Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
การกินเพื่อสุขภาพ

ซีสต์ (Cyst)

ซีสต์มีกี่ประเภท สามารถเจริญเติบโตไปเป็นมะเร็งได้หรือไม่ มีวิธีรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอย่างไร?
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,598,534 คน

ซีสต์ (Cyst)

ซีสต์มีลักษณะเป็นถุงน้ำที่ภายในบรรจุด้วยของเหลว อากาศ หรือสารอื่นๆ โดยจะเกิดขึ้นบนเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือเกิดขึ้นใต้ผิวหนัง ซีสต์มีด้วยกันหลายชนิด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อเยื่อไม่ร้ายและไม่กลายเป็นเนื้องอกมะเร็ง

ซีสต์สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • การติดเชื้อ
  • โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • การอักเสบเรื้อรัง
  • การอุดตันของท่อต่างๆ ในร่างกาย

ชนิดของซีสต์ และภาวะที่ทำให้เกิดซีสต์

ซีสต์แบ่งออกได้หลายร้อยชนิด สามารถเกิดขึ้นที่ใดก็ได้ของร่างกาย ในบางกรณีอาจพบว่าซีสต์เป็นส่วนหนึ่งของอาการในโรคอื่นๆ เช่น โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ และถุงน้ำหลายถุงในไต โดยซีสต์ชนิดที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่

  • ซีสต์ชนิด Epidermoid (Epidermoid Cyst) : มีขนาดเล็ก โตช้า มักพบมากที่ใบหน้า ศีรษะ คอ หลัง หรือที่อวัยวะเพศ เกิดจากการสะสมเคอราติน (Keratin) ภายใต้ผิวหนัง ลักษณะจะเป็นก้อนสีเดียวกับผิวหนัง ภายในสะสมไปด้วยสารข้นหนืด
  • ซีสต์ที่เต้านม (Breast Cyst) : ส่วนใหญ่แล้วก้อนในเต้านมมักไม่ใช่มะเร็ง แต่ถ้าบริเวณเต้านมมีสิ่งผิดปกติ เช่น ก้อนที่เต้านมมีขนาดใหญ่ขึ้น มีของเหลวไหลจากหัวนม หรือหัวนมบอด (ถ้าปกติแล้วหัวนมไม่ได้บอด) ก็ควรไปพบแพทย์ทันที
  • ก้อนถุงน้ำที่มือและข้อมือ (Ganglion) : เป็นก้อนถุงน้ำลักษณะกลม มีของเหลวอยู่ภายใน มักเกิดขึ้นที่บริเวณเส้นเอ็นหรือข้อต่อ โดยเฉพาะที่มือ ข้อมือ ข้อเท้า และเท้า มีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บ อุบัติเหตุ หรือการใช้งานมากเกินไป แต่ส่วนใหญ่แล้วมักไม่ทราบสาเหตุ
  • ซีสต์ที่บริเวณร่องก้น (Pilonidal Cyst) : เกิดขึ้นที่บริเวณเหนือร่องก้น มีลักษณะเป็นรูขนาดเล็กในผิวหนัง ซึ่งอาจมีการติดเชื้อและภายในบรรจุด้วยของเหลวหรือหนอง เชื่อว่าเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกันคือ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การเจริญเติบโตของขน การเสียดสีจากเสื้อผ้า หรือการนั่งเป็นเวลานาน
  • ถุงน้ำหรือซีสต์ที่รังไข่ (Ovarian Cyst) : สามารถเกิดขึ้นที่ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างของรังไข่ อาจมีอาการปวดหรือไม่มีอาการใดๆ
  • ก้อนที่เปลือกตา (Chalazion) : เป็นก้อนขนาดเล็ก บวม ไม่เจ็บ เกิดขึ้นที่เปลือกตาบนหรือเปลือกตาล่างสาเหตุเกิดจากต่อมไขมันที่เปลือกตา (Meibomian Gland) มีการอุดตัน ถ้ามีการติดเชื้อร่วมด้วย อาจทำให้มีอาการแดง บวม และปวด
  • ถุงน้ำหลังหัวเข่า (Baker’s (Popliteal) Cyst) : ทำให้ผู้ป่วยมีอาการข้อติด มีอาการปวด และการเคลื่อนไหวทำได้จำกัด สัมพันธ์กับปัญหาที่เกิดกับข้อเข่า เช่น ข้ออักเสบ (Arthritis) การอักเสบจากความเครียดที่กระทำกับเข่าซ้ำๆ หรือกระดูกอ่อนได้รับความเสียหาย
  • สิวซีสต์ (Cystic Acne) : เป็นสิวชนิดที่รุนแรงที่สุด เป็นซีสต์ที่อยู่ใต้ผิวหนังชั้นลึก เกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน คือ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน จากแบคทีเรีย จากไขมัน และจากเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ซึ่งมีการอุดตันภายในรูขุมขน
  • ซีสต์ขนคุด : เกิดจากการที่ขนเจริญเติบโตลงด้านล่าง หรือออกด้านข้าง แทนที่จะงอกออกมาด้านนอก ทำให้เกิดขนคุดขึ้น พบได้บ่อยในผู้ที่โกนขน แว็กซ์ หรือใช้วิธีอื่นในการกำจัดขน ลักษณะภายนอกคล้ายกับสิวใต้ผิวหนัง อาจมีสีแดง ขาว หรือสีเหลือง ซึ่งอาจมีขนที่มองเห็นอยู่ตรงกลางหรือไม่ก็ได้
  • ซีสต์ของปุ่มรากผม (Pilar Cyst) : มีสีเนื้อ ลักษณะกลม เกิดขึ้นใต้ผิวหนัง เกิดจากการสะสมของโปรตีนในปุ่มรากผม (Hair Follicle) ซีสต์ชนิดนี้มักไม่เจ็บ ค่อนข้างแข็ง ผิวเรียบ และเติบโตช้า
  • มิวคัสซีสต์ (Mucous Cyst) : เป็นซีสต์ที่ภายในบรรจุด้วยของเหลว เกิดขึ้นที่ริมฝีปากหรือภายในปาก เกิดจากต่อมน้ำลายมีการอุดตัน ทำให้มีการสะสมของเยื่อเมือกเกิดขึ้น ซีสต์ชนิดนี้มีขนาดเล็ก นิ่ม เป็นก้อนสีชมพู หรือสีฟ้า
  • ถุงน้ำที่คอ (Branchial Cleft Cyst) : เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดชนิดหนึ่ง โดยจะมีก้อนถุงน้ำเกิดขึ้นที่ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างของลำคอเด็กหรืออยู่ด้านล่างกระดูกไหปลาร้า ส่วนใหญ่แล้ว ถุงน้ำชนิดนี้ไม่เป็นอันตราย แต่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง หรือมีการติดเชื้อ

เมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์เมื่อเป็นซีสต์

โดยทั่วไปซีสต์จะเจริญเติบโตช้าและมีผิวเรียบ มีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่มาก ซีสต์ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการเจ็บปวด และมักไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ ยกเว้นถ้ามีอาการต่อไปนี้ ก็ควรไปพบแพทย์

  • มีการติดเชื้อ
  • มีขนาดใหญ่มาก
  • กดทับเส้นประสาทหรือหลอดเลือด
  • โตขึ้นบนบริเวณที่มีความไวเป็นพิเศษ
  • ซีสต์ส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะในร่างกาย

แพทย์จะทำการตรวจซีสต์ให้ แม้จะไม่มีอาการปวดหรืออาการใดๆ ก็ตาม เพราะก้อนผิดปกติในร่างกายอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งได้ ซึ่งแพทย์อาจเจาะหรือตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อไปตรวจเพิ่มเติมด้วย

การรักษาซีสต์

การรักษาซีสต์ สามารถทำได้สองวิธี ได้แก่

  • การดูแลด้วยตนเอง : ในบางกรณี ซีสต์จะสามารถหายไปได้เอง การประคบอุ่นบนซีสต์จะช่วยให้หายเร็วขึ้นเพราะจะช่วยให้เกิดการระบายของเหลวออก แต่ไม่ควรบีบหรือทำให้ซีสต์แตกด้วยตนเอง เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้
  • การดูแลรักษาทางการแพทย์ : วิธีการรักษาทางการแพทย์ที่ใช้ในการรักษาซีสต์ ได้แก่
    • แพทย์จะใช้เข็มเจาะระบายของเหลวและสิ่งแปลกปลอมในซีสต์ออก
    • แพทย์จะใช้ยาในการรักษา เช่น ยาสเตียรอยด์ชนิดฉีด เพื่อลดอาการอักเสบของซีสต์
    • แพทย์จะทำการผ่าตัดเอาซีสต์ออก ซึ่งอาจใช้วิธีนี้หากการเจาะระบายของเหลวออกไม่ประสบความสำเร็จ หรือซีสต์อยู่ลึกมากและจำเป็นต้องรักษา

การป้องกันการเกิดซีสต์

มีซีสต์บางชนิดที่สามารถป้องกันได้ เช่น

  • ซีสต์ที่รังไข่ : อาจป้องกันได้ด้วยการใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด
  • ก้อนที่เปลือกตา : อาจป้องกันได้ด้วยการทำความสะอาดเปลือกตาใกล้กับแนวขนตาด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนจะช่วยป้องกันการอุดตันของท่อไขมันบริเวณนั้น
  • ซีสต์ที่บริเวณร่องก้น : อาจป้องกันได้ด้วยการทำความสะอาดบริเวณร่องก้นให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง รวมถึงลุกขึ้นยืนบ่อยๆ อย่านั่งนานเกินไป

ที่มาของข้อมูล

Amanda Delgago, What’s Causing This Cyst? (https://www.healthline.com/health/cyst), August 11, 2017.


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
การติดเชื้อราที่เล็บเท้า
การติดเชื้อราที่เล็บเท้า

คุณมีเล็บเท้าที่หนาและเป็นสีเหลืองหรือไม่?

ผิวระหว่างนิ้วเท้าลอก เกิดจากอะไร?
ผิวระหว่างนิ้วเท้าลอก เกิดจากอะไร?

ผิวระหว่างนิ้วเท้าลอกเกิดจากอะไร มีวิธีรักษาและป้องกันอย่างไรบ้าง

ดูในแอป