โรคคุชชิ่ง (Cushing’s disease) ในสุนัขคืออะไร

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 19, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 112,105 คน

Cushing’s disease หรือ ภาวะที่มีการทำงานของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตมากเกิน (hyperadrenocorticism) เป็นโรคของความผิดปกติของต่อมหมวกไต เกิดการสร้างฮอร์โมนในกลุ่มที่เรียกว่า cortisol หรือ corticosteroid ซึ่งเป็นสารในกลุ่ม steroid ที่หลั่งเมื่อร่างกายเกิดความเครียด (เรียกได้ว่าเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียด) โดยปกติในร่างกายของเราจะมีการควบคุมกระบวนการสร้างฮอร์โมนชนิดนี้อยู่แล้ว โดยสมองส่วน hypothalamus ต่อมใต้สมอง (pituitary gland) และ ต่อมหมวกไต การสร้างฮอร์โมนชนิดนี้มากขึ้นได้เนื่องมาจากการเกิดการทำงานมากขึ้น (ซึ่งมักจะเป็นมะเร็ง) ของอวัยวะทั้งสามเหล่านี้ แต่โดยส่วนใหญ่กว่า 85% จะเกิดจากปัญหาที่มาจากต่อมใต้สมอง (pituitary-dependent hyperadrenocoriticism; PDH) พันธุ์ของสุนัขที่มักพบโรคนี้ ได้แก่ พุดเดิ้ล บีเกิ้ล ดัชชุน บอสตัน เทอรเรียร์ ยอกเชียร์ เทอรเรียร์ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ลาบราดอร์ บอกเซอร์ เยอรมันเชพเพิร์ด และอาคิตะ ส่วนอีกประมาณ 15% นั้นเป็นการเกิดในลักษณะมะเร็งของต่อมหมวกไต (adrenal tumor; AT)

อาการของโรค

  • กินนำมาก ฉี่มาก
  • หิวและกินเก่ง
  • หอบ หายใจเร็ว
  • พุงย้อย / อ้วน
  • พบก้อนไขมันตามคอและไหล่
  • ขนร่วงตามตัวแบบสมมาตร
  • นอนไม่หลับ
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง / บาง
  • ตัวเมียจะไม่เข้าสู่วงรอบการเป็นสัด
  • ตัวผู้ลูกอัณฑะหด
  • ผิวหนังสีเข้ม  อาจพบตุ่มก้อนแข็งๆ เป็นการสะสมของแคลเซียมใต้ผิวหนัง (calcinosis cutis)
  • มีการติดเชื้อที่ผิวหนังซ้ำซ้อน

การวินิจฉัยโรค

โรคของต่อมหมวกไตในทางสัตวแพทย์ถือเป็นโรคที่ทำการตรวจวินิจฉัยได้ยาก เพราะนอกจากจะต้องวินิจฉัยว่าเป็นโรคแล้วยังต้องหาสาเหตุว่ามาจากต่อมใต้สมองหรือต่อมหมวกไตโดยตรงเอง โดยมีวิธีการวินิจฉัยมากมายดังนี้

  • การตรวจเลือดและฉี่ เบื้องต้น

สามารถตรวจพบเม็ดเลือดขาวสูงขึ้นในรูปแบบเดียวกับสุนัขที่มีความเครียด มีค่าเอนไซม์ของตับ โดยเฉพาะค่า ALP ที่สูงขึ้น ส่วนการตรวจปัสสาวะมีความสำคัญมาก เพราะมักจะพบปัญหา inappropriate concentrating urine คือไตไม่สามารถทำความเข้มข้นของฉี่ได้เท่าที่ควรนั่นเอง นอกจากนี้อาจพบปัญหาร่วมต่างๆเช่น การตรวจเจอเบาหวาน กระเพาปัสสาวะอักเสบ หรือมีการหลุดของโปรตีนออกมากับปัสสาวะ (proteinuria)

  • Urine cortisol:creatinine ratio (UC:CR)

สัตวแพทย์อาจแนะนำให้เก็บปัสสาวะมาตรวจหาระดับของ cortisol ในปัสสาวะ การตรวจ cortisol ในเลือดอาจไม่มีประโยชน์สำหรับรายที่เป็น Cushing) เพียงแค่ให้เจ้าของเก็บปัสสาวะตอนไหนก็ได้ (ตอนเช้าจะดีมาก) แต่ต้องเก็บช่วงกลางของการขับถ่ายและต้องมากกว่า 1 ซีซี นำมาตรวจ 3 วันติดต่อกัน ส่วนใหญ่แล้วหากเกินค่าดังกล่าว 2 ใน 3 วันก็มีแนวโน้มที่จะสงสัย Cushing แต่หากมีค่าน้อยกว่าค่าดังกล่าวก็สามารถบอกได้เลยว่าสุนัขตัวนั้นไม่ได้เป็น Cushing อย่างแน่นอน (แต่ถ้าหากสูงเกินค่าปกติแสดงว่าเป็น)

  • Low dose-dexamethasone test (LDDST)

            เป็นอีกหนึ่ง วิธีที่ใช้ในการประเมินเบื้องต้นว่าเป็น Cushing หรือเปล่า แต่จะมีความยุ่งยากนิดหน่อยตรงที่สัตว์จะต้องถูกเจาะเลือดและฉีดยา คุณหมอจะฉีดสเตียรอด์เข้าร่างกายสุนัขแล้วเจาะเลือดก่อนฉีด และหลังฉีดที่ 4 และ 8 ชั่วโมง เพื่อนำไปวัดค่าของ cortisol ในเลือด ขั้นตอนนี้คุณหมอจะวิเคราะห์ได้คร่าวๆ ว่าเป็น Cushing หรือไม่เป็น

  • ACTH stimulation test

            ถือเป็น gold standard ที่ใช้ในการตรวจ Addison และ ใช้ในการติดตามผลการรักษา Cushing disease เลย ในการตรวจนั้นทำได้ไม่ยาก วิธีทำคือคุณหมอจะฉีดฮอร์โมนเข้าไปแล้วดูการตอบสนองของระดับ cortisol ในเลือด เพียงแต่ปัจจุบันมีไม่กี่โรงพยาบาลที่มีฮอร์โมนเนื่องจากฮอร์โมนไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน และมีจำนวนสุนัขที่เป็นโรคดังกล่าวไม่มากเท่าที่ควร

แต่อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าสาเหตุของ Cushing ว่าเป็น PDH หรือ AT นั้นมาจากต่อมใต้สมองหรือต่อมหมวกไต ก็อาจจำเป็นต้องทำเพิ่มเพื่อนำไปเลือกใช้วิธีการรักษาที่ถูกต้อง โดยหลักๆอาจทำได้โดยการตรวจด้วยการตรวจวัดระดับ ACTH ในร่างกาย (endogenous ACTH)

  • Endogenous ACTH

                เป็นไม้ตายในการวินิจฉัยแยกระหว่าง PDH และ AT เพราะในรายที่เป็น PDH นั้นจะมี ACTH ถูกสร้างออกมาเรื่อยๆ ทำให้ต่อมหมวกไตทำการสร้าง cortisol ในระดับสูง จึงพบระดับของ eACTH สูง แต่รายที่เป็น AT นั้นจะมีการสร้าง cortisol ออกมามากด้วยตัวเองแล้วไปยับยั้งย้อนหลับทำให้ eACTH ระดับต่ำ

  • Imaging diagnosis

สามารถใช้ ultrasound ในการดูขนาดของต่อมหมวกไตได้ หากพบการขยายขนาดหรือพบลักษณะของมะเร็งก็สามารถบอกว่าเป็น AT ได้ แต่เนื่องจากปัจจุบันมีเทคนิคการถ่ายภาพแบ CT scan ซึ่งจะทำให้เห็นภาพทั้งหมดในร่างกายได้ชัดเจนกว่า จึงเป็นที่แนะนำ เพราะสามารถเห็นทั้งมะเร็งในต่อมหมวกไต ละในสมองได้ด้วย

การรักษา

ปัจจุบันมีวิธีการรักษาโรคคุชชิ่ง 2 วิธีหลักๆ คือการใช้ยากิน และการผ่าตัด ยากินที่ใช้ในการรักษาในปัจจุบันมี 2 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มที่ทำลายชั้นเซลล์ต่อมหมวกไต คือ mitotane ยับยั้งการสร้างฮอร์โมน และกลุ่มที่ยับยั้งการสร้างฮอร์โมน ได้แก่ trilostane ส่วนการรักษาโยการผ่าตัดทำได้หลายวิธี ทั้งการผ่าเอาก้อนเนื้อที่ต่อมหมวกไตหรือต่อมไต้สมองออก หรือการฉายรังสี เป็นต้น แต่ในประเทศไทยการรักษาหลักๆ ยังคงเป็นเรื่องการใช้ยา

การดูแลสัตว์

ภายหลังจากได้รับยาจำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ยาในกลุ่มทำลายเซลล์ต่อมหมวกไต (mitotane) จะทำให้เกิดโรคขาดฮอร์โมนตามมาได้ หากใช้เกินขนาด หรือยา trilostane เองก็มีผลต่อระบบประสาทหากใช้ขนาดที่ไม่เหมาะสม ควรมาตามนัดของสัตวแพทย์ทุกครั้งเพื่อตามดูอาการอย่างใกล้ชิด รวมถึงการตอบสนองหลังจากได้รับยาแล้ว

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม