การดูแลกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยสมองเสื่อม

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 11, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 979,463 คน

ผู้ป่วยสมองเสื่อมมักมีปัญหาทั้งด้านการรู้คิด ด้านพฤติกรรมและอารมณ์ โรคประจำตัวต่าง ๆ เนื่องจากมักพบในผู้สูงอายุ จากการที่มีการบกพร่องของการรู้คิด จึงทำให้ต้องมีการช่วยเหลือดูแลด้านกิจวัตรประจำวัน ความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต โดยผุ้ป่วยต้องพึ่งพาผู้ดูแลและครอบครัวเป็นอย่างมาก การจัดการการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมจึงมีความซับซ้อน และต้องการความรู้ ทักษะและระบบการบริหารจัดการการดูแลที่เหมาะสมอย่างครบวงจร

การดูแลด้านการดูแลตนเองในกิจวัตรประจำวัน

การดูแลกิจวัตรประจำวันสำหรับผู้ป่วยสมองเสื่อม ที่เริ่มมีความรุนแรงของอาการมากขึ้น อาจต้องอาศัยความเข้าใจในพื้นฐานของแต่ละคนซึ่งอาจมีความแตกต่างกันออกไป โดยมีหลักสำหรับการดูแลกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยสมองเสื่อมมีดังนี้

1.ผู้ดุแลควรทำกิจกรรมร่วมกับผู้ป่วยอย่างมีอารมณ์สนุกสนานไม่ตึงเครียดหรือใช้อารมณ์

2.มีการพูดคุยกับผู้ป่วยเป็นระยะ อธิบายสั้น ๆ ให้ผู้ป่วยฟังว่ากำลังทำอะไรอยู่เป็นระยะ  สอบถามถึงความรู้สึกและความต้องการของผู้ป่วยว่าต้องการให้ทำอย่างไร

3.พยายามให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้ช่วยเหลือตนเองหรือมีส่วนตัดสินใจในการดุแลตนเองในกิจวัตรประจำวัน เช่น ถามผู้ป่วยว่าจะใช้สบู่ยี่ห้อใด อยากสวมเสื้อผ้าชุดไหน แต่พยายามอย่าให้ต้องคิดตัดสินใจที่ยากเกินไป

4.คอยสังเกตว่าวิธีการดูแลอย่างไรที่ผู้ป่วยชอบและไม่ชอบ

5.มีอารมณ์ขันและมีความยืดหยุ่น เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อาจทำให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลเดการกระอักกระอ่วน เช่นผู้ป่วยกลั้นการขับถ่ายไม่ได้

6.จัดรูปแบบการดูแลที่สม่ำเสมอ ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

การดูแลกิจวัตรประจำวันหลัก ๆ ได้แก่

การสื่อสาร

1.พูดพูดกับผู้ป่วยโดยอยู่ด้านหน้า สบสายตาผู้ป่วย

2.ช้า ๆ สั้น ๆ ทีละขั้นตอน อย่าพูดหลายขั้นตอนพร้อม ๆ กัน

3.เสียงฟังชัด น้ำเสียงอ่อนโยน แสดงถึงความเคารพ

4.หากต้องการให้ผู้ป่วยทำสิ่งใด พยายามไม่ใช้ประโยคคำสั่ง แต่ใช้ประโยคเชิญชวนแทน

5.แสดงออกทางสีหน้า ท่าทางอย่างเหมาะสม ไม่เร่งรีบ

6.ให้เวลาผู้ป่วยนึกคิดหรือตอบสนอง อาจต้องพูดซ้ำ ถ้าผู้ป่วยไม่เข้าใจ

การกินอาหารและดื่มน้ำ

1.การกินอาหารไม่ควรตึงเครียดหรือรีบเร่ง ควรมีเวลาให้ผู้ป่วยกินอาหารพอสมควร และไม่ควรมีสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจผู้ป่วยระหว่างกินอาหาร เช่นเปิดทีวีหรือวิทยุ

2.มีความยืดหยุ่นในการกินอาหาร ไม่ควรใช้เวลามากในการเตรียมอาหารที่เลิศเลอสวยงามจนเกินไป แต่ควรใช้เวลาในการกินอาหารร่วมกันกับผู้ป่วยอย่างมีความสุข

3.ถ้าผู้ป่วยกำลังมีอาการพลุ่งพล่านกระวนกระวาย อาการก้าวร้าวหรือหงุดหงิดง่าย หรือพยายามฝืนให้ผู้ป่วยกินอาหารหรือดื่มน้ำ ให้ผู้ป่วยอารมณ์สงบลงก่อน จึงค่อยให้กิน

4.ควรให้กินเมื่อผู้ป่วยไม่ง่วง หรือนอนศีรษะในแนวราบ

5.ระวังอย่าให้ผู้ป่วยกินอาหารที่ร้อนจัด เนื่องจากผู้ป่วยอาจไม่สามารถรับทราบได้ว่าอาหารหรือเครื่องดื่มยังร้อนมาก

6.ถ้าผู้ป่วยเริ่มใช้ช้อนส้อมไม่เป็น พิจารณาให้กินอาหารที่ใช้มือหยิบกินได้สะดวก

7.หากต้องช่วยให้ผู้ป่วยกินอาหาร ควรบอกผู้ป่วยว่าจะช่วยและเตือนความจำผู้ป่วยถึงรสชาติและกลิ่นของอาหาร

8.หากผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหาร อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • ยาที่กินอยู่ เช่น ยา cholinesterase inhibitors, metformin
  • ภาวะซึมเศร้า เรือ เบื่อ เหงา
  • ไม่สบายกายบางอย่าง เช่น ฟันโยก แผลที่ปาก เหงือกอักเสบ
  • มีปัญหาในการเคี้ยวและการกลืน        
  • ท้องผูก
  • ความชอบของชนิดอาหารเปลี่ยนไป
  • ไม่มีผู้ดูแล เช่น ผู้ป่วยสมองเสื่อมที่อยู่บ้านคนเดียว อาจมีปัญหาในการเตรียมอาหาร หรือผู้ป่วยที่ไม่มีคนอยู่ด้วยในช่วงเวลากลางวัน แต่เตรียมอาหารไว้ให้ อาจไม่ได้กินอาหารที่ญาติเตรียมไว้
  • ภาวะอื่น ๆ ที่พบได้ในผู้สูงอายุทั่วไป เช่น โรคมะเร็ง วัณโรคปอด

การอาบน้ำ

1.ระวังพื้นห้องน้ำลื่น ผู้ป่วยที่แช่อ่างอาบน้ำต้องระวังลื่น และไม่ให้ระดับน้ำลึกจนเกินไป ผู้ดูแลอาจแสดงให้ผู้ป่วยดูว่าระดับน้ำไม่ลึกเกินไปเพราะผู้ป่วยอาจกังวลหรือกลัว

2.ระวังประตูห้องน้ำถูกล็อก ผู้ป่วยถูกขังอยู่ในห้องน้ำ ควรเปลี่ยนลูกบิดประตูเป็นแบบที่ไขเปิดได้จากภายนอก

3.ผู้ป่วยบางรายอาจกังวลเมื่อไม่มีผู้ดูแลอยู่ด้วย ผู้ดูแลต้องพยายามไม่ให้มีสิ่งอื่นใดมารบกวนจนต้องทิ้งผู้ป่วยไว้ในห้องน้ำคนเดียว

4.ตรวจสอบอุณหภูมิน้ำก่อนให้ผู้ป่วยอาบ

5.หากอากาศเย็นมากอาจต้องใช้น้ำอุ่นหรือเช็ดตัว และไม่ใช้เวลานาน

5.อย่าให้มีอุปกรณ์ในห้องน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์อาบน้ำหลายอย่างผู้ป่วยอาจเกิดความสับสนในการเลือกใช้

6.อย่าว่างผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำไว้ในห้องน้ำ เพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจแยกไม่ออกว่าเป็นผลิตภัณฑ์เหล่านี้

7.อาจพิจารณาอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องน้ำเพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัย เช่น ราวเกาะจับ แผ่นยางกันลื่น เก้าอี้อาบน้ำ

8.ขณะช่วยอาบน้ำ อาจส่งยื่นอุปกรณ์ให้ผู้ป่วยทำเอง เช่น ยื่นสบู่ให้บริเวณที่กำลังจะถู ยื่นผ้าให้ขณะที่ผู้ป่วยอาบเสร็จ

9.ตรวจเช็คผิวหนังว่ามีแผลหรือร่องรอยอะไรหรือไม่

10.เช็ดตัวให้แห่งโดยเฉพาะบริเวณที่ผิวหนังพับย่น เพราะความชื้นอาจทำให้เกิดการเปื่อยลอกหรือเกิดเชื้อราได้

11.ทาครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวหลังอาบน้ำ เพราะผู้ป่วยมักมีผิวหนังแห้ง

12.ใช้แชมพูสระผมที่ไม่ระคายเคืองตา และใช้ฝักบัวช่วยในการสระผม

13.หวีผมในลักษณะที่ผู้ป่วยชอบ

14.ถ้ากลั้นปัสสาวะไม่ได้ อาจกำหนดเวลาไปห้องน้ำเป็นระยะ แม้จะยังไม่รู้สึกปวดปัสสาวะ

15.อาจเลือกกระดาษชำระแบบชื้นแทนแบบแห้ง เพราะช่วยในการทำความสะอาดหลังขับถ่ายได้ดีกว่า

การแต่งตัว

1.ให้ผู้ป่วยมีส่วนในการตัดสินใจเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่ แต่ถ้าตัวเลือกมากเกินไปอาจทำให้สับสนได้

2.เตรียมเสื้อผ้าที่ผู้ป่วยชอบสวมใส่บ่อย ๆ ไว้ในที่ ๆ หยิบได้ง่าย

3.วางเสื้อผ้าตามลำดับชั้นที่ต้องสวมใส่

4.กลับเสื้อผ้าให้ใส่ได้เลย ปลดกระดุมและซิปไว้

5.แนะนำการสวมใส่เสื้อผ้าทีละขั้นตอน บางครั้งอาจต้องแสดงวิธีให้ดู

6.แปะหรือแขวนป้ายที่ลิ้นชักหรือฝาตู้เสื้อผ้า ที่มีทั้งรูปและคำแสดงถึงสิ่งที่อยู่ข้างใน

7.หากอากาศเย็น ต้องมั่นใจว่าผู้ป่วยไม่หนาวเกินไปในการเปลี่ยนเสื้อผ้า

8.ปิดม่านหรือที่กำบังเมื่อผู้ป่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า

9.สวมใส่เสื้อผ้าบาง ๆ หลายชั้นดีกว่าสวมเสื้อผ้าหนา ๆ เพียงชั้นเดียว เพราะเมื่อรู้สึกร้อน  ผู้ป่วยยังสามารถถอดออกได้ทีละชั้น

10.บางครั้งผู้ป่วยจะสวมใส่แต่เสื้อผ้าเก่าที่สวมแล้ว อาจใช้วิธีต่าง ๆ เช่น เมื่อผู้ป่วยถอดเสื้อผ้าไปอาบน้ำ ให้เอาเสื้อผ้าใหม่ไปวางแทนที่ที่เสื้อเก่าบางครั้งอาจบอกว่ามีคนจะมาเยี่ยมให้เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ หรือผู้ดูแลชอบเห็นผู้ป่วยสวมเสื้อผ้าใหม่

11.ยอมรับการแต่งกายของผู้ป่วยถ้าไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายใด เช่น ผู้ป่วยอยากสวมหมวกนอน

12.เมื่อไปซื้อเสื้อผ้าสำหรับผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยได้มีโอกาสเลือกลักษณะเสื้อผ้าและสีสันที่ชอบ

13. ผู้ป่วยอาจจำเสื้อผ้าใหม่ที่ซื้อมาไม่ได้ อาจพิจารณาเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ไม่แตกจ่างจากเสื้อผ้าเดิมที่ผู้ป่วยชอบมากนัก

การเคลื่อนไหว

1.การเดิน ผู้ดูแลควรทดสอบความสามารถในการยืน การเดิน และการทรงตัวของผู้ป่วยก่อน ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว อาจต้องปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อประเมินก่อน

2.ต้องมั่นใจว่าผู้ป่วยสามใส่รองเท้าที่พอดี สบายเท้า ถ้าเป็นไปได้ควรเป็นรองเท้าหุ้มส้น พื้นรองเท้าไม่ลื่น สวมแว่นตาและอุปกรณ์ช่วยฟังถ้ามีปัญหา และสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่รุงรังกรอมเท้า

3.หากต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น ไม้เท้า คอกเดิน ควรฝึกให้มั่นใจว่าผู้ป่วยใช้ได้อย่างถูกต้อง

4.ผู้ป่วยที่เดินไม่ได้ ก็ควรออกกำลังเคลื่อนไหวบนเก้าอีกหรือเตียงนอน

5.ควรกระตุ้นส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้ทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ด้วยตนเอง เท่าที่จะทำได้และทำกิจกรรมที่เพลิดเพลิน และผู้ดูแลมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับผู้ป่วย

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "รู้จริงและเข้าใจ สุขภาพผู้สูงวัยและภาวะสมองเสื่อม" โดยรองศาสตราจารย์ นายแพทย์วีรศักดิ์ เมืองไพศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ระบบประสาท และภาวะสมองเสื่อม ปรับปรุงและเพิ่มเติมเนื้อหาจากหนังสือ "สุขภาพดีสมใจ ในวัยสูงอายุ" จากสำนักพิมพ์ซีเอ็ด

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่