การดูแล

โรคขี้เรื้อนเปียกในสุนัข

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 14, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
Istock 505071952 m

โดยทั่วไปแล้วจะมีความรุนแรงของโรคน้อยกว่าไรขี้เรื้อนแห้ง หรือที่เรียกว่า ตัวหิด เป็นโรคที่ส่วนมากจะหายได้เอง หมายความว่า สัตว์จะสามารถระงับการเจริญพันธ์และการเจริญเติบโตของตัวไรได้ด้วยตัวมันเอง และในที่สุดก็จะซ่อมแซมส่วนที่ไรทำลายได้อีกด้วย  เมื่อตัวไรได้ถูกกำจัดหมดแล้ว สุนัขส่วนมากจะไม่ได้รับการโจมตีจากตัวไรอีก เนื่องจากภูมิคุ้มกันของสุนัขจะเป็นส่วนสำคัญในการกำจัดตัวไรขี้เรื้อนเปียกรุ่นใหม่ ๆ 

อย่างไรก็ตาม มีสุนัขบางสายพันธุ์ที่โดยทางพันธุกรรมนั้นไม่สามารถผลิตปัจจัยที่เป็นภูมิคุ้มกันเฉพาะ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัดตัวไร การขาดภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวไรที่ไม่เพียงพอที่จะป้องกันตัวไรที่ถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรม สุนัขจะได้รับอาการของโรคขี้เรื้อนเปียกที่ไม่ตอบรับต่อยาอย่างร้ายแรง

สัตวแพทย์ส่วนมากเชื่อว่าสุนัขแทบทุกตัวมีไรอาศัยอยู่ตามผิวหนัง ดังนั้นการมีไรอยู่ตัวสองตัวถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก แต่ถ้ามีปัจจัยเรื่องของภูมิคุ้มกัน สภาพแวดล้อมและโภชนาการ หรือ ความเครียดมาเกี่ยวข้องแล้ว ล้วนมีส่วนช่วยให้เกิดปัญหาโรคไรขี้เรื้อนเปียกได้ และส่งผลให้บาดแผลบนผิวหนังที่เกิดจากการติดไรเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น

รู้เรื่องเกี่ิิ่ยวกับโรคไรขี้เรื้อนเปียกเพิ่มเติมได้จากถาม-ตอบข้างล่างนี้

ถาม: ไรขี้เรื้อนเปียกสามารถสืบทอดต่อกันได้หรือไม่?

ตอบ: ไม่ ไรขี้เรื้อนเปียกจะไม่อาศัยบนลูกอ่อนในครรภ์ ในขณะที่ตัวอ่อนเจริญเติบโตจากจากเอ็มบริโอในมดลูก อย่างไรก็ตาม ถ้าแม่มีไรขี้เรื้อนเปียกปรากฏใน/บนผิวหนังของมัน โดยการติดจะเกิดได้ตั้งแต่วันที่ลูกสุนัขสัมผัสกับแม่ ไรขี้เรื้อนเปียกสามารถจะบุกรุกเข้าไปในผิวหนังของตัวอ่อนทันทีหลังคลอด เนื่องด้วยสุนัขส่วนมากมีไรขี้เรื้อนเปียกอาศัยอยู่ในชั้นผิวหนังแต่ไม่แสดงให้เห็นบาดแผลที่ผิวหนัง แม่อาจจะไม่แสดงว่ามีไรขี้เรื้อนเปียกใด ๆ แต่ก็สามารถส่งผ่านไปยังลูกสุนัขแรกเกิดได้หลังคลอด แต่จะยังไม่สามารถก่อให้เกิดโรคได้เนื่องจากมีปริมาณน้อยในลูกสุนัขและลูกสุนัขยังมีภูมิคุ้มกันจากแม่อยู่

ถาม: แล้วทำไม เราถึงได้ยินเสมอ ๆ ว่าไรขี้เรื้อนเปียกสามารถสืบทอดกันได้?

ตอบ: ปัญหาของเรื่องนี้คือคำพูดที่พูดต่อกันมา ภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ ที่คุ้มกันการติดไรขี้เรื้อนเปียกสามารถสืบทอดต่อกันได้ และสุนัขส่วนมากมักจะมีภูมินั้นอยู่กับตัว และสามารถคุ้มกันไรขี้เรื้อนเปียกได้ แต่บางตัวก็อาจจะมีการบกพร่องภูมิคุ้มกันตัวนั้น และไม่มีความสามารถที่จะขจัดตัวไรนั้นได้ ดังนั้นความสามารถในการต้านทานตัวไรได้หรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่สืบทอดต่อกันได้ แต่ตัวไรเองนั่นแหละที่ไม่สามารถสืบทอดต่อกันได้

ถาม:  ถ้าฉันมีลูกสุนัขอายุ 6 สัปดาห์และติดไรขี้เรื้อนเปียกมา ซึ่งลูกสุนัขไม่เคยสัมผัสกับสุนัขนอกบ้านตัวอื่นเลย แสดงว่าลูกสุนัขติดมาจากแม่ของมัน แต่แม่ของมันไม่เคยมีไรขี้เรื้อนเปียกมาก่อน แล้วเหตุการณ์นี้เป็นไปได้อย่างไร?

ตอบ: บทสรุปที่อ้างว่าแม่สุนัขไม่เคยมีไรขี้เรื้อนเปียกอาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ไรขี้เรื้อนเปียกถูกพิสูจน์มาแล้วว่าได้อาศัยอยู่ในรูขุมขนของสุนัข คน และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนมาก โดยที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ให้อาศัยเลย ดังนั้นตัวไรเหล่านั้นอาจจะอาศัยอยู่บนสิ่งมีชีวิตปกติที่มีสุขภาพดีอยู่ก็ได้ (หมายถึงการมีภูมิคุ้มกันที่ใช้ปราบปรามตัวไรเหล่านั้นอยู่กับตัวเอง) การที่คุณไม่พบเจอรอยแผลกัดของตัวไรที่ตัวสุนัขไม่ได้หมายความว่าสุนัขตัวนั้นไม่มีไรอยู่กับตัว

ถาม: ไรขี้เรื้อนเปียกมีผลต่อมนุษย์อย่างไร?

ตอบ: ไรขี้เรื้อนเปียกที่ส่งผลกับมนุษย์เป็นกรณีที่เป็นไปได้ยาก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ รูปทางขวาคือรูปของผู้ดูแลสุนัขที่ติดไรขี้เรื้อนเปียกที่บริเวณผิวหน้า เธอเป็นเจ้าหน้าที่ที่รักษาสุนัขตามคำสั่งของแพทย์ในโรงพยาบาลสัตว์ หลังจากเธอได้เข้ารับการรักษากับแพทย์ผิวหนัง ในที่สุดเธอก็สามารถกำจัดไรเหล่านั้นได้ แต่กระบวนการต่าง ๆ ก็นำมาซึ่งการใช้ยาเฉพาะที่อย่างนับครั้งไม่ถ้วนและรวมไปถึงการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบทั่วร่างกายอีกด้วย หลังจากได้รับการรักษาผ่านไป 6 เดือน อาการติดไรทั้งหมดก็หายไปจนหมดสิ้น

ถาม: ถ้าฉันมีสุนัขที่มีไรขี้เรื้อนเปียก แสดงว่าฉันไม่สามารถที่จะผสมพันธุ์สุนัขของฉัน ใช่หรือไม่?

ตอบ: ถ้าสุนัข ไม่ว่าจะเพศผู้หรือเพศเมีย มีอาการติดเชื้อไรขี้เรื้อนเปียกที่ยื้ดเยื้อและยากต่อการรักษา สุนัขตัวนั้นไม่สมควรจะถูกผสมพันธุ์ ถ้าคุณมีสุนัขที่มีหรือเคยมีไรขี้เรื้อนเปียกแบบเฉพาะที่ ในระยะเวลาสั้น ๆ และหายดีแล้ว การผสมพันธุ์ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่สัตวแพทย์บางคนเชื่อว่า สุนัขตัวใดที่แสดงอาการของการติดเชื้อไรขี้เรื้อนเปียกที่ผิวหนัง สุนัขตัวนั้นสมควรจะถูกคัดออกจากแผนการผสมพันธุ์สุนัขในระดับชั้นดี ๆ

ถาม: ถ้าสุนัขวัยรุ่นได้รับการวินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อไรขี้เรื้อนเปียก สุนัขตัวนั้นไม่สมควรจะได้รับการทำหมันจนกว่าสุนัขจะได้รับการกำจัดไรขี้เรื้อนเปียกออกหมดแล้ว ใช่หรือไม่?

ตอบ: แพทย์ผิวหนังส่วนมากเลือกที่จะไม่รักษาสุนัขที่ติดโรคขี้เรื้อนเปียกแบบกระจายทั่วตัว นอกจากสุนัขตัวนั้นจะได้รับการทำหมันแล้ว เหตุผลนั้นง่ายมาก เนื่องด้วยมีความเป็นไปได้สูงที่ทายาทของสุนัขที่ติดไรจะมีการเกิดโรคขี้เรื้อนเปียกตามมา ดังนั้น การไม่ทำหมันสุนัขที่กำลังได้รับการรักษาจึงเป็นสิ่งที่ไม่เกื้อประโยชน์กัน ในทางเดียวกัน ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ในสุนัขเพศเมียที่กำลังติดสัดหรือสุนัขที่กำลังตั้งท้องสามารถเป็นสาเหตุที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือยากที่จะควบคุม อย่างไรก็ตาม การปรากฏของฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของสุนัขเพศผู้ (สุนัขที่ยังไม่ได้รับการทำหมัน) ยังไม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องความสามารถในการควบคุมไรขี้เรื้อนเปียก หมายเหตุ: แพทย์จะไม่รักษาสุนัขที่เป็นโรคขี้เรื้อนเปียกเฉพาะที่ (พบรอยโรคน้อยกว่า 6 จุด) เพราะว่าสุนัขมากกว่า 90% ซึ่งอาจหายได้เองถ้าสุนัขแข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันดีพอ ถ้ารักษาอาการของโรค อาจลุกลามจนเป็นแบบกระจายทั่วตัว

ถาม: ไรขี้เรื้อนเปียกสามารถส่งผ่านกันจากสุนัขที่ติดไรสู่สุนัขที่แข็งแรง ได้หรือไม่?

ตอบ: สุนัขที่มีสุขภาพแข็งแรงจะมีความสามารถในการต่อต้านการติดไร ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ตัวไรขี้เรื้อนเปียกเป็นเชื้อที่อยู่บนผิวหนังอยู่แล้ว และอาจไม่สร้างความเดือดร้อนใด ๆ ให้แก่สุนัข แต่ทางที่ดีที่สุด เพื่อความปลอดภัย ไม่ควรให้สุนัขตัวนั้นมีการสัมผัสทางร่างกายโดยตรงกับสุนัขที่กำลังมีอาการของโรคขี้เรื้อนเปียกอยู่ เพื่อป้องกันการติดต่อสู่กัน

ถาม: แล้วสุนัขที่มาติดไรขี้เรื้อนเปียกในภายหลัง ทั้ง ๆ ที่ตอนเป็นลูกสุนัขไม่เคยติดมาก่อนล่ะ?

ตอบ: เราเรียกว่าโรคขี้เรื้อนเปียกที่เป็นในสุนัขโตเต็มวัยและมักพบมากในสุนัขที่ถูกคิดว่าเป็นสุนัขที่แข็งแรงดีอยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีการติดไรทางพยาธิวิทยาที่เฉพาะเจาะจงหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่สัตวแพทย์พบโรคขี้เรื้อนเปียกในสุนัขโตเต็มวัย แพทย์จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นผลตามมาจากโรคอื่นที่ร้ายแรง ซึ่งแพ้ต่อภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์ เช่น โรคภัยไข้เจ็บ ดังเช่น มะเร็ง ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ การติดเชื้อราชนิดแพร่กระจาย ภาวะต่อมหมวกไตทำงานไม่เพียงพอ แม้กระทั่งการรับยาสั่งจ่ายจากแพทย์ที่มีส่วนผสมของคอร์ติโซน ก็มีโอกาสเสี่ยงที่ปล่อยให้ตัวไรที่ก่อนหน้านี้ไม่มีอันตราย เจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังเป็นสาเหตุของโรคผิวหนังที่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น โรคขี้เรื้อนเปียกที่เกิดขึ้นในสุนัขโตเต็มไวไม่ใช่ความผิดปกติทางพันธุกรรม กรณีต่าง ๆ เหล่านี้ยากที่จะรักษา นอกจากสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดประจำตัวได้ถูกแก้ไขอย่างประสบผลสำเร็จแล้ว

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ