การดูแลปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์ของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 11, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 12 นาที

ในช่วงใดช่วงหนึ่งของการเจ็บป่วยด้วยเรื่องสมองเสื่อม ผู้ป่วยสมองเสื่อมส่วนใหญ่อาจเกิดปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์ขึ้นได้ พุดได้ว่า ถ้าผู้ดูแลครอบครัวใดได้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมที่ไม่มีปัญหาด้านนี้เลย ถือว่าเป็นส่วนน้อยมากและโชคดีมากๆ ปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์ ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ดูแลและครอบครัวเป็นอย่างมาก โดยปกติไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าควรจะจัดการอย่างไรกับปัญหานี้ วิธีการแก้ไขปัญหาอย่างเดียวกันสำหรับผู้ป่วยคนละคน อาจใช้ไม่ได้ผลเหมือนกัน ผู้ดูแลควรประยุกต์ดัดแปลง โดยดูตามสถานการณ์และผู้ป่วยแต่ละรายไป

1.ชอบค้นของ

สำหรับผู้ป่วยแต่ละคนจะแตกต่างกัน เช่น อุปกรณ์เครื่องมือบางอย่างหรือรูปภาพ แล้วแต่ความสนใจของแต่ละคน

การแก้ไข

  • ใส่กุญแจลิ้นชักหรือตู้ใส่ของ ที่เก็บของมีอันตรายหรือของมีค่าไว้
  • ถ้าผู้ป่วยชอบรื้อบางลิ้นชักหรือบางตู้ อาจต้องย้ายของที่มีอันตรายหรือของมีค่าไปไว้ในที่ๆปลอดภัยกว่า
  • ใส่สิ่งของที่ผู้ป่วยอาจสนใจในลิ้นชักชั้นบนๆหรือในที่ที่ผู้ป่วยอาจ ค้นก่อนเพื่อให้ผู้ป่วยสนใจค้นแต่ที่นั้น สิ่งของที่น่าสนใจ

2.ชอบสะสมของหรือซ่อนของ

ผู้ป่วยจะจำไม่ได้ว่าเก็บของไว้ที่ใด การพยายามซักถามมากๆอาจกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาทางลบ

การแก้ไข

  • เก็บของในบ้านให้เป็นที่เป็นทาง พยายามไม่ให้มีที่ที่เก็บซ่อนของได้หลายแห่ง เวลาของหายไปจะหาได้ง่ายกว่า
  • เก็บของมีค่าไว้ในที่ที่ปลอดภัย เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยนำไปซ่อนแล้วเกิดการหายได้
  • เก็บสิ่งของชิ้นเล็กๆให้มองหาได้ง่ายขึ้น เช่น ใส่กุญแจในพวงกุญแจขนาดใหญ่อาจต้องสำรองสิ่งของที่จำเป็นไว้ เช่น กุญแจ แว่นตา
  • ตรวจถังขยะก่อนเททิ้งเป็นประจำ เพราะของที่หายไปอาจอยู่ในถังขยะ
  • หาของที่หาย ในบริเวณที่ผู้ป่วยชอบซ่อนหรือเคยซ่อนของมีค่าไว้
  • หากผู้ป่วยชอบเก็บสะสมอาหาร เสื้อผ้าสกปรก หรือสิ่งของต่างๆถ้านานๆทำครั้งก็พยายามไม่สนใจ แต่ถ้าทำบ่อยๆการเก็บทำความสะอาดอาจเหลือสิ่งที่ผู้ป่วยเก็บไว้เป็นบางส่วน เพื่อให้ผู้ป่วยได้เห็นว่ายังมีของเหลืออยู่ ดีกว่ากำจัดทิ้งไปทั้งหมด

3.หยิบฉวยสิ่งของ

ผู้ป่วยบางรายอาจหยิบสิ่งของในร้านค้าเวลาไปซื้อของกับญาติหรือหยิบของของคนอื่นไป อาจเพราะคิดว่าเป็นของของตนเอง ลืมไปว่าขณะนั้นไม่ได้อยู่ที่บ้านตนเอง แม้กระทั่งตอนจ่ายเงินเพื่อซื้อของ ผู้ป่วยอาจเข้าใจผิดว่าแคชเชียร์ขโมยเงินของตนเองไป

การแก้ไข

  • วันที่ไปซื้อของนอกบ้าน อาจเลือกชุดให้ผู้ป่วยเป็นชุดที่ไม่มีกระเป๋าเพื่อไม่ให้เก็บซ่อนสิ่งของได้
  • ให้ผู้ป่วยถืออะไรบางอย่างที่ทำให้มือไม่ว่าง เช่น ถือของเบาๆหรือช่วยเข็นรถเข็นซื้ของ
  • ก่อนไปชำระเงินให้ตรวจก่อนว่าผู้ป่วยไม่ได้หยิบสิ่งใดติดมือมา
  • ถ้าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ อาจขอใบรับรองแพทย์ว่าผู้ป่วยมีภาวะสมองเสื่อม การกระทำดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของผู้ป่วย

4.ปัญหาในการกิน

   4.1 กินเลอะเทอะ

เมื่อผู้ป่วยมีภาวะสมองเสื่อม ความสามารถในการประสานงานของอวัยวะต่างๆจะบกพร่องไป ผู้ป่วยอาจใช้มือแทนช้อนส้อมและกินอาหารเลอะเทอะ

การแก้ไข

  • หากผู้ป่วยยินยอม ให้ผู้ป่วยใส่ผ้ากันเปื้อน
  • ให้ผู้ป่วยกินอาหารในห้องที่ทำความสะอาดพื้นได้ง่าย
  • ใช้ผ้าพลาสติกปูโต๊ะ เพื่อสะดวกในการทำความสะอาด
  • จานชามที่ใช้ควรทำจากวัสดุที่ไม่แตกง่าย
  • ใช้อุปกรณ์การกินอาหารที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วย เช่น จานชนิดที่มีขอบยก ที่รองจานกันลื่น ช้อนส้อมที่มีด้ามจับใหญ่ๆ
  • พยายามอย่ารินน้ำให้ผู้ป่วยจนเต็มแก้ว เนื่องจากมีโอกาสหกได้ง่าย

   4.2 เก็บอาหารซ่อนไว้

ผู้ป่วยบางคนชอบเก็บซ่อนอาหารไว้ในห้องของตน ซึ่งอาจทำให้สกปรกส่งกลิ่น หรือมีหนูและแมลงต่างๆได้

การแก้ไข

  • วางอาหารว่างในที่ที่ผู้ป่วยมองเห็นได้ง่าย และคอยบอกผู้ป่วย
  • จัดหาภาชนะบรรจุอาหารที่มีฝามิดชิดให้ผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยเก็บของกินเล่นได้ และคอยเตือนผู้ป่วยว่าให้เก็บอาหารที่ผู้ป่วยจะเก็บไว้ในภาชนะ
  • ถ้าผู้ป่วยมีโรคประจำตัวที่ต้องจำกัดอาหารบางประเภท เช่น โรคเบาหวาน ให้เก็บอาหารในที่ที่ผุ้ป่วยมองไม่เห็นและไม่สามารถหยิบกินได้

   4.3 กินแล้วกินอีก

ผู้ป่วยบางรายลืมไปว่ากินอาหารไปแล้ว จึงกินอีกหลังจากเพิ่งกินอาหารไปไม่นาน

การแก้ไข

ใส่อาหารที่ให้ผู้ป่วยได้ค่อยๆกัดทีละน้อย เช่น ขนมปังกรอบชิ้นเล็กๆ แคร์รอต แตงกวา

   4.4 กินสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร

ผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมอาจสูญเสียการรับรู้ว่า สิ่งใดกินได้ สิ่งใดกินไม่ได้ จึงอาจกินทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นของที่กินได้ (แต่ไม่ควรกินปริมาณมากๆหรือกินเดี่ยวๆ เช่น เกลือ น้ำมัน น้ำส้มสายชู ซอสมะเขือเทศ) หรือสิ่งของที่กินไม่ได้ เช่น ฟองน้ำ สบู่ ดิน

การแก้ไข

พยายามไม่ให้ผู้ป่วยเห็นสิ่งเหล่านี้ แต่ปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับผู้ป่วยทุกราย จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเอาสิ่งต่างๆไปเก็บซ่อน ถ้าผู้ป่วยไม่มีปัญหาดังกล่าว

   4.5 ไม่กินอาหาร

อาจเกิดจากการที่ผู้ป่วยมีปัญหาโรคทางกายบางอย่างซ่อนอยู่ เช่น ท้องผูก ติดเชื้อ โรคหลอดเลือดสมอง ซึมเศร้า ปากคอแห้ง หรืออาจเกิดจากภาวะสมองเสื่อมเอง ที่ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียทักษะในการเคี้ยว หรือกลืนอาหาร นอกจากนั้นยาหลายชนิดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยเบื่ออาหารและไม่ยอมกินอาหารได้

การแก้ไข

  • ปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
  • ถ้าปากคอแห้ง ให้กินอาหารที่ไม่แข็งหรือแห้งจนเกินไปและจิบน้ำเป็นระยะ
  • ถ้าผู้ป่วยอมอาหารแต่ไม่ยอมเคี้ยวหรือกลืน ลองให้ผู้ป่วยกินอาหารอ่อนหรืออาหารที่นิ่มๆที่ไม่ต้องเคี้ยวมาก เช่น หมูสับ เกี๊ยว ขนมจีบ หรืออาหารเหลวที่ข้นๆ
  • ถ้าผู้ป่วยไม่ยอมกินยา ให้บดยาและผสมกับอาหาร อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ว่ายาที่กินอยู่สามารถบดได้หรือไม่
  • ถ้าผู้ป่วยเบื่ออาหาร ให้กินอาหารมื้อละน้อยๆแต่หลายๆมื้อ และให้กินอาหารว่างบ่อยๆ เลือกอาหารที่ผู้ป่วยชื่นชอบ โดยให้กินทีละอย่าง อย่าเร่งผู้ป่วยเนื่องจากผู้ป่วยมักกินอาหารช้ากว่าปกติ นอกจากนี้การกินอาหารพร้อมหน้ากันในครอบครัว ก็อาจช่วยให้ผู้ป่วยอารมณ์แจ่มใสและกินอาหารได้ดีขึ้น หรืออาจให้ผู้ป่วยกินอาหารเหลวทดแทนซึ่งเป็นอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนทั้ง 5 หมู่

   4.6 สำลักอาหาร

ผู้ป่วยอาจสูญเสียความสามารถในการเคี้ยวและกลืน ทำให้สำลักอาหารได้ อาหารที่มีทั้งของเหลวและของแข็งแยกส่วนกัน มีโอกาสทำให้ผู้ป่วยสำลักได้ง่าย เนื่องจากผู้ป่วยอาจสับสนว่าควรจะเคี้ยวหรือกลืนดี

การแก้ไข

  • ปั่นอาหารเพื่อให้เป็นเนื้อเดียวกัน โดยส่วนใหญ่จะมีโอกาสสำลักอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลวได้น้อยกว่าอาหารเหลวและอาหารแข็ง
  • ไม่ให้ผู้ป่วยกินอาหารที่อาจสำลักได้ง่าย เช่น ลูกอม ถั่ว หมากฝรั่ง
  • ให้ผู้ป่วยนั่งกินอาหาร นั่งศีรษะตรง ไม่เงยไปข้างหลัง และหลังกินอาหารก็ให้นั่งต่ออีกอย่างน้อย 15-30 นาที
  • อย่าให้ผู้ป่วยกินอาหารขณะกำลังสับสน วุ่นวาย หรือง่วงนอน

   4.7 การให้อาหารทางสาย

เมื่อผู้ป่วยมีอาหารมากถึงจุดหนึ่ง อาจไม่สามารถกินอาหารทางปากเองได้ ทำให้ขาดน้ำและสารอาหารซึ่งอาจต้องใส่สายให้อาหารทางจมูกหรือผ่าตัดวางสายให้อาหารในกระเพาะอาหารผ่านทางหน้าท้อง ที่เรียกว่า PEG (Percutaneous Enteric Gastrostomy) โดยอาจทำให้ผู้ป่วยรำคาญน้อยกว่าการใส่สายให้อาหารทางจมูก แต่ถือเป็นการผ่าตัดเล็ก ซึ่งก็ยังอาจมีความเสี่ยงเล็กน้อยจากการผ่าตัด

อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยกินไม่ได้จากภาวะสมองเสื่อมที่เป็นรุนแรงแล้ว การใส่สายให้อาหารไม่ช่วยลดการสำลักอาหารหรืออัตราการเสียชีวิตลงได้

5.ชอบถามคำถามซ้ำ ๆ

สาเหตุ

อาการนี้อาจเกิดจากความกังวล ความกลัว หรือการที่ผู้ป่วยรู้สึกไม่มั่นคง ผู้ป่วยไม่สามารถจำอะไรได้แม้ในระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้ต้องถามซ้ำในคำถามที่เพิ่งได้รับคำตอบ

การแก้ไข

บางครั้งแทนที่จะตอบคำถามซ้ำอีกครั้ง ผู้ดูแลอาจพูดให้ผู้ป่วยมั่นใจว่าทุกอย่างได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและได้แก้ไขเรื่องนั้น ๆ แล้ว ในบางครั้งผู้ป่วยอาจอธิบายไม่ได้ว่าสิ่งที่กังวลอยู่นั้นคืออะไร ถ้าผู้ดูแลสามารถคาดการณ์ได้ และพูดหรือแสดงให้ผู้ป่วยเชื่อมั่นได้ ผู้ป่วยจะคลายกังวลลง นอกจากนี้อาจชักชวนผู้ป่วยพูดคุยเรื่องอื่นที่น่าสนใจเพื่อเบนความสนใจออกจากเรื่องที่ผู้ป่วยกำลังซักถามอยู่

6.ดื้อและไม่ให้ความร่วมมือ

สาเหตุ

ผู้ดูแลหลายท่านมักไม่แน่ใจว่าการที่ผู้ป่วยต่อต้านและไม่ให้ความร่วมมือ เกิดจากผู้ป่วยตั้งใจหรือเกิดจากภาวะสมองเสื่อม โดยทั่วไปส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดจะเกิดจากภาวะสมองเสื่อม ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีปัญหานี้มากน้อยไม่เท่ากัน โดยอาจเกิดจากการที่ผู้ป่วยไม่เข้าใจความหมายของการบอกให้ทำอะไรบางอย่าง หรือเกิดจากการหลงลืม เช่น ลืมว่าอาบน้ำไปครั้งสุดท้ายเมื่อใด จึงไม่ยอมอาบน้ำ ผู้ป่วยไม่ต้องการพบแพทย์เพราะรู้สึกเป็นการยากลำบาก

การแก้ไข

พยายามอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าต้องการให้ผู้ป่วยทำอะไร โดยการอธิบายเป็นขั้น ๆ หรือการพูดถึงสิ่งที่ดี ๆ ผู้ป่วยอาจสนใจ เช่นพูดว่า หลังจากตรวจที่โรงพยาบาลแล้วเสร็จ จะพาไปกินอาหารว่างที่ผู้ป่วย   ชื่นชอบต่อ

7.เข้าใจผิด

สาเหตุ

ปัญหาสายตาและการได้ยินมีส่วนให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจผิด ผู้ป่วยเชื่อว่าสิ่งที่คิด ที่เห็น หรือได้ยินนั้นเป็นจริง เนื่องจากไม่เข้าใจว่าความสามารถในการมองเห็นหรือการได้ยินของตนเองลดลง

การแก้ไข

  • ช่วยในการมองเห็นและการได้ยิน เช่น ใส่เครื่องช่วยฟัง ใส่แว่นตา
  • ปิดม่านเวลานอน อาจลดปัญหาจากการเห็นเงาคนนอกหน้าต่าง
  • สื่อสารกับผู้ป่วยโดยตรง อย่าพูดลับหลังหรือพูดต่อหน้าเหมือนผู้ป่วยไม่มีตัวตน
  • ใช้กริยาท่าทางในการช่วยสื่อ เช่น ลบสายตา แสดงสีหน้า
  • หลีกเลี่ยงการพูดว่าสิ่งที่ผู้ป่วยเห็นหรือได้ยินไม่เป็นจริง เช่น ผู้ป่วยบอกว่าเห็นคนแปลกหน้าในห้องนอน แทนที่จะพูดว่า “ไม่มีใครในห้องนอน แทนที่จะพูดว่า “ไม่มีใครในห้องนอน หรือไม่มีใครจะแอบเข้าไปหรอก ไปนอนได้แล้ว” อาจพูดว่า “สิ่งที่เห็นไหวนั่นคือ ม่านหน้าต่าง”

8.ขี้ระแวงสงสัย

สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องที่เพิ่งจะเกิดสำหรับผู้ป่วยเสมอ เช่นจ้างแม่บ้านมาดูแล ถึงแม้จะอธิบายผู้ป่วยให้เข้าใจแล้ว แต่ผู้ป่วยอาจยังลืมจึงเข้าใจว่าเป็นขโมย

การแก้ไข

  • หลีกเลี่ยงการพูดขัดแย้งผู้ป่วย และพยายามเบี่ยงเบนความสนใจ
  • ทำหรือพูดให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าผู้ดูแลได้รับรู้ถึงสิ่งที่ผู้ป่วยระแวงสงสัย
  • อธิยายคนใกล้ชิดถึงปัญหาดังกล่าวว่า เกิดจากความผิดปกติของสมองและเราไม่ได้รู้สึกระแวงคนเหล่านั้นดังที่ผู้ป่วยกล่าวหา
  • บางครั้งอาจใช้ยารักษา

9.เห็นภาพหลอน หรือหูแว่ว

การมองเห็นภาพหลอนหรือหูแว่วเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย แต่หลาย ๆ ครั้งที่ผู้ดูแลอาจไม่ตะหนักถึงภาวะนี้ ผู้ป่วยอาจบอกหรือถามถึงสิ่งที่ตนเองมองเห็นหรือได้ยิน บางครั้งอาจพูดคนเดียวเหมือนกำลังพูดอยู่กับคนอื่นอยู่

การแก้ไข

  • ถ้าผู้ป่วยไม่เคยมีอาหารนี้มาก่อน และมีอาการเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาจเป็นจากอาการซึมหรือสับสนเฉียบพลับ โดยอาจเกิดจากการได้รับยาบางอย่างที่มีผลต่อการทำงานของสมอง ซึ่งบ่อยครั้งอาจเป็นยาที่เรานึกไม่ถึง เช่น ยาลดน้ำมูก ยาคลายกล้ามเนื้อ
  • นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อในร่างกาย หรือความผิดปกติของร่างกาย อื่น ๆ ที่แสดงออกมาโดยเห็นภาพหลอน   
  • ถ้าเป็นอาการที่เกิดขึ้นประจำและไม่มีสาเหตุอื่น ๆ ของอาการซึมหรือสับสนเฉียบพลันแล้ว อาการนี้อาจเกิดจากภาวะสมองเสื่อมเอง โดยผู้ดูแลควรตอบสนองด้วยความใจเย็น
  • พยายามไม่ปฏิเสธผู้ป่วยถึงภาพหลอนหรือเสียงแว่ว หรือแก้ไขการเข้าใจผิดโดยตรง เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยหงุดหงิดและอารมณ์เสีย
  • ฟังสิ่งที่ผู้ป่วยบอก แต่ไม่จำเป็นต้องตอบผู้ป่วยด้วยคำพูดที่ผูกมัดตัวเอง
  • ใช้การเบี่ยงเบนความสนใจเข้าช่วย เช่น ถ้าผู้ป่วยเห็นคนแปลกหน้าในห้องนอน อาจพาผู้ป่วยไปห้องนั่งเล่นเพื่อดูรูปเก่า ๆ หรือไปห้องครัวเพื่อกินอาหารว่าง เมื่อกลับมาที่ห้องนอนภายหลังผู้ป่วยอาจลืมสิ่งที่มองเห็นไปแล้ว

10.อาการก้าวร้าว รุนแรง

อาการโกรธ หงุดหงิด ฉุนเฉียว หรือก้าวร้าวอาจแสดงออกมาทางวาจา เช่น ตะโกน ด่าทอ กรีดร้อง หรืออาจแสดงออกทางกายโดยการหยิก ทุบตีผู้คน ทำลายข้าวาของ

สาเหตุ

อาจเหมือนกับอาการอื่น ๆ คือ สาเหตุทางกายที่เกิดจากการเจ็บป่วยไม่สบายบางอย่าง เช่น เจ็บปวด ถ่ายอุจจาระไม่ออก นอกจากนี้อาจเกิดจากการติดเชื้อในร่างกาย หรือยาบางชนิดที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอาการสับสนหรือเกิดจากปัญหาการหลงลืม เช่น จำไม่ได้ว่าวางของไว้ที่ใด เมื่อต้องหานาน ๆ อาจมีอารมณ์หงุดหงิด หรือเกิดจากการหลงผิดคิดไปเอง เช่น คิดว่าจะมีคนมาทำร้าย ผู้ดูแลวางยาพิษ แปลเจตนาของการพูดและการกระทำผู้ดูแลไม่ถูก เข้าใจว่าจะทำร้ายหรือแกล้ง

ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและผู้ดูแล เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอาการหงุดหงิดฉุนเฉียวได้ เช่น การพูดตำหนิผู้ป่วย การพูดว่าสิ่งที่ผู้ป่วยคิดหรือมองเห็น เป็นสิ่งที่คิดไปเอง เห็นไปเอง และผู้ป่วยผิด หรือการที่ไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้ป่วยจะพยายามสื่อสารออกมา ตลอดจนผู้ดูแลสื่อสารหลายขึ้นตอนทำให้ผู้ป่วยไม่เข้าใจ หรือการบีบบังคับ พูดด้วยน้ำเสียงหรือท่าทีที่ดุ ก้าวร้าว อาจทำให้ผู้ป่วยมีปฏิกิริยาตอบโต้ได้

นอกจากนี้อาการก้าวร้าว ยังอาจเกิดจากการที่ผู้ป่วยสูญเสียความยับยั้งชั่งใจ หรือไม่รับรู้ถึงกฎเกณฑ์หรือข้อพึงกระทำที่เคยเรียนรู้มาในอดีตสูญเสียความสามารถในการคิด ตัดสินใจ และการควบคุมตนเอง

ปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญ ได้แก่

  • ผู้ป่วยรู้สึกตึงเครียด ไม่สบายใจหรือรู้สึกอับอาย เช่น การที่ผู้ป่วยไม่สามารถจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้
  • ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายทางร่างกายบางอย่าง เช่น ปวด ปวดปัสสาวะ หิว
  • ผู้ป่วยรู้สึกว่าถูกตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ในข้อผิดพลาดที่ตนเองได้ทำไป เนื่องจากหลงลืมหรือไม่สามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้
  • ผู้ป่วยรู้สึกว่าความเป็นส่วนตัวของตนเองถูกรบกวน เช่น ต้องมีคนมาช่วยอาบน้ำ แต่งตัว ทำความสะอาดหลังเข้าห้องสุขา
  • มีสิ่งกระตุ้นในสิ่งแวดล้อมรอบข้างมากเกินไป เช่น เสียงดัง มีคนรอบข้างมากมาย แสงสีที่มากเกินไป
  • ผู้ป่วยไม่คุ้นเคยกับผู้คนหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทำให้เกิดความกลัววิตกกังวล

การที่ผู้ป่วยมีพฤติกรรมก้าวร้าว อาจส่งผลรบกวนผู้ดูแลเป็นอย่างมาก แต่เกิดจากการทำงานของสมองผิดปกติไป ผู้ป่วยไม่ได้ตั้งใจและไม่ได้จงใจที่จะเกลียดเรา ความรู้สึกที่ผู้ป่วยมีต่อเรายังคงเหมือนเดิม เมื่อเวลาผ่านไปอีกสักครู่ ผู้ป่วยอาจลืมสิ่งที่เกิดขึ้นและปฏิบัติตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

11.โกรธ หงุดหงิด ฉุนเฉียว

การแก้ไข

  • หาสาเหตุ เพื่อแก้ไขและป้องกันการเกิดซ้ำในอนาคต
  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด พยายามเข้าใจผู้ป่วยว่าสิ่งที่ผู้ป่วยพยายามสื่อสารออกมาคืออะไร
  • ก่อนจะตอบโต้อะไรกลับไปให้ถอยมาตั้งหลัก สูดลมหายใจลึก ๆ นับ 1 ถึง 10 หรืออาจต้องออกจากห้องบริเวณนั้นไปก่อนจนอารมณ์เย็นลง
  • พยายามสื่อสารกับผู้ป่วยด้วยคำพูดที่สั้น ๆ เข้าใจง่าย เป็นขั้นเป็นตอน
  • ใช้ถ้อยคำ และน้ำเสียงที่สุภาพในการสื่อสารกับผู้ป่วย
  • ไม่ควรโต้เถียง ไม่พยายามพูดว่าผู้ป่วยคิดผิด ทำผิด หรือพูดค้านผู้ป่วย เนื่องจากจะเป็นการกระตุ้นอารมณ์ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
  • ไม่จำเป็นต้องพยายามอธิบายเหตุผลเป็นเวลานาน ๆ เพราะอีกสักครู่ผู้ป่วยจะลืมอีก และผู้ป่วยไม่รับรู้ถึงเหตุผลถูกผิด เนื่องจากสมองเสียการรับรู้ส่วนนี้ไป แต่ขณะเดียวกันไม่ควรเพิกเฉย ไม่สนใจสิ่งที่ผู้ป่วยกำลังพูดหรือแสดงออก ควรแสดงถึงการรับรู้ว่าท่านเห็นถึงการที่ผู้ป่วยไม่พอใจ
  • หากผู้ป่วยว้าวุ่นอยู่ ควรปลอบโยนให้สงบลง ใช้การเบี่ยงเบนความสนใจไปเรื่องอื่นที่ผู้ป่วยชอบ แต่ต้องแสดงการรับรู้อารมณ์ของผู้ป่วยด้วย เช่น บอกให้ผู้ป่วยทราบว่าผู้ป่วยกำลังหงุดหงิดหรือเศร้าใจ   เรื่องนี้ เราไปหาอะไรทำที่ช่วยให้สบายใจดีกว่า
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น อย่าพยายามเผชิญหน้า
  • หากผู้ป่วยใช้กำลังทำร้ายทุบตีหรือทำลายข้าวของ ต้องให้ผู้ป่วยอยู่ในพื้นที่กว้าง ๆ ไม่กักขังหรือพันธนาการผู้ป่วยเพราะจะทำให้สถานการณ์แย่ลง
  • ในรายที่มีอาการมากและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับพฤติกรรมอาจจำเป็นต้องใช้ยา โดยเฉพาะถ้ามีอาการของความหลงผิด ภาพหลอน หูแว่ว มาเป็นตัวกระตุ้น
  • หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปพยายามทำตัวตามปกติ ไม่ต้องทำโทษผู้ป่วยหรือแกล้งเป็นไม่สนใจผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยไม่สามารถเรียนรู้บทลงโทษได้ แต่จะทำให้ผู้ป่วยไม่พอใจขึ้นมาได้อีก

12.ด่าทอหรือพูดจาดูถูกผู้ดูแล                 

การแก้ไข

  • ถอยออกจากปัญหามามองว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เช่น ผู้ป่วยอาจกำลังสื่ออะไรอยู่ หรืออาจแปลอะไรผิดไป
  • แปลความหมายและยอมรับกับสิ่งที่ผู้ป่วยกำลังบอก
  • หลีกเลี่ยงการโต้แย้ง หรือให้เหตุผล
  • บางครั้งอาจไม่ต้องสนใจสิ่งนั้นและเปลี่ยนประเด็น
  • อธิบายให้คนที่ผู้ป่วยเจอบ่อย ๆ ว่าผู้ป่วยมีภาวะสมองเสื่อม แต่ไม่อันตรายและไม่ได้เป็นบ้า

13.กลางคืนไม่ยอมนอน

สาเหตุ

อาการนอนไม่หลับหรือไม่ยอมนอนตอนกลางคืนในผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม อาจเกิดจากสิ่งต่าง ๆ ดังนี้

  • นาฬิกาชีวภาพในสมองเสีย โดยปกติคนเราทุกคนจะมีนาฬิกาชีวภาพในสมอง ซึ่งคอยทำให้เราทราบเวลาโดยประมาณว่าเป็นเวลาใด แต่ในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม นาฬิกาชีวภาพในสมองเสียไป ทำให้ไม่ทราบเวลา อาจสับสนระหว่างกลางวันกับกลางคืน หรือคิดว่าเช้าแล้วทั้งที่ยังดึกอยู่
  • โรคร่วมหลายอยางทำให้ผู้ป่วยต้องตื่นขึ้นมา นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท เช่น ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดหลัง ปวดข้อ หรือต้องตื่นมาปัสสาวะเพราะต่อมลูกหมากโตหรือมีโรคเบาหวาน
  • สภาพแวดล้อมในการนอนหลับไม่เหมาะสม เช่น อากาศร้อน มีแสงไฟ เสียงที่อึกทึก
  • นอนกลางวันมากไป ผู้สูงอายุจะหลับไม่ลึกมาก ดังนั้นการหลับตื้น ๆ บางครั้งอาจรู้สึกว่าไม่ได้หลับ แต่จริง ๆ เป็นการหลับแล้วแต่แบบตื้น ๆ ยั้งพอได้ยินเสียงคนคุยกันเล็กน้อย ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้หลับ
  • กาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ กระตุ้นสมอง ให้อยู่ในสภาพที่ตื่นตัว
  • ยาหลายชนิดทำให้นอนไม่หลับ เช่น ยาแก้หอบหืด ยาแก้คัดจมูก บางชนิด

การแก้ไข

  • ถ้าผู้ป่วยนอนกลางวันมาก พยายามให้ทำกิจกรรม หลีกเลี่ยงยาที่อาจทำให้ง่วงตอนกลางวัน ผู้ดูแลอาจต้องปรับการนอนให้สอดคล้องกับผู้ป่วย
  • ถ้าผู้ป่วยไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ให้ผู้ป่วยได้ออกกำลังกายบ้าง เช่น เดินในช่วงบ่ายแก่ ๆ
  • ให้ผู้ป่วยเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนเข้านอน
  • ให้มีแสงไฟเพียงพอในห้องนอนและห้องน้ำ เพราะถ้ามืดมากผู้ป่วยอาจเห็นภาพหลอน แต่อย่าให้แสงจ้ามาก
  • วางอุปกรณ์สำหรับช่วยขับถ่ายไว้ข้างเตียง
  • ถ้าตื่นมาแล้วสับสนไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เวลาใด ให้บอกผู้ป่วยอย่างสงบ พูดเบา ๆ และใจเย็น ๆ
  • จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการนอนหลับ
  • ดูแลเรื่องความปลอดภัยในส่วนต่าง ๆ ของบ้าน เช่น ประตู หน้าต่าง บันได เตาแก๊ส
  • บางรายอาจต้องใช้ยา ซึ่งควรปรึกษาแพทย์

14.เดินตามตลอด

สาเหตุ

อาจเกิดจากการที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวใหม่ตลอดเวลา ผู้ดูแลเป็นเพียงผู้เดียวที่ไว้วางใจได้ จำไม่ไดว่าเมื่อผู้ดูแลเข้าห้องน้ำแล้วสักครู่จะกลับออกมา

การแก้ไข

  • หาลูกบิดประตูที่ป้องกันการเปิดได้ง่าย เพื่อให้ผู้ดูแลมีเวลาส่วนตัว
  • ตั้งนาฬิกาและบอกผู้ป่วยว่าจะกลับมาเมื่อนาฬิกาดัง
  • ให้ผู้ป่วยฟังดนตรี
  • ให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมบางอย่างที่สนใจ

15.การแสดงออกทางพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม

สาเหตุ

ตัวอย่างการแสดงพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เช่น ถอดเสื้อผ้าในที่สาธารณะ จับสัมผัสตัวเพศตรงข้าม โอบหรือจับหน้าอก ลูบคลำบริเวณอวัยวะเพศของตนเอง ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้พบไม่บ่อย โดยการถอดเสื้อผ้าในที่สาธารณะอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ผู้ป่วยลืมว่ากำลังอยู่ที่ใด อากาศร้อน ไม่รู้ว่าสวมเสื้อผ้าอย่างไร ไม่รู้ความสำคัญของการสวมเสื้อผ้า ปวดปัสสาวะ การแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับเด็กหรือลูกสาว อาจเกิดจากการที่ผู้ป่วยคิดว่ายังเป็นเด็ก เข้าใจว่าเป็นลูกสาวเป็นภรรยาสมัยสาว ๆ  เนื่องจากลืมภาพใบหน้าของภรรยาในปัจจุบัน

การแก้ไข                                              

  • อย่าตกใจหรือตอบสนองต่อปัญหาเกินเหตุ ค่อย ๆ ชักนำผู้ป่วยกลับไปในห้องหรือห้องน้ำอย่าง   ใจเย็น
  • เปลี่ยนรูปแบบของเสื้อผ้าที่สวมใส่ ให้ถอดได้ยากขึ้น
  • ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

16.ไม่รู้ว่าสิ่งของหรือคนที่เห็นคืออะไร (หรือใคร)

สาเหตุ

เกิดจากการสมองส่วนที่ควบคุมความสามารถในการแยกแยะสิ่งต่าง ๆ เสียไป ไม่ได้เกิดจากการลืมหรือปัญหาสายตาเสมอไป เช่น ผู้ป่วยอาจไม่สามารถบอกได้ว่าคนที่เห็นคือสามี โดยผู้ป่วยไม่ได้ลืมว่ามีสามี แต่สมองไม่สามารถแยกแยกได้ว่า คนที่เห็นคือสามีของตนเอง

ผู้ป่วยอาจไม่รู้ว่ากำลังอยู่ในบ้านที่อยู่มาหลายปี เพราะสมองไม่สามารถบอกได้ว่า สิ่งที่ผุ้ป่วยเห็นคือบ้านของตนเอง อาจช่วยโดยให้ข้อมูลเพิ่มเติมบางอย่าง เช่นบอกว่า “มันอาจดูไม่เหมือนบ้านของเรานัก แต่นี่คือบ้านของเรา” น้ำเสียงที่คุ้นเคยของผู้ดูแลอาจทำให้ผู้ป่วยนึกได้ว่า นี่คือบ้านของผู้ป่วย

17.เร่ร่อนออกจากบ้าน หลงทาง หายสาบสูญ

(รายละเอียดในบท การดูแลความปลอดภัยของผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อม)

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "รู้จริงและเข้าใจ สุขภาพผู้สูงวัยและภาวะสมองเสื่อม" โดยรองศาสตราจารย์ นายแพทย์วีรศักดิ์ เมืองไพศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ระบบประสาท และภาวะสมองเสื่อม ปรับปรุงและเพิ่มเติมเนื้อหาจากหนังสือ "สุขภาพดีสมใจ ในวัยสูงอายุ" จากสำนักพิมพ์ซีเอ็ด


ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

โรคสมองเสื่อมมีวิธีป้องกันและรักษาอย่างไร
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โรคความจำเสื่อมเกิดจากสาเหตุใดค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่