Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

อาการไอของแมว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,882,444 คน

การไอในแมว

โดยทั่วไปแล้ว การไอเป็นอาการของโรคเฉพาะทาง เช่น โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจหรือระบบหัวใจและหลอดเลือด การแสดงอาการไอของแมวคือการแสดงหน้าที่ของระบบกลไกการป้องกันตนเอง เพื่อป้องกันการก่อตัวของสารคัดหลั่งและวัตถุแปลกปลอมในระบบทางเดินหายใจ แต่การไอยังบ่งบอกถึงอาการเตือนเบื้องต้นของโรคทางระบบทางเดินหายใจ

พฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจและเกิดขึ้นอย่างอัติโนมัตินี้เป็นหนึ่งในสิ่งสะท้อนที่แข็งแรงที่สุดในร่างกาย จึงจำเป็นที่จะต้องให้หลอดอาหารและหลอดลมไม่มีสารคัดหลั่งสะสมหรือมีวัตถุแปลกปลอมเข้าไปขวางอยู่

ดังนั้นการไอจึงเป็นการโต้ตอบต่อการบุกรุก การกีดขวาง หรือความผิดปกติของหลอดลม ศัพท์ทางการแพทย์เรียกการไอว่า tussis และสามารถพบได้ในแมวทุกวัยและทุกสายพันธุ์

ประเภทและอาการ

  • ไอ
  • การล้มลงอย่างทันทีทันใด
  • การพยายามอาเจียน
  • อาเจียน
  • การไอเป็นเลือดอาจเกิดขึ้นได้เมื่อแมวมีโรคเฉพาะหรือมีการไออย่างรุนแรงเป็นเวลานาน ๆ

สาเหตุ

  • โรคทางระบบทางเดินหายใจ รวมถึง เนื้องอก การติดเชื้อ (ไวรัส, แบคทีเรีย และปรสิต)
  • ปอดอักเสบจากการสูดสำลัก (ปอดอักเสบเนื่องจากทางเข้าสู่ช่องท้องเต็มและแออัดไปด้วยเศษอาหารที่ถูกสูดเข้าไปในทางระบบทางเดินหายใจ)
  • วัตถุแปลกปลอมในระบบทางเดินหายใจ
  • ภูมิแพ้
  • โรคเกี่ยวกับการเต้นของหัวใจ

การวินิจฉัย

ก่อนที่สัตวแพทย์จะเริ่มการวินิจฉัยเบื้องต้น คุณจะต้องเล่าประวัติสุขภาพทั้งหมดของแมวของคุณ กิจกรรมที่ทำล่าสุด และอาการตอนอาการจู่โจม เรามักจะสับสนการจามกับการไอ ดังนั้นสัตวแพทย์จะต้องประเมินว่ามันเป็นการจามหรือการไอ เสียงของทั้งสองอย่างคล้ายกัน ทำให้เราต้องตั้งใจฟังให้ดี ความแตกต่างภายนอกที่แยกทั้งสองอย่างเห็นได้ชัดก็คือ เมื่อมีอาการตอบโต้ขึ้นมา ถ้าจาม ปากจะปิด และถ้าไอ ปากจะเปิด

รูปแบบและความถี่ของการไอเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราระบุสาเหตุของการไอได้ สัตวแพทย์จะถามคุณถึงระยะเวลา การจับเวลา รูปแบบ ความถี่ และลักษณะการไอของแมวของคุณ ดังนั้นมันจะเป็นประโยชน์กับแพทย์และตัวคุณเอง ถ้าคุณจดอาการเหล่านี้ของแมวของคุณก่อนไปพบสัตวแพทย์

สัตวแพทย์จะประเมินว่าการไอนั้นเป็นการไอที่เป็นประสิทธิผลหรือไม่ สัตวแพทย์จะเริ่มทำการสาธิตโดยการทำอาการแกล้งไอให้คุณดู ในการไอที่มีประสิทธิผล สารคัดหลั่ง ของเหลว เสมหะและน้ำมูกอาจจะออกมาจากหลอดลม ในขณะที่การไอแห้ง ๆ จะไม่มีอะไรออกมากับการไอ เพราะว่าการไอมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคต่าง ๆ มากมาย การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างครบถ้วนด้วยความระมัดระวังเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ในกรณีนี้

หลังจากที่มีการสอบประวัติและทำการทดสอบเบื้องต้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว สัตวแพทย์จะทำการนับเม็ดเลือดทั้งหมด เก็บประวัติทางชีวเคมี และตรวจปัสสาวะในห้องปฏิบัติการ การนับเม็ดเลือดอย่างสมบูรณ์อาจจะแสดงถึงการปรากฏของการติดเชื้อหรือภูมิแพ้ ขึ้นอยู่กับปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวที่อยู่ในเลือด และผลเลือดทางชีวเคมีอาจจะแสดงถึงการเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติของเอ็นไซม์ที่มีชีวิต หรือ ความผิดปกติอื่นที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุที่มีการระบุเฉพาะเจาะจง

ถ้าแมวของคุณมีอาการเลือดกำเดาไหลหรือไอเป็นเลือด อาจจะต้องมีการทดสอบที่เกี่ยวข้องกับการจับตัวเป็นลิ่มของเลือดเพื่อระบุว่าระบบการเป็นลิ่มเลือดของร่างกายทำงานปกติหรือไม่ เครื่องมือที่ใช้วินิจฉัยอื่น ๆ ที่อาจถูกนำมาใช้ เช่น เอกซเรย์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) และการตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนมีประโยชน์และมีค่าต่อการระบุสาเหตุของการไอได้

ถ้าต้องการจะได้ภาพที่มีรายละเอียดชัดเจนมากยิ่งขึ้น สัตวแพทย์อาจใช้เครื่องตรวจคอ หรือกล้องส่องตรวจหลอดลม เพื่อจะได้เห็นภาพได้ชัดเจนถึงส่วนต่าง ๆ ของเนื้อที่ส่วนบนของร่างกาย อาจจะต้องมีการตรวจอุจจาระเพื่อหาการปรากฏตัวของปรสิตในระบบทางเดินหายใจของร่างกาย สัตวแพทย์อาจจะนำของเหลวจากช่องระบบทางเดินหายใจไปตรวจเพิ่มเพื่อการประเมินหาสาเหตุ เนื่องจากปรสิตบางจำพวกจะยังคงเกาะติดอยู่ตามผนังบริเวณเนื้อที่ของระบบทางเดินหายใจ

การรักษา

จุดประสงค์หลักของการรักษาคือการรักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไปพร้อม ๆ กับรักษาอาการไอไปด้วย ถ้าเรารู้สาเหตุที่แท้จริงก็จะทำให้การรักษาให้หายขาดเป็นไปได้มากขึ้น

ในกรณีที่แมวของคุณเป็นโรคที่ร้ายแรง แมวอาจจะต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อการดูแลและรักษาเป็นพิเศษ แมวอาจมีการให้ออกซิเจนในกรณีที่หายติดขัดอย่างสิ้นเชิง อาจจะมีการใช้ยาปฎิชีวนะที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อได้กว้างเพื่อกำจัดการติดเชื้อปกติทั่วไปที่เป็นสาเหตุของอาการไอ

หลังจากมีการวินิจฉัยโรคแล้ว สัตวแพทย์จะเป็นผู้ตัดสินว่าจะใช้ยาที่กดอาการไอกับแมวของคุณหรือไม่ เนื่องจากยาลดอาการไอไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ ควรระลึกไว้เสมอว่าส่วนมากแล้วการไอไม่ใช่ปัญหาหลักที่เราต้องสนใจ แต่โรคจำเพาะเจาะจงต่างหากที่สมควรต้องได้รับการรักษา การกดอาการไอจะไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับให้อาการนั้นหลบซ่อนอยู่และอาจจะแย่ลงได้

การบริหารและการใช้ชีวิต

การวินิจฉัยโรคเฉพาะเจาะจงที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการไออาจจะต้องใช้การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างครบถ้วน ปฎิบัติตามคำแนะนำของสัตวแพทย์เพื่อการรักษาอาการได้อย่างถูกต้อง ถ้าแมวของคุณได้รับยาปฎิชีวนะ คุณจะต้องให้แมวกินยาให้ครบทั้งหมดตามแพทย์สั่ง คนส่วนมากมักจะหยุดการให้ยาเมื่อเห็นว่าอาการเริ่มดีขึ้น แล้วการติดเชื้อก็มักจะกลับมา บางทีก็อาจจะแย่กว่าครั้งก่อนหน้านี้

คุณจะต้องมีการติดต่อสื่อสารกับสัตวแพทย์อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาของการรักษา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตอบรับของการรักษาว่าอาการดีขึ้นหรือแย่ลง คุณอาจจะต้องนำแมวกลับไปที่คลินิกเพื่อติดตามผล ให้สัตวแพทย์ได้ประเมินสถานะและความคืบหน้าของโรค การรักษาจะถูกปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ซึ่งอาจจะต้องมีการบำบัดระยะยาวเพื่อให้หายขาดโดยสมบูรณ์

ระมัดระวังยาทุกประเภทที่จะคุณกำลังจะให้กับแมวของคุณ เพราะยาต่าง ๆ รวมถึงยาลดอาการไอ อาจเกิดอันตรายกับแมวได้ถ้าให้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม คุณรู้หรือไม่ว่า สาเหตุหลักที่ทำให้สัตว์เลี้ยงส่วนมากในบ้านตาย คือการให้ยาปริมาณที่มากเกินไปกับสัตว์เหล่านั้น

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม


ดูในแอป