (2551) พบว่า เพศชายมีภาวะลงพุงร้อยละ 18.6 และร้อยละ 45 ในเพศหญิงอายุ 15 ปีขึ้นไป

            เป็นค่าที่ได้จากการคำนวณหาอัตราส่วนของเส้นรอบเอวบริเวณระดับสะดือ ต่อเส้นรอบสะโพกส่วนที่นูนที่สุดของสะโพก โดยเส้นรอบเอวเป็นดัชนีที่คาดคะเนมวลไขมันในช่องท้อง และไขมันในร่างกายทั้งหมด ส่วนเส้นรอบสะโพกให้ข้อมูลด้านมวลกล้ามเนื้อและโครงสร้างกระดูกบริเวณสะโพก อัตราส่วนเส้นรอบเอวต่อเส้นรอบสะโพกสามารถคำนวณได้จากสูตรนี้

โดยทั่วไปค่าที่คำนวณได้สำหรับผู้ชายควรน้อยกว่าหรือเท่ากับ < 0.9 (มีเอวเล็กกว่าสะโพก) และผู้หญิงควรน้อยกว่าหรือเท่ากับ <0.8 และถ้าค่าที่คำนวณได้มากกว่าหรือเท่ากับ >1.0 ถือว่ามีภาวะเสี่ยง (Schlenker and Long, 2011) ในขณะที่ภาวะอ้วนลงพุงในผู้ชาย พบว่า ถ้ามีอัตราส่วนของเส้นรอบเอวต่อเส้นรอบสะโพก มากกว่า 1 และผู้หญิงมากกว่า 0.8 ถือว่า อ้วนลงพุง (สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ, 2548) จากรายงานการวิจัยของสุวรรณา (2554) พบว่า ค่าที่วัดได้ที่มีสัดส่วนเท่ากับ 1 มีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง และถ้าเพศชายที่มีสัดส่วนมากกว่า 0.9 และเพศหญิงมากกว่า 0.8 จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเมแทบอลิก แต่ค่าในช่วง 0.89 ในกลุ่มตัวอย่างชายไทยอายุมากกว่า 35 ปี พบว่า มีความสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดมากที่สุด

ข้อจำกัดของค่านี้ คือ ค่าอาจไม่เปลี่ยนแปลงถ้ารอบเอวและรอบสะโพกเพิ่มขึ้นเท่ากันหรือผู้หญิงที่มีรอบสะโพกใหญ่มากจะมีค่านี้ไม่สูง เพราะใช้รอบสะโพกเป็นตัวหาร

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "พื้นฐานโภชนบำบัด" โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อัจฉรา ดลวิทยาคุณ จากสำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
บีเอ็มไอ(BMI): ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) บ่งบอกอะไรบ้าง ?
บีเอ็มไอ(BMI): ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) บ่งบอกอะไรบ้าง ?

ใช้วิธีคำนวณบีเอ็มไอ (BMI) เพื่อหาดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) ของคุณ

บีเอ็มไอ (BMI): ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) บ่งบอกอะไรบ้าง?
บีเอ็มไอ (BMI): ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) บ่งบอกอะไรบ้าง?

ใช้วิธีคำนวณบีเอ็มไอ (BMI) เพื่อหาดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) ของคุณ