การดูแลกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยสมองเสื่อม

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 11, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที

ผู้ป่วยสมองเสื่อมมักมีปัญหาทั้งด้านการรู้คิด ด้านพฤติกรรมและอารมณ์ โรคประจำตัวต่าง ๆ เนื่องจากมักพบในผู้สูงอายุ จากการที่มีการบกพร่องของการรู้คิด จึงทำให้ต้องมีการช่วยเหลือดูแลด้านกิจวัตรประจำวัน ความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต โดยผุ้ป่วยต้องพึ่งพาผู้ดูแลและครอบครัวเป็นอย่างมาก การจัดการการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมจึงมีความซับซ้อน และต้องการความรู้ ทักษะและระบบการบริหารจัดการการดูแลที่เหมาะสมอย่างครบวงจร

การดูแลด้านการดูแลตนเองในกิจวัตรประจำวัน

การดูแลกิจวัตรประจำวันสำหรับผู้ป่วยสมองเสื่อม ที่เริ่มมีความรุนแรงของอาการมากขึ้น อาจต้องอาศัยความเข้าใจในพื้นฐานของแต่ละคนซึ่งอาจมีความแตกต่างกันออกไป โดยมีหลักสำหรับการดูแลกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยสมองเสื่อมมีดังนี้

1.ผู้ดุแลควรทำกิจกรรมร่วมกับผู้ป่วยอย่างมีอารมณ์สนุกสนานไม่ตึงเครียดหรือใช้อารมณ์

2.มีการพูดคุยกับผู้ป่วยเป็นระยะ อธิบายสั้น ๆ ให้ผู้ป่วยฟังว่ากำลังทำอะไรอยู่เป็นระยะ  สอบถามถึงความรู้สึกและความต้องการของผู้ป่วยว่าต้องการให้ทำอย่างไร

3.พยายามให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้ช่วยเหลือตนเองหรือมีส่วนตัดสินใจในการดุแลตนเองในกิจวัตรประจำวัน เช่น ถามผู้ป่วยว่าจะใช้สบู่ยี่ห้อใด อยากสวมเสื้อผ้าชุดไหน แต่พยายามอย่าให้ต้องคิดตัดสินใจที่ยากเกินไป

4.คอยสังเกตว่าวิธีการดูแลอย่างไรที่ผู้ป่วยชอบและไม่ชอบ

5.มีอารมณ์ขันและมีความยืดหยุ่น เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อาจทำให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลเดการกระอักกระอ่วน เช่นผู้ป่วยกลั้นการขับถ่ายไม่ได้

6.จัดรูปแบบการดูแลที่สม่ำเสมอ ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

การดูแลกิจวัตรประจำวันหลัก ๆ ได้แก่

การสื่อสาร

1.พูดพูดกับผู้ป่วยโดยอยู่ด้านหน้า สบสายตาผู้ป่วย

2.ช้า ๆ สั้น ๆ ทีละขั้นตอน อย่าพูดหลายขั้นตอนพร้อม ๆ กัน

3.เสียงฟังชัด น้ำเสียงอ่อนโยน แสดงถึงความเคารพ

4.หากต้องการให้ผู้ป่วยทำสิ่งใด พยายามไม่ใช้ประโยคคำสั่ง แต่ใช้ประโยคเชิญชวนแทน

5.แสดงออกทางสีหน้า ท่าทางอย่างเหมาะสม ไม่เร่งรีบ

6.ให้เวลาผู้ป่วยนึกคิดหรือตอบสนอง อาจต้องพูดซ้ำ ถ้าผู้ป่วยไม่เข้าใจ

การกินอาหารและดื่มน้ำ

1.การกินอาหารไม่ควรตึงเครียดหรือรีบเร่ง ควรมีเวลาให้ผู้ป่วยกินอาหารพอสมควร และไม่ควรมีสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจผู้ป่วยระหว่างกินอาหาร เช่นเปิดทีวีหรือวิทยุ

2.มีความยืดหยุ่นในการกินอาหาร ไม่ควรใช้เวลามากในการเตรียมอาหารที่เลิศเลอสวยงามจนเกินไป แต่ควรใช้เวลาในการกินอาหารร่วมกันกับผู้ป่วยอย่างมีความสุข

3.ถ้าผู้ป่วยกำลังมีอาการพลุ่งพล่านกระวนกระวาย อาการก้าวร้าวหรือหงุดหงิดง่าย หรือพยายามฝืนให้ผู้ป่วยกินอาหารหรือดื่มน้ำ ให้ผู้ป่วยอารมณ์สงบลงก่อน จึงค่อยให้กิน

4.ควรให้กินเมื่อผู้ป่วยไม่ง่วง หรือนอนศีรษะในแนวราบ

5.ระวังอย่าให้ผู้ป่วยกินอาหารที่ร้อนจัด เนื่องจากผู้ป่วยอาจไม่สามารถรับทราบได้ว่าอาหารหรือเครื่องดื่มยังร้อนมาก

6.ถ้าผู้ป่วยเริ่มใช้ช้อนส้อมไม่เป็น พิจารณาให้กินอาหารที่ใช้มือหยิบกินได้สะดวก

7.หากต้องช่วยให้ผู้ป่วยกินอาหาร ควรบอกผู้ป่วยว่าจะช่วยและเตือนความจำผู้ป่วยถึงรสชาติและกลิ่นของอาหาร

8.หากผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหาร อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • ยาที่กินอยู่ เช่น ยา cholinesterase inhibitors, metformin
  • ภาวะซึมเศร้า เรือ เบื่อ เหงา
  • ไม่สบายกายบางอย่าง เช่น ฟันโยก แผลที่ปาก เหงือกอักเสบ
  • มีปัญหาในการเคี้ยวและการกลืน        
  • ท้องผูก
  • ความชอบของชนิดอาหารเปลี่ยนไป
  • ไม่มีผู้ดูแล เช่น ผู้ป่วยสมองเสื่อมที่อยู่บ้านคนเดียว อาจมีปัญหาในการเตรียมอาหาร หรือผู้ป่วยที่ไม่มีคนอยู่ด้วยในช่วงเวลากลางวัน แต่เตรียมอาหารไว้ให้ อาจไม่ได้กินอาหารที่ญาติเตรียมไว้
  • ภาวะอื่น ๆ ที่พบได้ในผู้สูงอายุทั่วไป เช่น โรคมะเร็ง วัณโรคปอด

การอาบน้ำ

1.ระวังพื้นห้องน้ำลื่น ผู้ป่วยที่แช่อ่างอาบน้ำต้องระวังลื่น และไม่ให้ระดับน้ำลึกจนเกินไป ผู้ดูแลอาจแสดงให้ผู้ป่วยดูว่าระดับน้ำไม่ลึกเกินไปเพราะผู้ป่วยอาจกังวลหรือกลัว

2.ระวังประตูห้องน้ำถูกล็อก ผู้ป่วยถูกขังอยู่ในห้องน้ำ ควรเปลี่ยนลูกบิดประตูเป็นแบบที่ไขเปิดได้จากภายนอก

3.ผู้ป่วยบางรายอาจกังวลเมื่อไม่มีผู้ดูแลอยู่ด้วย ผู้ดูแลต้องพยายามไม่ให้มีสิ่งอื่นใดมารบกวนจนต้องทิ้งผู้ป่วยไว้ในห้องน้ำคนเดียว

4.ตรวจสอบอุณหภูมิน้ำก่อนให้ผู้ป่วยอาบ

5.หากอากาศเย็นมากอาจต้องใช้น้ำอุ่นหรือเช็ดตัว และไม่ใช้เวลานาน

5.อย่าให้มีอุปกรณ์ในห้องน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์อาบน้ำหลายอย่างผู้ป่วยอาจเกิดความสับสนในการเลือกใช้

6.อย่าว่างผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำไว้ในห้องน้ำ เพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจแยกไม่ออกว่าเป็นผลิตภัณฑ์เหล่านี้

7.อาจพิจารณาอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องน้ำเพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัย เช่น ราวเกาะจับ แผ่นยางกันลื่น เก้าอี้อาบน้ำ

8.ขณะช่วยอาบน้ำ อาจส่งยื่นอุปกรณ์ให้ผู้ป่วยทำเอง เช่น ยื่นสบู่ให้บริเวณที่กำลังจะถู ยื่นผ้าให้ขณะที่ผู้ป่วยอาบเสร็จ

9.ตรวจเช็คผิวหนังว่ามีแผลหรือร่องรอยอะไรหรือไม่

10.เช็ดตัวให้แห่งโดยเฉพาะบริเวณที่ผิวหนังพับย่น เพราะความชื้นอาจทำให้เกิดการเปื่อยลอกหรือเกิดเชื้อราได้

11.ทาครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวหลังอาบน้ำ เพราะผู้ป่วยมักมีผิวหนังแห้ง

12.ใช้แชมพูสระผมที่ไม่ระคายเคืองตา และใช้ฝักบัวช่วยในการสระผม

13.หวีผมในลักษณะที่ผู้ป่วยชอบ

14.ถ้ากลั้นปัสสาวะไม่ได้ อาจกำหนดเวลาไปห้องน้ำเป็นระยะ แม้จะยังไม่รู้สึกปวดปัสสาวะ

15.อาจเลือกกระดาษชำระแบบชื้นแทนแบบแห้ง เพราะช่วยในการทำความสะอาดหลังขับถ่ายได้ดีกว่า

การแต่งตัว

1.ให้ผู้ป่วยมีส่วนในการตัดสินใจเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่ แต่ถ้าตัวเลือกมากเกินไปอาจทำให้สับสนได้

2.เตรียมเสื้อผ้าที่ผู้ป่วยชอบสวมใส่บ่อย ๆ ไว้ในที่ ๆ หยิบได้ง่าย

3.วางเสื้อผ้าตามลำดับชั้นที่ต้องสวมใส่

4.กลับเสื้อผ้าให้ใส่ได้เลย ปลดกระดุมและซิปไว้

5.แนะนำการสวมใส่เสื้อผ้าทีละขั้นตอน บางครั้งอาจต้องแสดงวิธีให้ดู

6.แปะหรือแขวนป้ายที่ลิ้นชักหรือฝาตู้เสื้อผ้า ที่มีทั้งรูปและคำแสดงถึงสิ่งที่อยู่ข้างใน

7.หากอากาศเย็น ต้องมั่นใจว่าผู้ป่วยไม่หนาวเกินไปในการเปลี่ยนเสื้อผ้า

8.ปิดม่านหรือที่กำบังเมื่อผู้ป่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า

9.สวมใส่เสื้อผ้าบาง ๆ หลายชั้นดีกว่าสวมเสื้อผ้าหนา ๆ เพียงชั้นเดียว เพราะเมื่อรู้สึกร้อน  ผู้ป่วยยังสามารถถอดออกได้ทีละชั้น

10.บางครั้งผู้ป่วยจะสวมใส่แต่เสื้อผ้าเก่าที่สวมแล้ว อาจใช้วิธีต่าง ๆ เช่น เมื่อผู้ป่วยถอดเสื้อผ้าไปอาบน้ำ ให้เอาเสื้อผ้าใหม่ไปวางแทนที่ที่เสื้อเก่าบางครั้งอาจบอกว่ามีคนจะมาเยี่ยมให้เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ หรือผู้ดูแลชอบเห็นผู้ป่วยสวมเสื้อผ้าใหม่

11.ยอมรับการแต่งกายของผู้ป่วยถ้าไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายใด เช่น ผู้ป่วยอยากสวมหมวกนอน

12.เมื่อไปซื้อเสื้อผ้าสำหรับผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยได้มีโอกาสเลือกลักษณะเสื้อผ้าและสีสันที่ชอบ

13. ผู้ป่วยอาจจำเสื้อผ้าใหม่ที่ซื้อมาไม่ได้ อาจพิจารณาเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ไม่แตกจ่างจากเสื้อผ้าเดิมที่ผู้ป่วยชอบมากนัก

การเคลื่อนไหว

1.การเดิน ผู้ดูแลควรทดสอบความสามารถในการยืน การเดิน และการทรงตัวของผู้ป่วยก่อน ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว อาจต้องปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อประเมินก่อน

2.ต้องมั่นใจว่าผู้ป่วยสามใส่รองเท้าที่พอดี สบายเท้า ถ้าเป็นไปได้ควรเป็นรองเท้าหุ้มส้น พื้นรองเท้าไม่ลื่น สวมแว่นตาและอุปกรณ์ช่วยฟังถ้ามีปัญหา และสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่รุงรังกรอมเท้า

3.หากต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น ไม้เท้า คอกเดิน ควรฝึกให้มั่นใจว่าผู้ป่วยใช้ได้อย่างถูกต้อง

4.ผู้ป่วยที่เดินไม่ได้ ก็ควรออกกำลังเคลื่อนไหวบนเก้าอีกหรือเตียงนอน

5.ควรกระตุ้นส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้ทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ด้วยตนเอง เท่าที่จะทำได้และทำกิจกรรมที่เพลิดเพลิน และผู้ดูแลมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับผู้ป่วย

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "รู้จริงและเข้าใจ สุขภาพผู้สูงวัยและภาวะสมองเสื่อม" โดยรองศาสตราจารย์ นายแพทย์วีรศักดิ์ เมืองไพศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ระบบประสาท และภาวะสมองเสื่อม ปรับปรุงและเพิ่มเติมเนื้อหาจากหนังสือ "สุขภาพดีสมใจ ในวัยสูงอายุ" จากสำนักพิมพ์ซีเอ็ด

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่