Doctor men
เขียนโดย
ทีมแพทย์แผนไทยประยุกต์ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
การกินเพื่อสุขภาพ

ดอกขจร (Cowslip creeper)

คุณค่าทางโภชนาการ สรรพคุณต่อร่างกายของ ดอกขจร ผักพื้นบ้านที่นำมาประกอบอาหารได้หลายประเภท
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,556,405 คน

ดอกขจร (Cowslip creeper)

ดอกขจร เป็นผักพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายประเภท หรือจะนำมาลวกจิ้มกินกับน้ำพริกก็อร่อย และมีวิธีการปลูกและดูแลง่าย ชาวชนบทจึงนิยมปลูกไว้รับประทานเองตามบ้านเรือน แต่ไม่เพียงเฉพาะส่วนดอกเท่านั้นที่มีประโยชน์และสรรพคุณทางยา ส่วนอื่นๆ ของต้นขจรก็สามารถนำมาใช้เข้าตำรับยารักษาโรคต่างๆ ได้เช่นกัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ Telosma minor Craib

ชื่อวงศ์ ASCLEPIADACEAE

ชื่อพ้อง Pergularia minor Andrews

ชื่ออังกฤษ Cowslip creeper

ชื่อท้องถิ่น สลิด กะจอน ขะจอน สลิดป่า ผักสลิดคาเลา ผักขิก

ถิ่นกำเนิดของต้นขจร

ต้นขจร ซึ่งเป็นที่มาของดอกขจรที่หลายคนนำมาประกอบอาหาร มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและอินเดีย ประเทศแถบร้อนและแถบเส้นศูนย์สูตรในเขตเอเชีย ในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาค โดยจะขึ้นได้ตามป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าละเมาะ ป่าเต็งรัง นอกจากนี้ในประเทศแถบทวีปยุโรปยังมีการปลูกเป็นไม้ประดับอีกด้วยเนื่องจากมีดอกที่สวยงาม กลิ่นหอมในยามเย็น

ต้นขจรที่นิยมปลูกในประเทศไทย มี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ต้นขจรสายพันธุ์พื้นบ้าน ซึ่งจะมีดอกขนาดเล็ก ดอกขจรออกเฉพาะช่วงหน้าฝนเท่านั้น ส่วนอีกสายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่ชาวสวนนำมาตัดต่อทางพันธุกรรมและพัฒนาจากสายพันธุ์พื้นบ้าน ให้ออกดอกมีขนาดที่ใหญ่กว่าสายพันธุ์เดิม และออกดอกดกตลอดทั้งปี เรียกว่าต้นขจรสายพันธุ์ดอก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของต้นขจร

ต้นขจรเป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันกับต้นไม้ชนิดอื่น สามารถเลื้อยพันไปได้ไกลประมาณ 2-5 เมตร เถามีขนาดเล็ก ลักษณะกลมเหนียวมากและเป็นสีเขียว เมื่อแก่เถาขจรจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ตามยอดอ่อนมีขนสีขาวขึ้นปกคลุม แตกใบเป็นพุ่มแน่นและทึบ ดอกขจรออกช่อคล้ายพวงอุบะ ออกดอกตามซอกหรือตามช่อกิ่งเป็นพวง กลิ่นหอมคล้ายกลิ่นดอกชำมะนาด หรือกลิ่นใบเตย กลีบดอกขจรมีสีเหลืองหรือเขียวอมเหลือง ผลมีลักษณะกลมและยาวคล้ายฝักนุ่น ขนาดเล็ก ผลแก่จะแตกออกได้ มีเมล็ดปลิวว่อนตามลมคล้ายนุ่น มีเมล็ดเกาะติดกับใยสีขาว

คุณค่าทางโภชนาการของดอกขจร

ดอกขจรน้ำหนัก 100 กรัม ให้พลังงาน 72 กิโลแคลลอรี่

ที่มา : กองโภชนาการ กรมอนามัย (ตารางแสดงคุณค่าอาหารไทยในส่วนที่กินได้ 100 กรัม)

สรรพคุณของดอกขจร

  • ตามสรรพคุณในคัมภีร์แพทย์กล่าวว่า ดอกและยอดอ่อนมีรสขมเย็น ใช้เข้าตำรับรักษาโลหิตเป็นพิษ เช่น อาการตัวร้อนเป็นไฟ เป็นต้น โบราณให้ต้มดอกและยอดอ่อนในน้ำเดือด แล้วดื่มเพื่อบรรเทาอาการไข้ ตัวร้อน
  • ดอกขจรสามารถช่วยบำรุงโลหิต ในคนที่เลือดลมไหลเวียนไม่ค่อยดีหรือสตรีที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ ให้รับประทานดอกขจรเป็นอาหาร
  • ดอกและยอดอ่อนของส่วนใบ มีรสเย็นและกลิ่นหอม โบราณจึงมักนำไปเป็นส่วนประกอบของยาหอม มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ บำรุงปอด บำรุงตับ บำรุงครรภ์ บรรเทาอาการวิงเวียนและอ่อนเพลีย โดยนำส่วนดอกและยอดไปตากแห้ง แล้วบดเป็นผงจากนั้นผสมกับผงยาหอม ละลายในน้ำร้อนแล้วดื่มขณะอุ่นๆ จะหอมชื่นใจ
  • ราก มีรสเมาเบื่อเย็น นำมาต้มกับน้ำ ดื่มเพื่อถอนพิษจากไข้ และบรรเทาอาการอาเจียน
  • นำรากมาฝนกับน้ำดอกไม้เทศ แล้วนำมาหยอดตาแก้ตาอักเสบ ตาแดง ตาแฉะ ตามัว
  • แก่นและเปลือกจากลำต้นมีรสเมาเบื่อเย็นเช่นเดียวกับส่วนราก นำมาต้มกับน้ำ ดื่มเพื่อบำรุงกำลัง

ดอกขจรช่วยบำรุงปอด ตับ หัวใจ ได้จริงหรือไม่?

จากการค้นหางานวิจัยของดอกขจร ยังไม่พบการศึกษาใดที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์บำรุงปอด บำรุงหัวจ บำรุงตับของดอกขจร ส่วนงานวิจัยฤทธิ๋อื่นๆ ถูกนำมาศึกษาวิจัยค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่นั้นวิจัยในระดับหนูทดลองและหลอดทดลองเท่านั้น หากนำมาใช้ในคน ผลการรักษาอาจจะยังไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร

การนำดอกขจรมาปรุงอาหาร

ยอดอ่อนของดอกและผลอ่อนจะออกในช่วงต้นของฤดูฝน นิยมรับประทานเป็นผัก สามารถทานสดหรือลวกให้สุกก็ได้ ทานคู่กับน้ำพริก หรือนำมาประกอบอาหาร เมนูยอดนิยมคือ ดอกขจรผัดไข่ แกงส้มดอกขจร แกงจืดดอกขจร แกงเลียงดอกขจร หรือนำมาผัดกับเนื้อสัตว์ เช่น ผัดดอกขจรกับปลาหมึก เป็นต้น นอกจากจะเป็นนำมาประกอบอาหารคาวแล้ว ยังสามารถทำเป็นของหวานได้อีกด้วย โดยนำดอกขจรมานึ่งให้สุก ผสมกับมะพร้าวอ่อนหรือมะพร้าวแก่ขูดฝอย นำมาปรุงรสด้วยน้ำตาลทรายและเกลือเล็กน้อย เรียกว่า ขนมดอกขจร

ดอกขจรมีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังอะไรบ้าง?

ส่วนใหญ่งานวิจัยของต้นขจรในระดับหนูทดลองและหลอดทดลองเท่านั้น ยังไม่พบการศึกษาความเป็นพิษในคน หรือรายงานความเป็นพิษในคน แต่อย่างไรก็ตาม หากมีอาการเจ็บป่วย แล้วประสงค์จะรับประทานต้นขจรหรือยาที่มีต้นขจรเป็นส่วนผสมในปริมาณสูง หรือติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน ควรปรึกษาแพทย์ก่อน แต่ถ้าหากรับประทานเป็นอาหารทั่วๆ ไป ก็ไม่มีอันตรายใดๆ ต่อร่างกาย


ที่มาของข้อมูล
  • สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, ผักพื้นบ้าน, 2540.

  • มูลนิธิส่งเสริมการแพทย์แผนไทยเดิมฯ, ตำราเภสัชกรรมไทย, 2547.


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
วิตามินกับการรับประทานอาหาร ที่มีสารต่อต้านริ้วรอย
วิตามินกับการรับประทานอาหาร ที่มีสารต่อต้านริ้วรอย

รับประทานวิตามินเพื่อการชะลอวัยอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

ดูในแอป