คำถามที่พบบ่อยในภาวะสมองเสื่อม

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 12, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที

อาการเริ่มต้นอย่างไร จึงจะสงสัยว่าสมองเสื่อมและปรึกษาแพทย์

อาการเตือนของภาวะสมองเสื่อม ได้แก่

  • ความจำระยะสั้นเสียไป จำได้แต่เรื่องที่เกิดขึ้นนานมาแล้วแต่ มักจำเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้ จนมีผลต่อหน้าที่การทำงาน
  • ทำกิจกรรมที่คุ้นเคยได้ยากลำบากขึ้น
  • มีปัญหาด้านภาษา เช่น นึกชื่อคนที่คุ้นเคยหรือสิ่งของไม่ออก ฟังแล้วเข้าใจอะไรยากขึ้น พูดน้อยลง ผิดไวยากรณ์
  • สับสนทิศทาง สถานที่ เวลา
  • วางของแล้วหาย หาไม่พบ
  • การตัดสินใจไม่ดีเหมือนเก่า
  • คิดแบบนามธรรมไม่ได้ การคิดค้น ริเริ่มสิ่งต่างๆเสียไป
  • มีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและอารมณ์ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพ เช่น หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว หวาดระแวง เห็นภาพหลอน ซึมเศร้า เฉยเมย หากเพิ่งเริ่มเกิดขึ้นเมื่ออายุมากแล้ว ต้องระวังว่าอาจเป็นอาการหนึ่งของภาวะสมองเสื่อม

สมองเสื่อมที่พบบ่อยมีกี่ชนิด

ภาวะสมองเสื่อมเป็นคำที่เรียกกลุ่มโรคที่ทำให้เกิดสมองเสื่อม สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ โดยผู้ป่วยจะมีอาการค่อยๆเป็นไป หลงลืมในเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มักจำเรื่องในอดีตนานมาแล้วได้ โรคอัลไซเมอร์พบได้ร้อยละ 49 ของผู้ป่วยสมองเสื่อมทั้งหมด อีกร้อยละ 21 เป็นโรคอัลไซเมอรร่วมกับโรคหลอดเลือดสมอง ร้อยละ 11 สมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง และร้อยละ 5 สมองเสื่อมจากโรคพาร์คินสัน นอกจากนี้ยังมีภาวะสมองเสื่อมจากสาเหตุอื่นๆอีก ซึ่งพบรวมกันแล้วคิดเป็นร้อยละที่ไม่มากนัก

ปัจจัยเสี่ยงของสมองเสื่อม มีอะไรบ้าง

มุมมองของการป้องกันโรคตลอดทุกช่วงอายุ สามารถแบ่งแนวทางการป้องกันออกได้เป็น 4 ระดับ

1.ปัจจัยด้านพันธุกรรม ได้แก่ ความผิดปกติกลายพันธุ์ของยีน amyloid precursor protein, Presenilin 1 และ Presenilin 2โดยเน้นในการป้องกันในด้านการตรวจทางพันธุกรรมเพื่อหาความผิดปกติในญาติของผู้ป่วย ส่วนความผิดปกติของพันธุกรรมส่วน Genotype epsilon 4/4 มีผลให้มีการสร้างสาร amyloid และทำให้ผู้ที่มี genotype ดังกล่าว เกิดโรคอัลไซเมอร์เร็วขึ้น และผู้ป่วยการบกพร่องของความจำเล็กน้อยที่มี Apo-lipoprotein epsilon 4/4 (APOE e4) จะมีโอกาสดำเนินโรคเป็นโรคอัลไซเมอร์สูงขึ้น นอกจากนั้นความผิดปกติของยีนอีกหลายชนิดพบว่า มีส่วนทำให้เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ที่เริ่มมีอาการหลังอายุ 65 ปีได้

2.ปัจจัยเสี่ยงในวัยเด็ก ได้แก่ การดูแลช่วงตั้งครรภ์และคลอด เพื่อลดปัญหาภาวะขาดสารอาหาร การติดเชื้อในครรภ์ การขาดออกซิเจนในช่วงคลอด นอกจากนี้ สถานภาพของครอบครัวในด้านเศรษฐานะ ขนาดของครอบครัว อาชีพของบิดามารดา การศึกษา ตลอดจนการเจริญเติบโตของแขนขาและศีรษะในวัยเด็ก ยังสัมพันธ์กับระดับของศักยภาพการทำงานของสมองอีกด้วย

3.ปัจจัยเสี่ยงในวัยกลางคน ปัจจัยเสี่ยงในวัยผู้ใหญ่ที่สำคัญแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยหลัก คือ

  • ปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรม เช่น การกินอาหารบางชนิด และไม่กินอาหารบางชนิด น้ำหนักตัวเกิน สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก ขาดการออกกำลังกาย ไม่ค่อยร่วมกิจกรรมที่พัฒนาการรู้คิด การเกิดอุบัติเหตุ ตลอดจนการได้รับสารพิษต่างๆ
  • ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือโรคลิ้นหัวใจพิการ

4.ปัจจัยเสี่ยงในวัยสูงอายุ ได้แก่ การใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อการทำงานของสมอง ความผิดปกติของเมแทบอลิกและเกลือแร่ อารมณ์ซึมเศร้า ภาวะซึม สับสนเฉียบพลัน ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ ยาที่มีผลรบกวนการทำงานของสมอง ติดเชื้อ สมดุลย์เกลือแร่ผิดปกติ การควบคุมแก้ไขปัจจัยเสี่ยงในวัยกลางคนทำให้วัยสูงอายุมักได้ผลไม่มาก เนื่องจากมีปัจจัยด้านอายุซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมที่สำคัญที่เลี่ยงไม่ได้ ตลอดจนผู้สูงอายุมักมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างร่วมกัน และการแก้ไขปัจจัยเสี่ยงในวัยกลางคนมักต้องอาศัยระยะเวลาในการเห็นประสิทธิผล

ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ไหม

หากผู้ป่วยมีอาการของสมองเสื่อมก่อนอายุ 65 ปี (ซึ่งพบได้น้อย ไม่ถึงร้อยละ 5) จะมีโอกาสเกิดจากกรรมพันธุ์ได้มากกว่ามีอาการหลังอายุ 65 ปี ดังนั้นญาติสายตรง (พี่น้องหรือบุตร) มีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์สูงขึ้นเพียงเล็กน้อย หากมีญาติเป็นโรคอัลไซเมอร์หลังอายุ 65 ปี แต่หากเป็นก่อน 65 ปี อาจมีการแนะนำให้ตรวจพันธุกรรมของผู้ป่วยว่าผิดปกติหรือไม่ แล้วจึงพิจารณาคุยรายละเอียดกับญาติต่อไป ทั้งนี้ ไม่นับรวมภาวะสมองเสื่อมที่เกิดจากโรคอื่นๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งมักเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านความผิดปกติของหลอดเลือดมากกว่า

การตรวจวินิจฉัย ทำอย่างไรบ้าง               

โดยปกติแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม อาจเป็นแพทย์ระบบประสาท แพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ หรือจิตแพทย์ เมื่อมาพบแพทย์และสงสัยว่าสมองเสื่อม แพทย์จะดำเนินการหลายอย่างดังนี้เพื่อให้ทราบการวินิจฉัยโรค

1.ซักประวัติและตรวจร่างกาย การซักประวัติต้องการรายละเอียดของอาการของผู้ป่วยอย่างมาก  และผู้ป่วยมักให้ประวัติไม่ได้เนื่องจากหลงลืม จึงควรมีญาติหรือผู้ดูแลผู้ป่วยที่อยู่กับผู้ป่วยมานาน และทราบรายละเอียดอย่างดี โดยจะซักในเรื่องอาการหลงลืม ความสามารถของสมองในด้านต่างๆ พฤติกรรมอารมณ์ ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน เริ่มเมื่อไหร่ ดำเนินโรคอย่างไร มีปัจจัยเสี่ยงใดบ้าง ใช้ยาใดอยู่บ้าง และตรวจร่างกายเพื่อหาความผิดปกติที่อาจบ่งบอกว่าเกิดจากโรคใด

2.ประเมินเบื้องต้นว่ามีอาการซึมเศร้าหรือไม่ เนื่องจากผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าอาจความจำไม่ดี และเมื่อรักษาภาวะซึมเศร้าแล้วความจำจะดีขึ้น ทั้งนี้ผู้ป่วยสมองเสื่อมเองก็ยังอาจมีอารมณ์ซึมเศร้าร่วมด้วยได้

3.ทดสอบความจำ โดยแบบประเมินความจำ ซึ่งมีความยากง่ายแตกต่างกันไป การทดสอบโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที แต่ในบางรายอาจต้องตรวจสอบละเอียดขึ้นใช้เวลาเป็นชั่วโมง ตามระดับความรุนแรงของผู้ป่วยและระดับการศึกษาเดิมของผู้ป่วย

4.ตรวจเลือด เพื่อหาสาเหตุอื่นที่อาจทำให้ความจำไม่ดีได้ เช่น ไทรอยด์ทำงานน้อยไป เกลือแร่ผิดปกติ ขาดสารอาหารบางอย่าง โรคซิฟิลิส

5.ตรวจภาพถ่ายสมอง อาจเป็นเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

6.การตรวจอื่นๆ ซึ่งพิจารณาทำเฉพาะในรายที่มีข้อบ่งชี้ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค เช่น การถ่ายเอกซเรย์เทคนิคพิเศษบางอย่าง การตรวจน้ำไขสันหลัง การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง

สมองเสื่อม รักษาหายหรือไม่

มีเพียงส่วนน้อยที่พบผู้ป่วยสมองเสื่อมจากสาเหตุที่อาจแก้ไขให้ดีขึ้นได้ พบได้ประมาณร้อยละ 5-10 เท่านั้น แต่แพทย์จะพยายามซักประวัติและตรวจเลือด ตรวจเอกซเรย์สมองหรืออื่นๆ เพื่อหาสาเหตุเหล่านี้ ซึ่งได้แก่ ได้รับยาบางอย่างที่มีผลต่อความจำ เกลือแร่ในเลือดผิดปกติ ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป ภาวะซึมเศร้า เนื้องอกในสมอง โพรงสมองคั่งน้ำ เลือดออกในกะโหลกศีรษะ ติดเชื้อในระบบประสาท ขาดสารอาหารหรือวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินบี 12

หากตัดสาเหตุข้างต้นออกแล้ว เหลือกลุ่มภาวะสมองเสื่อมที่ไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ เช่น โรคอัลไซเมอร์ สมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง หรือสมองเสื่อมจากโรคพาร์คินสัน กลุ่มนี้การรักษาเป็นการรักษาประคับประคองเพื่อชะลอการลดลงของความจำ แต่ไม่ได้เป็นการหยุดยั้งให้ความจำเท่าเดิมได้ไปตลอด นอกจากนั้นยังรักษาโดยการควบคุมปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ ที่อาจเกิดในผู้ป่วยสมองเสื่อมได้ถึงร้อยละ 80

มีการรักษาอย่างไรบ้าง

หากเป็นผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมที่มีสาเหตุที่แก้ไขได้ โดยจับพบได้ร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยสมองเสื่อมทั้งหมด เช่น จากภาวะซึมเศร้า ไทรอยด์ทำงานน้อย หรือเนื้องอกในสมอง การรักษาคือ การแก้ไขสาเหตุเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยสมองเสื่อมส่วนใหญ่เกิดจากโรคอัลไซเมอร์และโรคหลอดเลือดสมอง การดูแลรักษาประกอบไปด้วย การรักษาด้วยตัวยาและไม่ใช้ยา ทั้งในด้านความจำเสื่อม ปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์จากโรค การดูแลสุขภาพทั่วไป และโรคประจำตัวต่างๆ การดูแลส่งเสริมการทำกิจวัตรประจำวัน การดูแลความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม การดูแลผู้ดูแลผู้ป่วย และอื่นๆ (รายละเอียดดูเพิ่มเติมในบท “การดูแลรักษาผู้ป่วยสมองเสื่อมมีอะไรบ้าง”)

ผลข้างเคียงของยารักษาความจำที่อาจพบได้

ยารักษาภาวะสมองเสื่อม มี 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่ม cholinesterase inhibitor (donepezil: Aricept, rivastingmine: Exelon และ galantamine: Reminyl) และกลุ่ม NMDA receptor antagonist (memantine: Ebixa) โดยยากลุ่มหลัง อาจให้เป็นยาเดี่ยวหรือร่วมกับยากลุ่มแรก แต่ใช้เฉพาะในผู้ป่วยสมองเสื่อมชนิดปานกลางถึงรุนแรงเท่านั้น ยาทั้ง 2 กลุ่มนี้ มีที่ใช้แตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษา

ยากลุ่ม cholinesterase inhibitor อาจทำให้เกิดอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มึนศีรษะ อ่อนเพลีย หัวใจเต้นช้าลง ตะคริว กล้ามเนื้ออ่อนแรง นอนไม่หลับ ฝันร้าย กระสับกระส่าย ส่วนยากลุ่ม NMDA receptor antagonist โดยทั่วไปพบผลข้างเคียงน้อยกว่า เช่น มึนศรีษะ ปวดศีรษะ

ข้อควรระวังในการดูแล ด้านความปลอดภัย ความปลอดภัยด้านต่างๆที่ควรคำนึงถึง ในผู้ป่วยสมองเสื่อม ได้แก่ การกินยาผิด หกล้ม หลงทาง หายสาบสูญ อันตรายจากการใช้ของมีคมหรืออาวุธ ลืมปิดเตาแก๊สและเครื่องใช้ไฟฟ้า กินสิ่งที่กินไม่ได้หรืออาหาร          

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "รู้จริงและเข้าใจ สุขภาพผู้สูงวัยและภาวะสมองเสื่อม" โดยรองศาสตราจารย์ นายแพทย์วีรศักดิ์ เมืองไพศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ระบบประสาท และภาวะสมองเสื่อม ปรับปรุงและเพิ่มเติมเนื้อหาจากหนังสือ "สุขภาพดีสมใจ ในวัยสูงอายุ" จากสำนักพิมพ์ซีเอ็ด

      

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

โรคสมองเสื่อมมีวิธีป้องกันและรักษาอย่างไร
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โรคความจำเสื่อมเกิดจากสาเหตุใดค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่