ปัจจัยเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมและการป้องกัน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 12, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที

ปัจจุบันพบว่า ผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมส่วนหนึ่ง เกิดจากสาเหตุร่วมกันระหว่างโรคอัลไซเมอร์และโรคหลอดเลือดสมอง ดังนั้นการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากสามารถป้องกันภาวะสมองเสื่อมที่เกิดจากโรคหลอดเลือดสมองโดยตรงแล้ว ยังมีผลในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของภาวะสมองเสื่อม ได้แก่ อายุที่มากขึ้น พันธุกรรมบางชนิด ปัจจัยเสี่ยงด้านหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง ปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ขาดการออกกำลังกาย ขาดการกระตุ้นทางสังคมไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมที่คิดอ่าน และขาดสารอาหาร

สำหรับปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะสมองเสื่อมมีดังนี้

  • น้ำหนักตัวเกิน ดัชนีมวลกาย : BMI (body mass index) มาจาก น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (เมตร)2 ค่าที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อมในอนาคต คือ 20 – 22.5 โดยเฉพาะถ้ามากกว่า 25 ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามดัชนีมวลกาย
  • การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เพิ่มอุบัติการณ์การเกิดโรคหลอดเลือดสมองถึง 2 เท่า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม 2.28 เท่า การงดสูบบุหรี่ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปจะลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลงได้เท่าคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่ คือลดลงร้อยละ 50
  • แอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณไม่เกิน 3 แก้วต่อวัน สามารถลดโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมได้ร้อยละ 42 และลดโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมองได้ร้อยละ 71 โดยไม่ขึ้นกับชนิดของแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม บางการศึกษาพบว่าชนิดของแอลกอฮอล์ที่สามารถลดโอกาสการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้คือ ไวน์เท่านั้น แต่การศึกษาในประเทศญี่ปุ่นพบว่า การดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง ผลกระทบของแอลกอฮอล์ต่อร่างกายไม่ควรพิจารณาเฉพาะเรื่องภาวะสมองเสื่อมเท่านั้น เนื่องจากแอลกอฮอล์ยังมีผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์ที่มีปัญหาเรื่องภาวะสมองเสื่อม ยังอาจเกิดจากการขาดสารอาหาร อุบัติเหตุต่อสมองและอื่น ๆ ได้อีก
  • สารอาหาร การกิจอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและวิตามินอีที่เพิ่มขึ้นจะมีอัตราการเกิดภาวะสมองเสื่อมลดลง โดยเฉาะในกลุ่มผู้ที่สูบบุหรี่จะยิ่งมีอัตราการลดสูงขึ้น สารอาหารที่สำคัญตัวอื่นได้แก่ กรดโฟลิกและวิตามินบี 12 สำหรับการขาดวิตามินซีและวิตามินบี 12 มักไม่เป็นปัญหาสาธารณสุขในประเทศไทย เนื่องจากส่วนใหญ่มักได้รับเพียงพอ
  • การกินอาหารที่มีไขมันสูง หรือมีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม การกินไขมันจากพืชและโอเมกา 6 (กรดไลโนเลอิก) ซึ่งพบมากในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดฟังทอง ถั่วเหลือง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ การกินปลาทะเลอาจช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ได้ โดยลดความเสี่ยงลดเหลือ 0.4 และ 0.3 เท่าตามลำดับ0
  • การขาดการออกกำลังกาย มีการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์ ในวัยกลางคนลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ร้อยละ 52 และ 62 ตามลำดับเมื่ออยู่ในวัยสูงอายุ
  • ความดันโลหิตสูง ในแต่ละช่วงความดันซิลโตลิกที่เพิ่มขึ้นทุก 10 มิลลิเมตรปรอท ความเสี่ยงของการเกิดปัญหาการลดลงของความสามารถของสมอง สูงขึ้นร้อยละ 7 การที่มีความดันโลหิตสูงในวัยกลางคน เพิ่มความเสี่ยงการเกิดภาวะสมองเสื่อมในวัยสูงอายุ โดยถ้าได้รับการรักษาโอกาสเสี่ยงนี้จะลดลงจาก 4.3 เท่าเป็น 1.9 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีความดันโลหิตสูง โดยความดันโลหิตสูงมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการลดลงของความสามารถของสมอง ผลกระทบทางตรงคือ ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงจะมีการลดลงของปริมาตรสมอง น้ำหนักสมอง และพบมีการเพิ่มขึ้นของรอยโรคชนิดที่พบในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ สำหรับผลกระทบทางอ้อมเกิดจาก การที่เกิดหลอดเลือดตีบแข็งและเกิดโรคหลอดเลือดสมองจากการที่มีความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน
  • โรคเบาหวานและภาวะดื้อต่ออินซูลิน เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ และเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง พบว่าอุบัติการณ์ภาวะสมองเสื่อมสูงขึ้น 2 เท่าในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • ภาวะไขมันในเลือดสูง การที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซึ่งนำไปสู่การเกิดภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น นอกจากนั้นการที่มีไขมันในเลือดสูงยังอาจทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์อีกครั้ง
  • โรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคหัวใจชนิดต่าง ๆ มีโอกาสทำให้เกิดหลอดเลือดสมองอุดตันจากลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในหัวใจ
  • ระดับโฮโมซีลเทอีนที่สูง (Hyperhomocysteinemia) ผลกระทบต่อสมองจากการที่มีระดับโฮโมซีสเทอีนเพิ่มขึ้น เกิดจาก 2 สาเหตุหลัก คือ จากการเกิดพิษต่อเซลล์สมองและจากการที่มีผลเสียต่อหลอดเลือดสมอง การเปลี่ยนแปลงของโฮโมซีสเทอีนในร่างกายเราเกิดขึ้น 2 วิธี โดยต้องอาศัยวิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และกรดโฟลิกเป็นตัวช่วย การขาดวิตามินเหล่านี้จะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของโฮโมซีสเทอีน
  • ฮอร์โมเพศหญิงทดแทน ในปัจจุบันพบว่าฮอร์โมเพศหญิงทดแทน ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมองตีบ การอุดตันหลอดเลือดดำ แม้ว่าจะมีผลดีกับเรื่องมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และการเกิดกระดูกหัก นอกจากนั้นยังพบอุบัติการณ์โรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น และผู้ป่วยที่ได้ฮอร์โมเพศหญิงทดแทนชนิดรวม เกิดภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า
  • อุบัติเหตุที่ศีรษะ มีหลายรายงานการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่าผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมจากสาเหตุอื่น ๆ มีประวัติเคยได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะมากกว่าคนที่ไม่มีภาวะสมองเสื่อม อย่างไรก็ตามบางการศึกษาไม่พบว่า การได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะมาก่อนเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะสมองเสื่อม
  • อาการซึม สับสนเฉียบพลัน ผู้ป่วยที่มีอาการนี้เกิดขึ้น เมื่อติดตามไปแล้วมีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมสูงขึ้นกว่าคนที่ไม่เคยเป็น
  • โรคหลอดเลือดสมอง การป้องกันการเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมองด้วยการแก้ไขปัจจัยเสี่ยงต่าง เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน สูบบุหรี่ รวมถึงการกินยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน หรือยากันเลือดแข็งตัว เช่น วาร์ฟาริน ในกรณีที่มีโรคหัวใจบางชนิด เป็นการป้องกันการเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมอง ดังนั้นจึงสามารถป้องกันภาวะสมองเสื่อมด้วย
  • โรคซึมเศร้า จากการศึกษาวิจัยจำนวนมาก พบว่าอาการซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อม อาจเป็นไปได้จากการที่อาการซึมเศร้าเป็นสาเหตุที่ทำให้มีปัญหาความจำ หรืออาการซึมเศร้าเป็นอาการหนึ่งของภาวะสมองเสื่อมเอง โดยเกิดก่อนที่จะมีอาการสมองเสื่อมที่ชัดเจน ถึงแม้ในปัจจุบันยังไม่ทราบชัดเจนว่าอาการซึมเศร้ามีส่วนทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมหรือแท้จริงแล้วเป็นอาการหนึ่งของภาวะสมองเสื่อม การป้องกันและแก้ไขอาการซึ่งเศร้าจึงยังนับว่าเป็นการป้องกันภาวะสมองเสื่อมวิธีหนึ่ง
  • สารพิษในสิ่งแวดล้อมรอบตัว ถึงแม้จะไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนถึงผลเสียของสารพิษต่าง ๆ ต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม แต่มีหลายรายงานที่พบว่าการได้รับสารพิษต่าง ๆ เช่น น้ำยาทำละลาย ตะกั่ว อลูมิเนียม เหล็ก ทองแดง ยาฆ่าแมลง อาจมีส่วนทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้

การป้องกันภาวะสมองเสื่อมตลอดทุกช่วงอายุ      

การรณรงค์ป้องกันภาวะสมองเสื่อมต้องทำตลอดตั้งแต่วัยเด็กจนวัยสูงอายุจึงจะได้ผลสูงสุด การป้องกันภาวะสมองเสื่อมในอดีตมักเน้นไปในด้านการป้องกันโรคเมื่อคนเรามีอายุวัยกลางคนหรือวัยสูงอายุเป็นต้นไปอย่างไรก็ตามการทำงานของสมองต้องมีการพัฒนามาตั้งแต่ช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดา การที่สมองมีระดับของศักยภาพการทำงานที่สูงตั้งแต่แรกเริ่ม เมื่อเกิดพยาธิสภาพขึ้นก็จะถึงจุดที่ทำให้เกิดอาการจากภาวะสมองเสื่อมช้าลงมุมมองของการป้องกันโรคตลอดทุกช่วงอายุ สามารถแบ่งแนวทางการป้องกันออกได้เป็น 4 ระดับ

  • ปัจจัยด้านพันธุกรรม ได้แก่ ความผิดปกติกลายพันธุ์ของยีน amyloid precursor protein, Presenilin 1 และ Presenilin 2 โดยเน้นในการป้องกันในด้านการตรวจทางพันธุกรรมเพื่อหาความผิดปกติในญาติของผู้ป่วย ส่วนความผิดปกติของพันธุกรรมส่วน Genotype epsilon 4/4 มีผลให้มีการสร้างสาร amyloid และทำให้ผู้ที่มี genotype ดังกล่าว เกิดโรคอัลไซเมอร์เร็วขึ้น และผู้ป่วยการบกพร่องของความจำเล็กน้อยที่มี Apo-lipoprotein epsilon 4/4 (APOE e4) จะมีโอกาสดำเนินโรคเป็นอัลไซเมอร์สูงขึ้น นอกจากนั้น พบว่าความผิดปกติของยีนอีกหลายชนิดมีส่วนทำให้เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ที่เริ่มมีอาการหลังอายุ 65 ปีได้

หากผู้ป่วยมีอาการของสมองเสื่อมก่อนอายุ 65 ปี (ซึ่งพบได้น้อย ไม่ถึงร้อยละ 5) จะมีโอกาสเกิดจากกรรมพันธุ์ได้มากกว่ามีอาการหลังอายุ 65 ปี ดังนั้นญาติสายตรง (พี่น้องหรือบุตร) มีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์สูงขึ้นเพียงเล็กน้อยหากมีญาติเป็นโรคอัลไซเมอร์หลังอายุ 65 ปี แต่หากเป็นก่อน 65 ปี อาจมีการแนะนำให้ตรวจพันธุกรรมของผู้ป่วยว่าผิดปกติหรือไม่ แล้วจึงพิจารณาคุยรายละเอียดกับญาติต่อไปทั้งนี้ไม่นับรวมภาวะสมองเสื่อมที่เกิดจากโรคอื่น ๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมองซึ่งมักเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านความผิดปกติของหลอดเลือดมากกว่า

  • ปัจจัยเสี่ยงในวัยเด็ก ได้แก่ การดูแลช่วงตั้งครรภ์และคลอด เพื่อลดปัญหาภาวะขาดสารอาหาร การติดเชื้อในครรภ์ การขาดออกซิเจนในช่วงคลอด นอกจากนั้นสถานภาพของครอบครัวในด้านเศรษฐกิจ ฐานะ ขนาดของครอบครัว อาชีพของบิดามารดา การศึกษา ตลอดจนการเจริญเติบโตของแขนขาและศีรษะในวัยเด็ก ยังมีผลต่อระดับของศักยภาพการทำงานของสมองอีกด้วย
  • ปัจจัยเสี่ยงในวัยกลางคน ปัจจัยเสี่ยงในวัยผู้ใหญ่ที่สำคัญแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยหลัก คือ
    • ปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรม เช่น การกินอาหารบางชนิด และไม่กินอาหารบางชนิด น้ำหนักตัวเกิน สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก ขาดการออกกำลังกาย ไม่ค่อยร่วมกิจกรรมที่พัฒนาการรู้คิด การเกิดอุบัติเหตุตลอดจนการได้รับสารพิษต่าง ๆ
    • ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือโรคลิ้นหัวใจพิการ 
  • ปัจจัยเสี่ยงในวัยสูงอายุ ได้แก่ การใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อการทำงานของสมอง ความผิดปกติทางเมแทบอลิกและเกลือแร่ อารมณ์ซึมเศร้าภาวะซึมสับสนเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมอง การควบคุมแก้ไขปัจจัยเสี่ยงในวัยกลางคนทำให้วัยสูงอายุมักได้ผลไม่มาก เนื่องจากมีปัจจัยด้านอายุซึ่งเป็นปัจจัยด้านอายุซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมที่สำคัญที่เลี่ยงไม่ได้ ตลอดจนผู้สูงอายุมักมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างร่วมกัน และการแก้ไขปัจจัยเสี่ยงในวัยกลางคน มักต้องอาศัยระยะเวลาในการเห็นประสิทธิผล

ผลของการป้องกันภาวะสมองเสื่อม

ปัจจัยเสี่ยงแต่ละอย่างมีความสัมพันธ์ต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมไม่เท่าเทียมกัน ความชุกของปัจจัยเสี่ยงแต่ละอย่างในประชากรมีความแตกต่างกันมาก และหลักฐานทางวิชาการที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของการที่ปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นอาจทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมก็มีความน่าเชื่อถือไม่เท่ากัน ดังแสดงให้เห็นในตารางที่ 2

ตารางที่ 2 แสดงความสัมพันธ์และผลของการป้องกันภาวะสมองเสื่อม

ความเสี่ยง

อายุ

พันธุกรรม

ปัจจัยเสี่ยงด้านหลอด-

เลือดและการดำเนินชีวิต

ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

25

3-4

ประมาณ 2 เท่า

ความชุก

พบบ่อยมาก

พบน้อยมาก

พบบ่อย

หลักฐานทางวิชาการ

ชัดเจน

ชัดเจน

ปานกลางหรือยังไม่เพียงพอ

 สรุปการป้องกันภาวะสมองเสื่อม

ถึงแม้ว่ายังต้องอาศัยการศึกษาวิจัยที่ยืนยันมากกว่านี้ในด้านการป้องกันภาวะสมองเสื่อม แต่แนวทางการปฏิบัติตัวโดยทั่วไปมีดังนี้

  1. กินอาหารครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง ใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันจากเมล็ดทางตะวัน ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดฟักทอง ถั่วเหลือง กินปลาทะเลให้มา กินอาหารที่มีวิตามินซี วิตามินอีและกรดโฟลิกสูง
  2. รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้เกินเกณฑ์โดยไม่ให้ดัชนีมวลกายเกิน 25
  3. หลีกเลี่ยงยาหรือสารที่จะทำให้เกิดอันตรายแก่สมอง เช่น ดื่มเหล้าจัด กินยาโดยไม่จำเป็น
  4. ไม่สูบบุหรี่หรืออยู่ในที่ ๆ มีครัวบุหรี่
  5. การฝึกฝนสมอง พยายามฝึกให้สมองได้คิดบ่อย ๆ เช่น อ่านและเขียนหนังสือบ่อย ๆ คิดเลข ดูเกมตอบปัญหา ฝึกหัดการใช้อุปกรณ์ใหม่ ๆ
  6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เช่น ปั่นจักรยาน วิ่งเหยะ เดินเล่น รำมวยจีน
  7. การพูดคุยพบปะผู้อื่นบ่อย ๆ เช่น ไปวัด ไปงานเลี้ยงต่าง ๆ เข้าชมรม
  8. ตรวจสุขภาพประจำปี หรือถ้ามีโรคประจำตัวอยู่เดิมก็ต้องติดตามการรักษาเป็นระยะ เช่น การตรวจหา ดูแลและรักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ
  9. ถ้ามีอาการเจ็บป่วยควรปรึกษาแพทย์แต่เนิ่น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุเพื่อลดโอกาสเกิดอาการสับสนเฉียบพลัน
  10. ระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุต่อสมอง ระวังการหกล้ม
  11. พยายามมีสติในสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังทำและฝึกสมาธิอยู่ตลอดเวลา
  12. พยายามไม่คิดมาก ไม่เครียด หากิจกรรมต่าง ๆ ทำเพื่อคลายเครียด เนื่องจากความเครียดและอาการซึมเศร้าอาจทำให้จำอะไรได้ไม่ดี

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "รู้จริงและเข้าใจ สุขภาพผู้สูงวัยและภาวะสมองเสื่อม" โดยรองศาสตราจารย์ นายแพทย์วีรศักดิ์ เมืองไพศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ระบบประสาท และภาวะสมองเสื่อม ปรับปรุงและเพิ่มเติมเนื้อหาจากหนังสือ "สุขภาพดีสมใจ ในวัยสูงอายุ" จากสำนักพิมพ์ซีเอ็ด


ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

โรคสมองเสื่อมมีวิธีป้องกันและรักษาอย่างไร
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โรคความจำเสื่อมเกิดจากสาเหตุใดค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่