Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

สักคิ้ว ทำอย่างไร น่ากลัวหรือไม่?

รู้ทุกขั้นตอนของการสักคิ้วเพื่อความงาม
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,481,009 คน

สักคิ้ว ทำอย่างไร น่ากลัวหรือไม่?

การสักคิ้ว เป็นการสักเพื่อความงาม (Cosmetic Tattoo) กึ่งถาวร คือรอยสักไม่สามารถล้างออกได้ แต่เม็ดสีจะค่อยๆ จางลงเมื่อเวลาผ่านไป และต้องมีการเติมสีอยู่เรื่อยๆ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการจางของรอยสัก ได้แก่ สภาพผิว สีผิว ภาวะขาดธาตุเหล็ก และการสัมผัสแสงแดด ตัวอย่างเช่น คนมีผิวขาวรอยสักจะจางลงเร็วกว่า ดังนั้นเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คุณจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำหลังการสักอย่างเคร่งครัด รวมถึงเติมสีรอยสักทุกๆ 6 – 12 เดือน (หรือตามความจำเป็น) ซึ่งการเติมสีนั้นเป็นขั้นตอนตามปกติของการสักเพื่อความงาม

โปรดอย่างไรก็ตาม ก่อนเลือกใช้การสักเพื่อความงาม ควรทราบว่าผลลัพธ์จากการสักอาจไม่สามารถการันตีได้แน่นอน เนื่องจากธรรมชาติในการสมานตัวของผิวหนังแต่ละคนนั้นต่างกัน ผู้ที่รับการสักควรมาติดตามผลที่ร้านหลังการสัก 4 – 6 สัปดาห์ เพื่อประเมินการคงตัวของเม็ดสี และทำการแก้ไขปรับเปลี่ยนบางอย่างหากจำเป็น เช่นกรณีการสักคิ้ว คนที่มีขนสีอ่อน มีคิ้วบาง หรือต้องการปรับแต่งรูปคิ้ว อาจต้องมาติดตามผลหลังการสักมากกว่า 1 ครั้ง จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ทำรีเทนเนอร์วันนี้ ลดสูงสุด 50% ถึงวันที่ 17 ก.ย. นี้เท่านั้น

จองคิววันนี้ได้เลย คลีนิกดีมีคุณภาพ ไม่ต้องรอหมอนาน เริ่มต้นเพียง 600 บาท เท่านั้น

Internal ad retainer

ขั้นตอนในการสักคิ้วทำอย่างไรบ้าง?

ก่อนขั้นตอนการสัก จะมีการทดสอบภูมิแพ้ (Patch test) เพื่อดูว่าคุณมีอาการแพ้หรือตอบสนองต่อเม็ดสีที่ใช้หรือไม่ ในขั้นตอนการสัก เริ่มแรกช่างสักจะทำการร่างโครงคิ้วขึ้นใหม่ โดยใช้ดินสอเขียนคิ้ว จะได้แน่ใจว่ารูปทรงและสีของคิ้วที่คุณต้องการเป็นแบบไหน และเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตรงใจลูกค้าซึ่งคิ้วของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป จากนั้นช่างสักจะทายาชาทั้งก่อนและระหว่างการสัก โดยขั้นตอนการสักจะใช้เวลาประมาณ 90 นาที ในระหว่างสักลูกค้ามักรู้สึกเจ็บเล็กน้อยคล้ายการถอนขนคิ้ว

ควรตัดแต่งหรือกันคิ้วให้เรียบร้อยก่อนการสักหรือไม่?

คุณควรปล่อยขนคิ้วไว้ตามธรรมชาติมากกว่า ทางร้านจะจัดการปรับแต่งให้เองตามความเหมาะสม

ระหว่างสักรู้สึกเจ็บหรือไม่?

โดยทั่วไปจะมีการทายาชาเฉพาะจุด ชั้นผิวหนังกำพร้าจึงเกิดอาการชาและลดความเจ็บปวดลง ลูกค้าแต่ละคนจะมีความรู้สึกต่างกันไป บางคนอาจรู้สึกสั่นหรือคล้ายถูกข่วน และบางคนอาจไม่รู้สึกอะไรเลย

การสักปลอดภัยแค่ไหน?

ผู้ให้บริการจะปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยและหลักสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดที่สุด โดยการใช้เข็มและอุปกรณ์สักแบบใช้ครั้งเดียวเท่านั้น รวมถึงใช้เม็ดสีที่ไม่ก่ออาการแพ้ ซึ่งปราศจากน้ำหอม สารหล่อลื่น หรือสารระคายเคืองอื่นๆ ในการสัก นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบภูมิแพ้ (Patch test) ก่อนการสักอย่างที่กล่าวไปแล้ว

หลังการสัก ใช้เวลาพักฟื้นนานแค่ไหน?

หลังการสัก บางคนอาจมีอาการบวมหรือฟกช้ำเล็กน้อย ซึ่งมักไม่สังเกตเห็นชัดเจน ลูกค้าโดยส่วนมากสามารถทำกิจกรรมตามปกติได้ทันที โดยระยะเวลาในการเยียวยาสมานแผลอยู่ที่ประมาณ 1 สัปดาห์

ควรเลือกสีในการสักคิ้วอย่างไร?

สีของขนคิ้วที่เหมาะกับแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป ทางร้านสักคิ้วมักพิจารณาจากสีผิว สีผม และสีดวงตาตามธรรมชาติของลูกค้า โดยส่วนมากลูกค้ามักชื่นชอบสีตามธรรมชาติ ซึ่งช่างสักหรือผู้เชี่ยวชาญจะช่วยคุณในการเลือกสีที่เข้ากับตัวเองด้วย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ทำรีเทนเนอร์วันนี้ ลดสูงสุด 50% ถึงวันที่ 17 ก.ย. นี้เท่านั้น

จองคิววันนี้ได้เลย คลีนิกดีมีคุณภาพ ไม่ต้องรอหมอนาน เริ่มต้นเพียง 600 บาท เท่านั้น

Internal ad retainer

ทำไมเมื่อทำการสักคิ้วใหม่ๆ สีจึงเข้มมาก?

เหมือนกับที่เสื้อผ้าที่เปียกจะมีสีเข้มกว่าเวลาที่แห้งแล้ว เม็ดสีที่ใช้สักจึงดูชัดและเข้มกว่าในตอนแรกหลังจากที่ฝังลงไปใต้ชั้นผิวหนังใหม่ๆ รวมถึงการมีเลือดไหลเวียนไปยังบริเวณที่สักมากขึ้น ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้สีดูเข้มขึ้นได้เช่นกัน นอกจากนี้ เนื่องจากเม็ดสีนั้นมาจากอนุภาคแบบผงที่ละลายเป็นของเหลว ร่างกายจึงต้องค่อยๆ ดูดซับของเหลวเพื่อให้อนุภาคเม็ดสีนั้นแห้งและกลับสู่สภาวะเดิม

ในช่วงที่ผิวหนังสมานตัวหลังการสัก มีข้อควรระวังใดๆ หรือไม่?

หลังการสักควรหลีกเลี่ยงการทำซาวน่า ทรีตเมนต์หน้า การแช่น้ำร้อน กิจกรรมที่มีเหงื่อออกมาก การทำผิวแทน การอาบแดด และการสัมผัสน้ำทะเลหรือน้ำในสระที่มีคลอรีนเป็นเวลาอย่างน้อย 1 - 2 สัปดาห์

เงื่อนไขที่เป็นข้อห้ามในการสัก มีอะไรบ้าง?

เงื่อนไขที่เป็นข้อห้ามในการสัก คือภาวะ ปัจจัย หรือการรักษาทางการแพทย์ที่อาจได้รับผลกระทบจากการสัก หรือโรคที่อาจมีอาการแย่ลงได้หลังการสัก ยกตัวอย่างภาวะที่ควรงดสักโดยสิ้นเชิง เนื่องจากการสักส่งผลกระทบโดยตรง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคฮีโมฟิเลีย และผู้ที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดตามคำสั่งแพทย์ ส่วนภาวะที่การสักอาจส่งผลกระทบทางอ้อม และควรพิจารณาก่อนการสัก ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน (การสักอาจทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และทำให้แผลหายช้า) ผู้ป่วยภูมิแพ้ คนที่กินยาซึ่งส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน หรือวิตามินอี

หากอยู่ระหว่างรับยาต้านการแข็งตัวของเลือด ควรทำอย่างไร?

โดยปกติการสักอาจมีเลือดออกบ้างเล็กน้อย แต่การมีเลือดออกมากซึ่งเกิดจากการกินยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือจากภาวะทางสุขภาพ จะทำให้เม็ดสีถูกชะออกไปอย่างรวดเร็วหลังการฝังตัว โดยทั่วไปทางร้านจะให้ลูกค้ากรอกแบบฟอร์มประวัติทางการแพทย์ก่อน เพื่อดูว่าลูกค้ามีเงื่อนไขที่เป็นข้อห้ามในการสักหรือไม่ หากลูกค้าอยู่ระหว่างรับยาต้านการแข็งตัวของเลือดและต้องการสักเพื่อความงาม ก็จำเป็นต้องหยุดยาก่อนการสักอย่างน้อย 1 สัปดาห์ และหลังการสักประมาณ 2 – 3 วัน ซึ่งหากเป็นการรับยาตามคำสั่งแพทย์เพื่อการรักษาชั่วคราว (เช่น ยาแอสไพริน) ลูกค้าจะต้องปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจหยุดยาเพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม การรับยาตามคำสั่งแพทย์เพื่อรักษาอาการป่วยเรื้อรังถือเป็นข้อห้ามในการสักอยู่แล้ว หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้ที่ต้องรับยาต้านการแข็งตัวของเลือดเป็นประจำ ควรงดการสักโดยสิ้นเชิง

หากมีอาการของโรคเริม จะส่งผลต่อการสักหรือไม่?

หากป่วยเป็นโรคเริมอยู่แล้ว ให้กินยาต้านไวรัส Herpes เช่น ยา Valtrex หรือ Zovirax เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแสดงอาการก่อนการสักอย่างน้อย 2 วัน

ขั้นตอนต่างๆ ใช้เวลานานเท่าไหร่?

ระยะเวลาที่ใช้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละขั้นตอน โดยในขั้นเริ่มแรกอาจใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ในการเลือกสีและรูปทรงคิ้ว รวมถึงรอเวลาที่ยาชาออกฤทธิ์

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ทำรีเทนเนอร์วันนี้ ลดสูงสุด 50% ถึงวันที่ 17 ก.ย. นี้เท่านั้น

จองคิววันนี้ได้เลย คลีนิกดีมีคุณภาพ ไม่ต้องรอหมอนาน เริ่มต้นเพียง 600 บาท เท่านั้น

Internal ad retainer

คิ้วที่ผ่านการสักจะมีลักษณะเปลี่ยนไป หรือดูแย่ลงเมื่ออายุมากขึ้นหรือไม่?

สีจากการสักจะค่อยๆ จางลงเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้น ลักษณะของคิ้วจึงไม่เปลี่ยนแปลงไปจนเห็นได้ชัดมากนัก เมื่อสีเริ่มจางลงและคุณกลับมาเติมสีใหม่ ก็สามารถเลือกเปลี่ยนสีให้เข้ากับอายุที่เพิ่มขึ้นได้

เราสามารถคงเส้นขนคิ้วเดิมไว้ได้หรือไม่?

ได้ เมื่อคุณเลือกรูปทรงคิ้วที่ต้องการได้แล้ว ขนคิ้วที่อยู่ในกรอบทรงคิ้วก็จะคงไว้เช่นเดิม เพื่อให้งานสักออกมาดูเป็นธรรมชาติขึ้นด้วย ส่วนเส้นขนคิ้วที่อยู่นอกกรอบทรงที่ต้องการก็จะถูกแว็กซ์หรือถอนออกเช่นเดียวกับการจัดแต่งทรงคิ้วตามปกติ โดยการถอน กัดสี หรือแว็กซ์ขนคิ้ว ควรทำก่อนการสักอย่างน้อย 48 ชั่วโมง

การสักเพื่อความงามจะคงอยู่ถาวรหรือไม่?

เทคนิคการสักจะเป็นการฝังเม็ดสีลงไปยังชั้นใต้ผิวหนัง (ส่วน Reticular layer) ที่เรียกกันว่าเป็นการสักแบบถาวร เนื่องจากสีนั้นไม่สามารถล้างออกได้ การสักเพื่อความงามนั้นแตกต่างจากการสักทั่วไปบนร่างกาย เนื่องจากสีที่ใช้สักเป็นคนละชนิดกัน สีสำหรับการสักเพื่อความงามจะมีความประณีตกว่า และถูกออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับโทนสีผิวและคล้ายคลึงกับสีเส้นขนตามธรรมชาติ ซึ่งสภาพผิวของแต่ละคนจะส่งผลต่อการคงตัวของสีแตกต่างกันไป โดยปัจจัยที่มีผลต่อความทนของรอยสัก ได้แก่ สีที่เลือกใช้ อายุลูกค้า ความหนาของผิวหนัง รอยแผลเป็นบนผิวหนัง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ใช้ การฟื้นฟูผิวด้วยเลเซอร์ การฉีดสารต่างๆ การใช้ยา และการสัมผัสกับแสงแดด ลูกค้าจะต้องมาเติมสีเป็นระยะๆ ซึ่งความถี่ขึ้นอยู่กับเฉดสีที่ใช้สัก และปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวข้างต้น

แนวทางประเมินการคงตัวของสีโดยทั่วไป ได้แก่

  • เฉดสีบลอนซ์และน้ำตาลหม่นอ่อน ควรเติมสีทุก 10 – 12 เดือน
  • เฉดสีน้ำตาลกลาง ควรเติมสีทุก 1 ปี
  • เฉดสีน้ำตาลเข้มและดำ ควรเติมสีทุก 12 – 24 เดือน

เม็ดสีที่ใช้ทำให้เกิดอาการแพ้ได้หรือไม่?

มีรายงานว่าบางคนอาจเกิดอาการแพ้ต่อเม็ดสีที่ใช้สักได้เช่นกัน แต่ก็พบได้น้อยมาก เม็ดสีดังกล่าวอาจก่ออาการระคายเคืองได้เพียงเล็กน้อย แพทย์บางท่านถึงกับแนะนำว่าการทดสอบภูมิแพ้หรือ Patch test นั้นอาจไม่จำเป็นด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ควรมีการทดสอบเม็ดสีกับผิวหนังก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน ดังนั้นหากคุณมีผิวบอบบาง ระคายเคืองง่ายอยู่แล้ว และกังวลเกี่ยวกับภาวะดังกล่าว ก็ควรทำการทดสอบภูมิแพ้ก่อนล่วงหน้า เพื่อป้องกันอาการแพ้ที่เกิดจากเม็ดสีหรือยาชาเฉพาะจุด ทั้งนี้ หากคิดว่าไม่จำเป็นก็อาจไม่ต้องตรวจก่อนก็ได้

สีสำหรับสักตามร่างกายนั้นใช้หมึกที่ผลิตจากคาร์บอนเป็นหลัก แต่เม็ดสีที่ใช้สักเพื่อความงามนั้นผลิตจากเหล็กออกไซด์ จึงมีความปลอดภัยและสามารถจางลงได้เองเมื่อเวลาผ่านไป เม็ดสีที่เราใช้นั้นไม่ได้ผสมสารอินทรีย์อื่นๆ (เช่น สีจากพืช) เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการก่ออาการแพ้และระคายเคือง

หากสักแล้วไม่ชอบสีหรือรูปทรง ควรทำอย่างไร?

ในขั้นตอนการเลือกสีและทรงคิ้ว คุณเป็นคนที่มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ โดยจะมีสีมากมายให้เลือก ซึ่งทั้งหมดเป็นเฉดที่เข้ากับสีผิวของคุณ จากนั้นเมื่อจะเริ่มการสักแล้วคุณก็ยังมีโอกาสตัดสินใจได้อีกครั้ง สิ่งที่ต้องพิจารณาให้ดีคือโครงหน้า รูปหน้า และโทนสีผิวของคุณ โดยก่อนเริ่มสัก คุณต้องยืนยันสีและรูปทรงคิ้วที่เลือกให้เสร็จสิ้นก่อน นี่คือใบหน้าของคุณเอง ผลลัพธ์จึงควรเป็นไปดังที่คุณต้องการ ปัญหาที่พบค่อนข้างบ่อยคือสักแล้วสีติดเป็นหย่อมๆ ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ไม่ยากเมื่อคุณกลับมาติดตามผลหลังการสักประมาณ 6 สัปดาห์

ทำไมบางครั้งจึงต้องทำการสักหลายรอบ?

ใบหน้าและสภาพผิวของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป สภาพผิวบางคนอาจรับเม็ดสีได้ดีกว่า และในบางคนเม็ดสีที่เกาะยึดตัวได้ในการสักแต่ละครั้ง ก็อาจมีปริมาณมากกว่าคนอื่นๆ นอกจากนี้ การเก็บรายละเอียด การเติมสี เพิ่มมิติ หรือปรับรูปทรง จะทำได้ง่ายขึ้นเมื่อผิวที่ผ่านการสักนั้นสมานตัวสมบูรณ์แล้ว ดังนั้น การกลับมาติดตามผลหลังการสักจึงสำคัญมาก แต่หากลูกค้าต้องการปรึกษาเพื่อประเมินอาการหลังการสมานแผลเท่านั้น ก็สามารถถ่ายรูปหลังการสักส่งมาให้เรา เพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่จำเป็นต้องมีการปรับแก้ไขใดๆ อีก โดยทั่วไปแล้ว อาจต้องมีการสักซ้ำอย่างน้อย 2 หรืออาจถึง 3 ครั้ง โดยห่างกันครั้งละ 4 – 8 สัปดาห์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สมบูรณ์แบบตามต้องการ

ในเมื่อเป็นการสักแบบถาวร ทำไมจึงต้องมีการเติมสี?

เนื่องจากมีปัจจัยต่างๆ มากมายที่ส่งผลต่อการสักได้ ตัวอย่างเช่น การสัมผัสแสงแดด รวมถึง สภาวะทางร่างกายที่เปลี่ยนไป การสูบบุหรี่ การใช้ยา การใช้ผลิตภัณฑ์ชะลอวัย และการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกาย ทั้งหมดนี้ล้วนกระทบต่อการคงตัวของเม็ดสีทั้งสิ้น คุณจึงควรกลับมาติดตามผลตามกำหนด เพื่อให้ผลลัพธ์จากการสักนั้นอยู่ได้นานขึ้น

ทำไมการสักเพื่อความงาม สีจึงจางลงเร็วกว่าการสักตามร่างกาย?

การสักเพื่อความงาม จัดว่าเป็นการสักแบบ “ถาวร” เช่นเดียวกับการสักทั่วไปตามร่างกาย ซึ่งรอยสักตามร่างกายนั้นสามารถจางลงได้เช่นกัน แต่จะจางลงช้ากว่า โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น การสักตามร่างกายมักมีเสื้อผ้าปกคลุมเป็นส่วนมาก และไม่ได้สัมผัสกับรังสียูวีโดยตรง ซึ่งต่างจากการสักเพื่อความงามบนใบหน้า รวมถึงผิวหนังส่วนต่างๆ ของร่างกายก็มีความหนาแน่นมากกว่าผิวหน้าด้วย ทำให้สีเกาะยึดตัวได้ดีกว่า นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้การสักเพื่อความงามสีจางลงได้ เช่น สารชีวเคมีจากร่างกาย การผลัดเซลล์ผิว กระบวนการชะลอวัยจากการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกับส่วนที่สักโดยตรง สีที่ใช้สัก (สีอ่อนจะจางเร็วกว่าสีเข้ม)  และการสัมผัสแสงแดด (ดังนั้น จึงแนะนำให้ทาครีมกันแดดในบริเวณที่สักด้วย) รวมถึงเม็ดสีที่ช่างสักเลือกใช้ และประสบการณ์ของช่างสักเองด้วย

คำว่า “แบบถาวร” ทำให้รู้สึกกลัว

ไม่ต้องกลัว การสักเพื่อความงามเป็นการสักที่ต้องทำซ้ำหลายครั้ง ในระหว่างการสมานตัวของผิว สีจากการสักครั้งแรกจะจางลงอย่างน้อย 20–30% หรือบางคนอาจจางลงถึง 50–60 % และอาจมีบางคนที่สีหลุดไปจนหมด ซึ่งไม่สามารถบอกแน่ชัดได้ว่าการสักในแต่ละคนจะมีสีจางลงมากน้อยแค่ไหน ส่วนระยะเวลาที่เม็ดสีคงอยู่นั้นก็แตกต่างกันออกไปเช่นกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ชีวเคมีของร่างกาย พื้นสีผิว และการสัมผัสแสงแดด ที่การสักเพื่อความงามได้ชื่อว่าเป็นการสักแบบถาวร เนื่องจากมีการฝังเม็ดสีลงใต้ชั้นผิวหนังแท้ และไม่สามารถล้างออกได้ อย่างไรก็ตาม การสักดังกล่าวจะมีสีจางลงได้เหมือนกับการสักทั่วๆ ไป ซึ่งต้องมีการเติมสีเป็นระยะเพื่อให้การสักนั้นคงสภาพ เช่นเดียวกับสีผม เฟอร์นิเจอร์ที่ตั้งอยู่ใกล้หน้าต่าง หรือแม้แต่สีทาบ้าน เม็ดสีที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนังก็สามารถจางลงได้ตามกาลเวลาเช่นกัน

หากเปลี่ยนสไตล์การแต่งหน้า หรือเทรนด์การแต่งหน้าเปลี่ยนไป จะทำอย่างไร?

ตราบใดที่คุณเลือกรูปทรงคิ้วที่คลาสสิคและดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คุณชอบและเราช่วยแนะนำ รวมถึงเป็นรูปทรงคิ้วที่รับกับสัดส่วนบนใบหน้าเป็นอย่างดี ก็ไม่ต้องกลัวว่าคิ้วของคุณจะเชยหรือตกเทรนด์แฟชั่น

ขั้นตอนการสักปลอดภัยหรือไม่?

การสักนั้นปลอดภัย หากทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ และปฏิบัติตามวิธีการปลอดเชื้อและหลักสุขอนามัย แต่หลังจากการสักแล้ว จะเป็นหน้าที่ของคุณในการดูแลตัวเองและทำตามข้อแนะนำหลังการสักอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผิวเกิดการสมานตัวตามปกติและป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อ

หากการสักทำโดยวิธีการปลอดเชื้อและเป็นไปตามหลักสุขอนามัย ก็สามารถแน่ใจได้ว่าการสักนั้นปลอดภัยแน่นอน โดยแนวทางที่ช่างสักต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มีดังนี้

สิ่งที่สำคัญที่สุด

  • เข็มที่ใช้ทั้งหมดต้องเป็นของใหม่ ไม่ใช้ซ้ำ และเป็นเข็มปลอดเชื้อ
  • เครื่องมืออื่นๆ ควรได้รับการฆ่าเชื้อและแจกจ่ายด้วยวิธีที่ถูกสุขอนามัย
  • อุปกรณ์และสิ่งของที่เก็บสำรองไว้ ควรเก็บอย่างถูกสุขอนามัย
  • ถุงมือที่ใช้กับลูกค้าแต่ละคนต้องเป็นของใหม่ และมีการเปลี่ยนเรื่อยๆ ระหว่างกระบวนการหากจำเป็น
  • ช่างสักต้องดูแลตัวเองให้สะอาดเรียบร้อย และมีความรู้ในเรื่องข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย
  • ในขั้นตอนการสักลูกค้าแต่ละคนควรมีผ้าปูรองที่สะอาด หรือเก้าอี้ที่ใช้ต้องมีการเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อแบบคนต่อคน
  • ห้องหรือพื้นที่ที่ทำการสัก ต้องอยู่แยกต่างหากจากสิ่งปนเปื้อนอื่นๆ

มีโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพหลังการสักหรือไม่?

มีโอกาสน้อยมาก โดยเฉพาะหากการสักเป็นไปตามขั้นตอนมาตรฐาน โดยใช้วิธีการปลอดเชื้อและถูกหลักสุขอนามัย ซึ่งทุกวันนี้ล้วนเป็นแบบนั้น และหากคุณปฏิบัติตามคำแนะนำก่อนและหลังการสักอย่างครบถ้วน ความเสี่ยงต่อปัญหาต่างๆ ก็ย่อมหมดไป แต่ควรจำไว้ว่า คุณต้องดูแลแผลเปิดหลังการสักให้ดี เพราะหากละเลยก็อาจเกิดการติดเชื้อได้ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นตามมาด้วย ดังนั้น หากคุณสงสัยว่าแผลอาจเกิดการติดเชื้อ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

สิ่งที่จะได้รับหลังการสัก

ผลที่ได้หลังการสักอาจแตกต่างกันออกไปบ้าง ซึ่งคุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วันหรืออาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ แรกสุดเมื่อเพิ่งสักเสร็จใหม่ๆ รอยสักจะดูคล้ายรอยปั๊มบนใบหน้า และดูเข้มกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้ยังพบอาการบวมแดงจากการสักได้เช่นกัน ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปภายใน 2–3 วัน

การปฏิบัติตามคำแนะนำหลังการสักอย่างถี่ถ้วนนั้นสำคัญมาก เพื่อให้ผลลัพธ์นั้นคุ้มค่าและเป็นตามที่ต้องการ โดยผู้ผ่านการสักคิ้งควรทาครีมบำรุงบริเวณสักวันละครั้ง แต่ให้ทาเพียงบางๆ เท่านั้น เนื่องจากบาดแผลต้องการการระบายอากาศด้วย เมื่อผิวสมานตัวสนิทแล้วอาจพบว่ารอยสักนั้นจางหรือเล็กเกินไป เนื่องจากช่างสักจะลงเม็ดสีในคราวแรกอย่างระมัดระวังก่อน เพื่อให้การแก้ไขภายหลังทำได้ง่าย เพราะการลงสีเพิ่มนั้นง่ายกว่าการลบสีออกมาก และนี่เป็นสาเหตุที่ผู้เข้ารับการสักคิ้วต้องติดตามผลหลังการสักรอบแรกอีก 1–2 ครั้ง

ขั้นตอนการเติมสีนั้นรวดเร็ว และทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาดูดีอย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น หลังผ่านไป 7–14 รอยสักจะดูอ่อนลงและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ดังนั้น ในช่วงก่อนหน้านี้เราจึงยังไม่สามารถประเมินผลลัพธ์ที่แท้จริงได้ ในช่วงแรกหลังการสัก คิ้วจะดูเข้มและหนากว่าปกติ รวมถึงรูปทรงอาจดูบิดเบี้ยวเล็กน้อย ซึ่งไม่ต้องกังวล หลังจากนั้นคิ้วจะเริ่มตกสะเก็ด และดูเป็นแถบหนาประมาณ 2–3 วัน แต่เมื่อผิวสมานตัวดีแล้ว คุณก็จะได้คิ้วที่สวยและเป็นธรรมชาติ

ในระหว่างผิวสมานตัวพยายามอย่าจับหรือลูบคิ้ว เพราะอาจทำให้คิ้วไม่เสมอกันได้ หากคุณสงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น โปรดติดต่อเรา และเนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการสัก เช่น สภาพผิว ริ้วรอย แผลเป็น การทำเลเซอร์ลดเลือนริ้วรอย การใช้ยา การสูบบุหรี่ การสัมผัสแสงแดด และการใช้กรดต่างๆ เราจึงไม่สามารถการันตีผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบจากการสักและติดตามผลเพียง 2 ครั้งได้ ดังนั้น หากเม็ดสีของคิ้วมีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติเนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ ก็อาจต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติม นอกจากนี้ ปัจจัยดังกล่าวยังส่งผลต่อความคงทนของการสักได้เช่นกัน ทำให้บางคนที่รับการสักแล้วต้องมีการเติมสีเร็วกว่าคนอื่น


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป