การผ่าตัด

การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 6, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 17 นาที
Istock 174977075 %281%29

การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ หรือ CABG เป็นหัตถการที่ใช้รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ

โดยเป็นการเบี่ยงเลือดให้อ้อมตำแหน่งที่ตีบขอดไปเพื่อให้การไหลเวียนของเลือดและการขนส่งออกซิเจนไปยังหัวใจสะดวกขึ้น

ส่วนมากกระบวนการนี้มักทำกับผู้ชาย และมากกว่า 80% จะใช้รักษาผู้ที่มีอายุอย่างน้อย 60 ปี

เหตุใดจึงดำเนินการรักษาทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ

หัวใจต้องการเลือดไหลไปเลี้ยงตลอดเวลาเหมือนกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ซึ่งหัวใจได้รับเลือดจากเส้นเลือดใหญ่สองเส้นที่เรียกว่าหลอดเลือดหัวใจซ้ายและขวา

เมื่อเวลาผ่านไป หลอดเลือดทั้งสองจะเกิดการตีบและแข็งตัวจากการสะสมกันของสารจำพวกไขมัน จนเกิดเป็นภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบขึ้น โดยผู้ที่มีภาวะนี้จะเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตามมา

โอกาสที่ภาวะหัวใจตีบจะลุกลามจนกลายเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจจะเพิ่มขึ้นตามอายุของคุณ และความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นหากว่าคุณ:

  • สูบบุหรี่
  • มีน้ำหนักร่างกายเกินหรืออ้วน
  • ชอบรับประทานอาหารไขมันสูง

โรคหลอดเลือดหัวใจจะทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรืออาการปวดบริเวณทรวงอกซึ่งเกิดจากการที่เลือดที่อุดมไปด้วยออกซิเจนถูกจำกัดลงจนทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ อาการปวดหน้าอกส่วนมากมักรักษาได้ด้วยการให้ยา แต่หากมีอาการเจ็บรุนแรง แพทย์จะแนะนำให้คุณเข้ารับการผ่าตัดเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจแทน

ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจคือการฉีกขาดของเส้นเลือดหัวใจจากสิ่งสะสมที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดขึ้น หากลิ่มเลือดเข้าไปอุดตันหลอดเลือดที่เชื่อมไปยังหัวใจ จะทำให้เกิดภาวะหัวใจวายได้ ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้เข้ารับการผ่าตัดเบี่ยงหลอดเลือดเพื่อลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจวายนั่นเอง

กระบวนการ

การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจเป็นการนำหลอดเลือดเส้นทางใหม่ที่มาจากอวัยวะร่างกายอย่างแขนขาหรือหน้าอก และติดเส้นเลือดใหม่นั้นที่หลอดเลือดหัวใจเหนือหรือใต้ตำแหน่งที่เกิดการตีบแคบขึ้น

จำนวนของทางเบี่ยงที่ทำขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคเส้นเลือดหัวใจ และจำนวนหลอดเลือดหัวใจที่ตีบขอดขึ้น

การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจจะดำเนินการโดยการใช้ยาสลบกับคนไข้ ซึ่งหมายความว่าคุณจะหลับและไม่รู้สึกตัวไปตลอดการผ่าตัด หรือประมาณ 3 ถึง 6 ชั่วโมง

การพักฟื้น

คนไข้ส่วนมากจะต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 7 วันหลังจากการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ

ความเร็วการพักฟื้นตนเองจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปแล้วคุณจะสามารถลุกขึ้นนั่งบนเก้าอี้ได้หลังจากผ่าตัด 1 วัน สามารถเดินเหินหลังจากผ่าตัด 3 วัน และสามารถเดินขึ้นลงบันไดได้หลังจากผ่าตัด 5 ถึง 6 วัน

เมื่อคุณกลับบ้าน คุณต้องพยายามอย่าออกแรงมากเป็นเวลาไม่กี่สัปดาห์ โดยคุณสามารถกลับไปดำเนินกิจกรรมปรกติส่วนมากประมาณ 6 สัปดาห์ ซึ่งรวมไปถึงการทำงาน ขับรถ หรือมีเพศสัมพันธ์ ผู้คนส่วนมากมักจะฟื้นร่างกายจนสมบูรณ์ดีก็ประมาณ 12 สัปดาห์

ความเสี่ยงของการผ่าตัด

เช่นเดียวกับการผ่าตัดทุกประเภท การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจก็มีความเสี่ยงจะเกิดภาวะแทรกซ้อนเช่นเดียวกัน

โดยส่วนมากแล้วจะเป็นภาวะเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สามารถรักษาได้ อย่างการมีหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือมีการติดเชื้อที่แผล แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นภาวะสมองขาดเลือด หรือหัวใจวาย เป็นต้น

ผู้คนประมาณที่เข้ารับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจมากกว่า 95% จะมีชีวิตต่อไปอีกอย่างน้อย 1 ปี และประมาณ 90% จะมีชีวิตต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปี

ภายหลังการผ่าตัด

หลังการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ผู้คนส่วนมากจะประสบกับอาการหายใจไม่ได้และเจ็บหน้าอกซึ่งจะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจวายก็จะลดลงตามเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจจะไม่สามารถรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจได้หากคุณไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคุณ อย่างการทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หรือออกกำลังการเป็นประจำ ซึ่งหากไม่คำนึงถึงคำแนะนำเช่นนี้ ก็มีโอกาสที่ทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจจะตีบแข็งได้เหมือนกัน

ในบางกรณีอาจต้องมีการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจซ้ำหรือต้องมีการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและลวดโลหะอีกเช่นกัน (การผ่าตัดขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน)

การผ่าตัดอื่น ๆ

นอกจากการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจเป็นแล้วก็ยังมีการผ่าตัดขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีขนาดเล็กกว่า ที่ซึ่งมีการใช้ท่อพลาสติกขนาดยาวเรียวและกลวงที่เรียกว่าสายสวนสอดเข้าไปในหลอดเลือดที่แขนหรือขาหนีบ

สายสวนจะมีบอลลูนติดอยู่ ซึ่งตัวบอลลูนนี้จะสามารถขยายตัวออกเพื่อทำให้หลอดเลือดกว้างขึ้นก่อนมีการใช้ท่อโลหะที่เป็นลวดเข้าไปคงสภาพหลอดเลือด

โดยส่วนมากการพักฟื้นหลังการผ่าตัดขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนจะใช้เวลาน้อยกว่าการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ แต่มีโอกาสสูงที่คนไข้ต้องเข้ารับการรักษานี้หลายครั้ง

อีกทั้งการผ่าตัดขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนจะไม่แนะนำหากผู้ป่วยมีตำแหน่งเส้นเลือดหัวใจตีบหลายจุด หรือมีโครงสร้างหลอดเลือดหัวใจที่ผิดปรกติ

การเตรียมความพร้อม

ควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ก่อนที่จะไปโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (CABG):

  • หาข้อมูล: พยายามหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดนี้ให้มากที่สุด โดยทางโรงพยาบาลต่าง ๆ ก็มีรายละเอียดข้อมูลให้คุณหาอ่านได้
  • มองหาความช่วยเหลือ: ถามเพื่อน หรือญาติเพื่อให้ช่วยเหลือคุณขณะช่วงเวลาพักฟื้นที่บ้านหรือประมาณหนึ่งหรือสองสัปดาห์หลังจากที่คุณออกจากโรงพยาบาลแล้ว
  • มองหาวิธีการขนส่งเดินทาง: ขอให้เพื่อ ญาติ หรือรถแท็กซี่ให้รับคุณไปยังโรงพยาบาลหรือกลับไปที่บ้าน
  • จัดเตรียมสถานที่: ก่อนที่จะเข้ารับการผ่าตัด คุณควรจัดวางสิ่งของทุกอย่างในบ้านอย่างรีโมทโทรทัศน์ ยา กระดาษชำระ หรือแก้วน้ำให้อยู่ใกล้กับตำแหน่งที่คุณต้องใช้เวลาส่วนมากกับการพักฟื้นที่สุด
  • สำรอง: กักตุนอาหารที่เตรียมง่าย ๆ อย่างอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง หรือเตรียมเสบียงเก็บเอาไว้ระหว่างการพักฟื้น
  • ทำความสะอาด: ก่อนเข้าโรงพยาบาล คุณควรทำความสะอาดร่างกายให้หมดจด ตัดเล็บ และสระผมให้เรียบร้อย สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวคุณพาเชื้อโรคไปยังโรงพยาบาลด้วย

การประเมินก่อนเข้ารับการรักษา

ก่อนการผ่าตัด คุณจะถูกจัดเข้าคลินิกก่อนผ่าตัดที่ซึ่งคุณจะได้พบกับทีมแพทย์ที่จะมาดูแลขณะที่คุณพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

ที่คลินิกนี้ คุณต้องผ่านการตรวจร่างกายและตอบคำถามประวัติการใช้ยาที่ผ่านมาของคุณ คุณยังต้องทำการเอกซเรย์ช่วงอก ตรวจเลือด และผ่านการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) อีกด้วย ระหว่าง ECG แพทย์จะติดปุ่มอีเล็กโทรดที่แขน ขา และหน้าอกของคุณ เพื่อบันทึกสัญญาณไฟฟ้าจากหัวใจของคุณ

คุณจะได้รับคำชี้แจงเกี่ยวกับการผ่าตัด ณ คลินิกแห่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่คุณจะสามารถสอบถามกระบวนการและความกังวลใจต่าง ๆ ได้

คุณยังถูกสอบถามว่า:

คุณเคยมีการใช้ยาหรือการรักษาใดมาก่อนหรือไม่: โดยจะดีมากหากคุณนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาให้แพทย์ที่นี่ด้วย (อย่างเช่นนำแผงยามา เป็นต้น)

ประสบการณ์การใช้ยาระงับประสาทในอดีต: ว่าคุณเคยมีปัญหาอะไรหลังการใช้ยาดังกล่าวหรือไม่

ภาวะภูมิแพ้ต่าง ๆ ที่คุณมี

อีกทั้งระหว่างนี้ หากคุณเป็นผู้ชอบสูบบุหรี่ แพทย์จะแนะนำให้คุณหยุดเสีย เนื่องจากการสูบบุหรี่จะเป็นตัวแปรที่เพิ่มความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในทรวงอกที่รุนแรงมาก นอกจากการสูบบุหรี่จะไปชะลอกระบวนการฟื้นตัวเองหลังการผ่าตัด แต่มันยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตันอีกด้วย

ควรนำอะไรเข้าโรงพยาบาลบ้าง?

คุณควรพกสิ่งของต่อไปนี้ไปโรงพยาบาลที่คุณต้องพักรักษาตัวจากการผ่าตัดดังนี้:

  • เสื้อนอน
  • รองเท้าหรือรองเท้าแตะในบ้านที่คุณสวมใส่สบายที่สุด
  • เสื้อผ้าที่สวมใส่สะดวกสบายที่ต้องใส่ระหว่างวัน
  • เครื่องใช้ และอุปกรณ์ในห้องน้ำ
  • ยาที่ต้องทานเป็นประจำ
  • หนังสือ นิตยสาร และอื่น ๆ ที่คุณสามารถใช้ฆ่าเวลาได้
  • ขนมขบเคี้ยวที่ดีต่อสุขภาพ
  • สมุดจดเบอร์โทรศัพท์และเบอร์โทรศัพท์ที่สำคัญ

โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะมีกฎที่อนุญาตให้นำอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ามาแตกต่างกัน ควรตรวจสอบนโยบายและข้อบังคับการใช้มือถือ เครื่องเล่นเพลง แล็บท็อบ หรือแท็บเล็ตของโรงพยาบาลนั้น ๆ ก่อน

แม้จะทางโรงพยาบาลจะมีตู้เก็บทรัพย์สินไว้ให้ข้างเตียงของคุณ แต่ก็ไม่ควรนำสิ่งของมีค่าที่ไม่จำเป็นมาโรงพยาบาลอยู่ดี

ระหว่างการผ่าตัด

การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจมักดำเนินไปด้วยระยะเวลาประมาณ 3 ถึง 6 ชั่วโมง ซึ่งอาจใช้เวลานานกว่านั้นได้ขึ้นอยู่กับหลอดเลือดที่ทำการรักษา หลอดเลือดที่ใช้สามารถนำมาจากขา (หลอดเลือดดำซาฟินัส) จากหน้าอก (หลอดเลือดแดงหลังกระดูกหน้าอกด้านซ้าย) หรือแขนของคุณ (หลอดเลือดแดงเรเดียล) จำนวนของหลอดเลือดที่นำมาใช้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคหลอดเลือดหัวใจของคุณ และจำนวนหลอดเลือดหัวใจที่ตีบ โดยผู้คนส่วนมากมักจะมีการทำทางเบี่ยงหลอดเลือด 3 หรือ 4 จุด แพทย์มักทำหลอดเลือดเบี่ยงที่มาจากหลอดเลือดแดงหลังกระดูกหน้าอกของคุณเนื่องจากหลอดเลือดดังกล่าวจะไม่เกิดการตีบตามกาลเวลาไม่เหมือนหลอดเลือดที่นำมาจากแขนหรือขาของคุณ

เมื่อแพทย์นำหลอดเลือดที่ใช้ทำทางเบี่ยงมาแล้ว ศัลยแพทย์จะกรีดผิวหนังกลางหน้าอกของคุณเพื่อผ่าแบ่งกระดูกสันอกให้ไปถึงหัวใจ

ระหว่างกระบวนการ เลือดของคุณจะถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังเครื่องบายพาสหัวใจและปอดนอกร่างกาย ซึ่งจะทำหน้าที่แทนหัวใจกับปอดของคุณ หรือคอยปั๊มเลือดที่อุดมไปด้วยออกซิเจนกลับไปยังร่างกาย หัวใจจริงของคุณจะถูกทำให้หยุดเต้นด้วยยาไปตลอดกระบวนการหรือขณะที่แพทย์กำลังทำทางเบี่ยงกับหลอดเลือดรอบหัวใจของคุณ

หลังการผ่าตัด แพทย์จะทำให้หัวใจคุณเต้นอีกครั้งโดยใช้การช็อคไฟฟ้าก่อนทำการซ่อมแซมกระดูกสันอกเข้าด้วยการใช้ลวดเหล็ก และทำการเย็บผิวหนังหน้าอกของคุณเข้าด้วยการใช้ไหมเย็บแผลที่สามารถละลายได้

เทคนิคผ่าตัดแบบใหม่

การผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจโดยไม่ใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม (OPCAB)

ณ ปัจจุบันศัลยแพทย์มากมายต่างนิยมใช้วิธีการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจโดยไม่ใช้เครื่องหัวใจและปิดเทียมมากขึ้น (OPCAB) การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจแบบปรกติจะมีการใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียมในการสูบฉีดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายในขณะที่หัวใจของคุณถูกทำให้หยุดเต้นชั่วคราว แต่ระหว่าง OPCAB นี้ หัวใจของคุณจะยังคงเต้นอยู่แม้ว่าแพทย์กำลังทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจอยู่ ทำให้การใช้เครื่องบาสพาสไม่จำเป็นอีกต่อไป

โดยมีข้อมูลว่ากระบวนการนี้สามารถใช้ได้ผลแบบเดียวกับการใช้เครื่องบาสพาสหัวใจและปอดเทียมไม่มีผิดเพี้ยน

ประโยชน์ของ OPCAB คือ:

  • ใช้เวลาดำเนินการน้อยกว่ากระบวนการแบบปรกติ
  • ลดความเสี่ยงที่คนไข้จะเลือดออกระหว่างการผ่าตัดได้
  • คนไข้จะมีโอกาสเกิดภาวะข้างเคียงบางอย่างน้อยกว่า อย่างเช่นภาวะสมองขาดเลือด เป็นต้น
  • มีระยะเวลาให้คนไข้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลน้อยกว่า

สำหรับข้อเสียของ OPCAB คือเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนอย่างมากเนื่องจากเป็นการผ่าตัดขณะที่หัวใจกำลังเต้นอยู่ หมายความว่ากระบวนการนี้จะยากเกินไปหากต้องดำเนินการกับหลอดเลือดขนาดใหญ่หลายเส้น

ในบางกรณีที่ต้องเป็นการผ่าตัดแบบฉุกเฉิน ทางศัลยแพทย์จะไม่สามารถเตรียมการให้ดำเนินกระบวนการ OPCAB ได้

วิธีการเลาะหลอดเลือดซาฟินัสด้วยกล้องวีดีทัศน์ (ESVH)

การเลาะหลอดเลือดซาฟินัสด้วยกล้องวีดิทัศน์ (ESVH) เป็นวิธีการนำเส้นเลือดดำออกจากขาแบบใหม่แทนการกรีดเข้าผิวหนัง ด้วยวิธีการนี้ ศัลยแพทย์สามารถนำหลอดเลือดที่ต้องการออกมาเพียงรูขนาดเล็กบนบริเวณใกล้กับเข่าของคุณ

จะมีการใช้อุปกรณ์พิเศษที่เรียกว่าวีดีทัศน์ที่สามารถสอดเข้าไปในช่องดังกล่าวได้ โดยตัวกล้องมีลักษณะเป็นท่อบางเรียวที่มีไฟและจุดรับภาพอยู่ที่ปลาย โดยภาพที่กล้องเห็นจะฉายขึ้นมาบนหน้าจอ

กล้องวีดีทัศน์ทำให้ศัลยแพทย์สามารถชี้ตำแหน่งของเส้นเลือดดำซาฟินัสได้ โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือผ่าตัดที่สามารถเคลื่อนขนาบท่อของกล้องเข้าไปยังส่วนนั้น ๆ ได้เพื่อนำเส้นเลือดที่ต้องการออกมา หลังจากนั้น แพทย์จะดึงกล้องออกและทำการล้างแผลด้วยยาฆ่าเชื้อและน้ำสะอาดก่อนปิดแผลไว้

ประโยชน์หลักของเทคนิคนี้คือจะทิ้งรอยแผลเป็นน้อยและขาของคนไข้จะฟื้นตัวได้เร็วกว่า อย่างกระบวนการนี้ยังเป็นเทคนิคที่ใหม่มากจึงทำให้มีความไม่มั่นใจในกระบวนการอยู่บ้าง

การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจทั้งหมดด้วยกล้อง (TECAB)

วิธีการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจทั้งหมดด้วยกล้องจักรกร (TECAB) เป็นเทคนิคผ่าตัดหัวใจแบบใหม่ที่มีการเจาะเข้าร่างกายผ่านรูขนาดเล็ก (รูกุญแจ)

ระหว่างกระบวนการ TECAB ศัลยแพทย์จะทำให้ปอดของคุณหดตัวลงและทำรอยกรีดขนาดเล็กระหว่างซี่โครงของคุณหลายจุด และแพทย์จะควบคุมแขนกลในการดำเนินการผ่าตัด โดยจะมีกล้องวีดีทัศน์ที่ติดกับแขนกลที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นการผ่าตัดภายในร่างกายของคุณได้

TECAB สามารถเป็นการผ่าตัดด้วยการใช้เครื่องปอดหัวใจเทียมหรือแบบ “off-pump” ก็ได้

ด้วยการผ่าตัดลักษณะนี้ทำให้แผลเกิดการติดเชื้อน้อยลง ทำให้มีรอยแผลเป็นน้อย และมีความเร็วในการฟื้นตัวเร็วกว่าแบบปรกติมาก แต่เนื่องจากเทคนิคนี้ยังคงใหม่มากและเคยดำเนินการกับผู้ป่วยไม่กี่ราย ทำให้เป็นการยากที่จะชี้ชัดถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของมัน ซึ่งทำให้ยังไม่มีผู้ใดออกมาเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยกับวิธีการผ่าตัดอื่น ๆ

หากคุณต้องการให้แพทย์ดำเนินการ TECAB คุณต้องเข้าว่ากระบวนการนี้ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพอยู่

การพักฟื้นร่างกาย

หลังการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (CABG) คุณมักจะต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 7 วัน เพื่อให้ทีมรักษาคอยสอดส่องการฟื้นตัวของคุณได้อย่างใกล้ชิด

ระหว่างช่วงนี้คุณจะต้องติดท่อต่าง ๆ มากมายทั้งตัวหยดและตัวดูดของเหลวออกจากร่างกาย ซึ่งท่อเหล่านี้จะถูกนำออกเมื่อคุณรู้สึกดีขึ้น

คุณอาจมีความรู้สึกมึนงงและไม่สบายตัวหลังการผ่าตัดบ้าง โดยคุณจะได้รับยาแก้ปวดไว้บรรเทาอาการเหล่านี้ แต่หากคุณมีอาการเหล่านี้หนักขึ้นหรือมีเลือดออกมากให้คุณแจ้งแพทย์หรือพยาบาลในทันที

การพักฟื้นหลังการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจใช้เวลานานและแต่ละคนจะมีความเร็วในการฟื้นตัวที่แตกต่างกันออกไป โดยทั่วไป คุณจะสามารถลุกนั่งได้หลังจากการผ่าตัด 1 วัน สามารถลุกเดินได้หลังจากผ่าตัด 3 วัน และสามารถเดินขึ้น-ลงบันไดได้หลังจากผ่าตัด 5 หรือ 6 วัน

ผู้คนส่วนมากมักจะรู้สึกสมบูรณ์ดีหลังการผ่าตัด 12 สัปดาห์ แต่อาจคุณประสบกับภาวะข้างเคียงระหว่างหรือหลังการผ่าตัด เวลาพักฟื้นของคุณจะล่าช้าออกไป

การพักฟื้นที่บ้าน

เพื่อบรรเทาอาการปวดบริเวณที่แพทย์กรีดเข้าผิวหนัง คุณต้องรับประทานยาแก้ปวดต่อเนื่องที่บ้านนานไม่กี่สัปดาห์ พยายามสวมเสื้อผ้าหลวม ๆ และไม่ขยี้บาดแผล

ในช่วง 3 ถึง 6 อาทิตย์แรก คุณจะมีอาการเหนื่อยล้าบ่อยครั้ง เนื่องมาจากร่างกายต้องใช้พลังงานในการรักษาตัวเองค่อนข้างมาก และ 6 สัปดาห์หลังจากนั้นคุณจะสามารถดำเนินกิจกรรมปรกติได้ และเมื่อผ่านไป 3 เดือนร่างกายคุณจะฟื้นฟูตนเองสมบูรณ์จริง ๆ

การดูแลบาดแผล

ลวดโลหะที่ใช้ซ่อมแซมกระดูกสันอกของคุณจะติดอยู่ภายในถาวร แต่ด้ายปิดแผลที่ใช้ปิดรอยผ่าที่ผิวหนังของคุณจะค่อย ๆ จางลงตามการพื้นฟูตัวเองของผิวหนังในช่วงเวลาหลายสัปดาห์หลังการรักษา

ในขณะที่คุณพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล ทางแพทย์จะสอนวิธีดูแลบาดแผลด้วยตนเองที่บ้านแก่คุณ โดยคุณต้องพยายามทำให้บาดแผลสะอาด และป้องกันผิวจากแสงอาทิตย์ตลอดเวลาการฟื้นฟู

คุณจะมีรอยแผลเป็นอยู่ที่หน้าอกกับตำแหน่งที่แพทย์เจาะเอาหลอดเลือดมาใช้ ซึ่งอาจมีสีแดงในช่วงแรก แต่จะค่อย ๆ จางไปเองตามกาลเวลา

กิจกรรม

ทีมรักษาในโรงพยาบาลจะแนะนำกิจกรรมต่าง ๆ ที่คุณควรหลีกเลี่ยง

โดยทั่วไป หลังจากที่คุณกลับบ้านไปแล้วไม่กี่วัน คุณจะสามารถทำกิจกรรมเบา ๆ ได้ อย่างเช่นการเดินระยะสั้น การทำอาหาร การเล่นเกม และยกของที่ไม่หนักเกินไป

หลังจากนั้น 6 อาทิตย์ คุณจะพร้อมทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากขึ้น อย่างการขับรถ อุ้มทารก ยกของที่หนักขึ้น (แต่ไม่ใช่ของที่หนักมาก ๆ อย่างถุงซีเมนต์) ดูดฝุ่น ตัดหญ้า และมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น

ระยะเวลาที่ต้องหยุดงานของแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป หากคุณสามารถฟื้นตัวได้ดีและงานของคุณก็ไม่จำเป็นต้องใช้แรงมากมาย คุณก็สามารถกลับไปทำงานได้ในช่วง 6 ถึง 8 สัปดาห์ แต่หากคุณมีเวลางานของคุณต้องใช้แรงงานหรือคุณประสบกับภาวะข้างเคียงใด ๆ ก็ควรต้องใช้เวลาหยุดพักฟื้นนานกว่านั้น

ขณะที่อยู่ในช่วงพักฟื้น พยายามค่อย ๆ ปรับการทำกิจกรรมของคุณให้หนักขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา และหยุดพักผ่อนเมื่อคุณรู้สึกเหนื่อย

ผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด

หลังจากที่คุณถูกปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาล คุณก็อาจจะยังประสบกับผลข้างเคียงจากการผ่าตัด ดังนี้:

  • ไม่อยากอาหาร
  • ท้องผูก
  • มีอาการบวมหรือปวดบริเวณที่แพทย์เจาะนำเส้นเลือดเบี่ยงออกมา
  • ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดหลัง
  • เหนื่อยง่ายหรือนอนหลับยาก
  • รู้สึกหงุดหงิด หรือมีอารมณ์แปรปรวน

หลังการผ่าตัดบายพาส เป็นเรื่องปรกติที่คุณจะรู้สึกตกต่ำในช่วงแรก ๆ โดยคุณจะมีทั้งวันที่ดีและวันที่แย่ ต้องพึงจำไว้ว่าเวลาฟื้นฟูร่างกายของคุณจะกินระยะเวลานานมาก

ผลข้างเคียงต่าง ๆ มักจะหายไปเองในช่วง 4 ถึง 6 สัปดาห์หลังการผ่าตัด แต่การจะหายขาดจริง ๆ อาจใช้เวลาเป็นเดือน ๆ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสภาพสุขภาพของคุณก่อนหัตถการ

เมื่อไรที่ควรมองหาการช่วยเหลือทางการแพทย์

ให้ติดต่อแพทย์ผู้ดูแลคุณทันทีหากคุณประสบกับปัญหาดังต่อไปนี้:

  • มีอาการเจ็บปวดรุนแรงหรือเพิ่มขึ้นที่บริเวณบาดแผล
  • มีช่วงหายใจสั้นลงมาก ๆ
  • บริเวณบาดแผลบวมออก
  • มีหนองออกมาจากแผล
  • มีไข้สูง
  • รู้สึกเวียนศีรษะ หรือหมดสติ

เวชกรรมฟื้นฟูหัวใจ

หลาย ๆ โรงพยาบาลได้จัดโปรแกรมเวชกรรมฟื้นฟูหัวใจผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดหัวใจไว้ โดยโปรแกรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้คุณฟื้นตัวเองจากการผ่าตัดและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันให้เร็วที่สุด ซึ่งมักจะมีระยะเวลาประมาณ 6 อาทิตย์

เจ้าหน้าที่เวชกรรมฟื้นฟูจะทำการพูดคุยกับคุณเกี่ยวกับประเด็นนี้ก่อนเข้ารับการผ่าตัด โดยการเข้าร่วมโปรแกรมฟื้นฟูจะเริ่มขึ้นภายหลังที่คุณออกจากโรงพยาบาลไม่กี่อาทิตย์

โปรแกรมดังกล่าวมีความแตกต่างกันไปตามสถานที่ แต่ส่วนมากมักจะครอบคลุมไปถึงการออกกำลังกาย การให้ความรู้ การผ่อนคลาย และการช่วยเหลือสนับสนุนทางอารมณ์

ชีวิตหลังการผ่าตัดหลอดเลือดเบี่ยงหัวใจ

เมื่อร่างกายคุณคืนสภาพโดยสมบูรณ์แล้ว คุณควรปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของคุณเพื่อสุขภาพที่ดีต่อ ๆ ไป และเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาที่หัวใจขึ้นมาอีกในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น:

  • รับประทานอาหารที่สมดุล มีประโยชน์
  • ลดน้ำหนัก หากคุณเป็นผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน
  • ลดปริมาณแอลกอฮอล์ที่ปริโภคลง
  • ออกกำลังเป็นประจำ
  • และควรทานยาตามคำแนะนำของแพทย์

ความเสี่ยง

การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (CABG) ก็มีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนเช่นเดียวกับการผ่าตัดประเภทอื่น ๆ

โดยภาวะแทรกซ้อนหลัก ๆ จะเกี่ยวข้องกับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจมีดังต่อไปนี้:

หัวใจเต้นผิดจังหวะ

ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหัวใจมากกว่า 1 ใน 3 จะมีปัญหาหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้น ซึ่งมักมีอัตราการเต้นหัวใจที่เร็วผิดปกติขึ้นบ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม นี่ก็ไม่ใช่ภาวะที่อันตรายมากมาย และสามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานยาเท่านั้น

การติดเชื้อ

หลังการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ บาดแผลที่ผ่าตัดทั้งที่หน้าอก ขาหรือแขนเองก็มีโอกาสติดเชื้อขึ้นมาได้ คาดการณ์ว่ามีผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดประมาณ 1 ใน 25 คนจะเกิดการติดเชื้อขึ้นที่บาดแผลจากการผ่าตัด อีกทั้งยังมีโอกาสเล็กน้อยที่จะเกิดการติดเชื้อรุนแรงที่ปอดหรือภายในทรวงอกอีกเช่นกัน การติดเชื้อส่วนมากเกิดขึ้นหลังกระบวนการต่าง ๆ สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะแบบรับประทานหรือแบบฉีดก็ได้

การทำงานของไตลดลง

มีผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่า 1 ใน 20 คนที่ประสบกับปัญหานี้หลังการผ่าตัด ในกรณีส่วนมากจะเป็นเพียงภาวะชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งไตจะกลับมาทำงานได้ตามปกติภายในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์

แต่ในกรณีที่หายาก อาจต้องทำการฟอกเลือดไปเรื่อย ๆ จนกว่าไตจะกลับมาเป็นปรกติ

ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสมอง

มีผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดประมาณ 1 ในทุก ๆ 20 คนจะประสบกับปัญหาด้านความทรงจำ และมีสมาธิจดจ่อบางสิ่งบางอย่างยากขึ้น ซึ่งภาวะนี้มักจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองภายในเวลาไม่กี่เดือน แต่บางกรณีก็อาจเป็นเช่นนี้ถาวรก็ได้

หลังการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดก็มีความเสี่ยงก่อให้เกิดภาวะร้ายแรงต่อสมองอย่างภาวะสมองขาดเลือด โดยคาดกันว่ามีผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดประเภทนี้ 1 ใน 50 คนที่เกิดภาวะสมองขาดเลือดขึ้น จนทำให้มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว การพูดคุย และการกลืนแบบถาวร ในบางกรณีก็ร้ายแรงจนถึงชีวิตด้วย

หัวใจวาย

ทั้งหัวใจและเส้นเลือดโดยรอบที่ทำหน้าที่ขนส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจจะอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงตลอดช่วงเวลาหลังการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหัวใจ โดยเฉพาะในช่วง 30 วันแรก

ที่เข้ารับการผ่าตัดประมาณ 1 ใน 15-50 คนจะประสบกับภาวะหัวใจล้มเหลวระหว่างผ่าตัด หรือหลังจากผ่าตัดไม่นาน โดยภาวะหัวใจวายนั้นอันตรายถึงชีวิตอย่างมากจนเป็นสาเหตุการตายหลัก ๆ ของการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ

ผู้ที่มีความเสี่ยงที่สุด

ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง  ๆ มีดังนี้:

  • อายุ: ยิ่งทำการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจในช่วงอายุมาก ๆ จะยิ่งมีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงขึ้น
  • มีปัญหาสุขภาพระยะยาวอื่น ๆ อยู่ก่อน: เช่นเบาหวาน โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง หรือโรคไตเรื้อรัง เป็นต้น
  • เป็นผู้หญิง: ผู้หญิงมักจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจภายหลังการผ่าตัดได้ง่ายกว่าผู้ชาย
  • ต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาภาวะหัวใจวายแบบฉุกเฉิน: การผ่าตัดแบบฉุกเฉินทุกประเภทจะมีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว เนื่องจากแพทย์จะมีเวลาวางแผนการผ่าตัดน้อยกว่าปรกติ
  • ต้องทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่ 3 จุดหรือมากกว่า: ยิ่งการผ่าตัดมีความซับซ้อนมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะแทรกซ้อนภายหลังมากขึ้น
  • อ้วน: ยิ่งร่างกายของคุณหนามากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้แพทย์ต้องกรีดเข้าไปถึงหัวใจลึกมากขึ้น โดยแผลกรีดที่ลึกเท่าไรจะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากเท่านั้น

ทางทีมรักษาจะเป็นผู้ชี้แจงข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงแบบต่าง ๆ ก่อนที่คุณจะเข้ารับการผ่าตัด

การใช้ชีวิตหลังการผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ

การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (CABG) ไม่ใช่หัตถการเพื่อรักษาโรคหัวใจ ดังนั้นคุณจึงควรปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตของคุณและรับประทานยาที่แพทย์กำหนดหลังจากการผ่าตัดอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหากับหัวใจของคุณในอนาคต

วิถีชีวิตที่ถูกต้อง

การเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตหลังการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจจะช่วยลดความเสี่ยงที่คุณจะประสบกับภาวะหัวใจต่าง ๆ ได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

การรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ

อาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะจะเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดปัญหาที่หัวใจหลังการผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว คุณควรควบคุมการทานอาหารของคุณให้มีไขมันและเกลือต่ำ แต่พยายามทานอาหารที่มีไฟเบอร์และโอเมก้า 3 (กรดไขมันที่สามารถลดระดับคอเรสเตอรอลได้) สูงเข้าไว้

ยกตัวอย่างอาหารที่คุณควรหลีกเลี่ยงดังนี้:

  • พายเนื้อ
  • ไส้กรอกและเนื้อติดมัน
  • เนย
  • ครีม
  • เค้กและขนมขบเคี้ยว

และตัวอย่างอาหารที่คุณควรรับประทาน ดังนี้:

  • อาหารจำพวกแป้ง อย่างเช่นข้าว ธัญพืช  ขนมปัง และพาสต้า
  • ผักและผลไม้
  • ปลาที่มีกรดไขมันสูง อย่างพวกปลาซาดีน
  • อีกทั้งลดปริมาณเกลือที่คุณใส่ลงในอาหาร และพยายามตรวจสอบฉลากโภชนาการของสินค้าอาหารทุกครั้ง เพื่อเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่มีระดับเกลือต่ำที่สุด

การออกกำลังกายเป็นประจำ

เมื่อร่างกายของคุณฟื้นตัวเองจากการผ่าตัดโดยสมบูรณ์แล้วคุณควรทำการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาที่หัวใจต่อไป

สำหรับผู้ใหญ่ ควรออกกำลังกายที่มีเข้มข้นระดับกลางแบบค่อยเป็นค่อยไป (แอโรบิค) อย่างน้อย 2 ชั่วโมง 30 นาที (150 นาที) การออกกำลังกายความเข้มข้นระดับกลางแบบแอโรบิคนี้หมายถึงกิจกรรมที่ออกแรงอย่างพอเหมาะจนทำให้คุณค่อย ๆ เหนื่อยหอบนั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น:

  • การเดินเร็ว ๆ
  • การปั่นจักรยานในระดับพื้นราบ หรือขึ้นลงเนินสั้น ๆ
  • เทนนิส
  • การดันเครื่องตัดหญ้า
  • ปีนเขา

หากคุณไม่สามารถออกกำลังกายได้ถึง 150 นาทีต่อสัปดาห์ ควรเริ่มจากระดับที่คุณรู้สึกสบายกายก่อน (อย่างเช่นการออกกำลังกายเบา ๆ ประมาณ 10 นาทีต่อวัน) และค่อย ๆ เพิ่มระดับและความเข้มข้นของกิจกรรมนั้น ๆ ตามความแข็งแรงของร่างกายที่เพิ่มขึ้น

ลดน้ำหนัก

หากคุณเป็นคนที่มีน้ำหนักเกิดหรืออ้วน ควรทำการลดน้ำหนักให้ถึงเกณฑ์มาตรฐานเพื่อลดความเสี่ยงที่หัวใจของคุณ

วิธีที่ดีที่สุดสำหรับการลดน้ำหนักคือการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

หยุดสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของภาวะหัวใจอย่างมาก เนื่องจากพิษของมันจะไปทำให้เส้นเลือดแดงตีบขอด และเพิ่มระดับความดันโลหิตขึ้น

หากคุณต้องการเลิกบุหรี่แต่ไม่อยากใช้บริการช่วยเลิกบุหรี่ ควรปรึกษาแพทย์ให้ช่วยใช้ยาที่ช่วยบรรเทาอาการลงแดงกับคุณเอง

การจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์

ถ้าคุณจะดื่มสุรา ก็ไม่ควรดื่มให้เกิดขีดจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์

ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต้องไม่ควรดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้มากกว่า 1 หน่วยต่อสัปดาห์

การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากเกินขีดจำกัดเป็นประจำจะเพิ่มระดับความดันโลหิตและระดับคอเรสเตอรอลให้สูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาที่หัวใจได้

การทานยา

หลังการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจคุณจะต้องทานยาต่าง ๆ ลดลง แต่คุณก็ยังต้องทานยาที่ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาอื่น ๆ ในอนาคตอยู่ดี

ยาที่แพทย์อาจจ่ายให้แก่คุณหลังการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจมีดังนี้:

ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด

ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือดเป็นยาที่ช่วยลดความเสี่ยงที่ลิ่มเลือดจะก่อตัวขึ้นภายในร่างกาย

ยกตัวอย่างกลุ่มยาดังกล่าว ดังนี้:

  • แอสไพรินโดสต่ำ
  • โคลพิโดเกรล
  • วาฟาริน

หลังการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ คุณจะได้ยาตัวใดตัวหนึ่งจากที่กล่าวมาสำหรับเวลาไม่กี่เดือน หรืออาจจ่ายเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

ยาเหล่านี้มีฤทธิ์ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาร้ายแรงต่าง ๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่นภาวะหัวใจวาย เป็นต้น

ยาสแตติน

สแตตินเป็นกลุ่มยาที่ใช้ลดระดับคอเรสเตอรอลในเลือดลง ซึ่งช่วยป้องกันความเสียหายบนหลอดเลือดหัวใจ และลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาต่าง ๆ อย่างภาวะหัวใจวาย เป็นต้น

ยกตัวอย่างยากลุ่มนี้ เช่น:

  • อะทอร์วาสแตติน (ลิพิเตอร์)
  • ฟลูวาสแตติน (เลสคอล์)
  • ซิมวาสแตติน (โซคอร์)

ในกรณีส่วนมาก การรักษาด้วยสแตตินมักจะดำเนินไปตลอดชีวิต

ยาอื่น ๆ

คุณอาจได้รับยาอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวไป เนื่องมาจากเหตุผลที่คุณต้องเข้ารับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจในตอนแรก ยกตัวอย่างเช่น ยาเบต้าบล็อกเกอร์ และยาต้านเอนไซม์ ACE เป็นต้น

การรักษาวิธีอื่น ๆ

หากคุณเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่เส้นเลือดรอบหัวใจเกิดการตีบตันรุนแรง อาจต้องใช้กระบวนการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนแทนการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ

การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน

ระหว่างขั้นตอนการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน แพทย์จะใช้สายสวนพลาสติกที่ยาวและเรียวบางสอดเข้าไปในหลอดเลือดที่ขาหนีบหรือแขนของคุณ ปลายของสายสวนจะถูกดันเข้าไปถึงหลอดเลือดหัวใจที่เกิดการตีบตันด้วยการนำทางโดยเทคนิคเอกซเรย์ บอลลูนที่ติดอยู่ที่สายสวนจะพองออกเพื่อขยายหลอดเลือด และแพทย์จะสอดลวดดามทิ้งเอาไว้ที่พื้นที่นั้นเพื่อคงสภาพหลอดเลือดไว้

แต่การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนนี้จะไม่ใช้รักษาภาวะที่ร้ายแรงอย่างโรคหัวใจวาย หรือสมองขาดเลือด และคาดกันว่ามีผู้ที่เสียชีวิตจากกระบวนการนี้น้อยกว่า 1 ใน 100 คน อีกทั้งกระบวนการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนจะไม่ดำเนินการกับผู้ที่มีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบหลายจุด หรือผู้ที่มีโครงสร้างของระบบเส้นเลือดใกล้หัวใจผิดปรกติ

กระบวนการใดดีที่สุด?

โดยส่วนมากคนไข้จะไม่สามารถเลือกกระบวนการได้ แต่คุณก็ควรทราบถึงข้อดีและข้อเสียของแต่ละกระบวนการดังนี้:

กระบวนการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนจะแทรกแซงร่างกายน้อยกว่า คุณจะฟื้นตัวหลังการรักษาได้เร็วกกว่าการผ่าตัดบายพาส การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนยังก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า แต่คุณก็มีโอกาสต้องเข้ารับการรักษาอีกครั้งจากการตีบตันของเส้นเลือดซ้ำมากกว่า

แต่จำนวนของผู้ที่เข้ารับการรักษาซ้ำได้ลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องมาจากการใช้ลวดดามเคลือบยาชนิดพิเศษที่ลดความเสี่ยงในการตีบของเส้นเลือดลง

การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจต้องใช้ระยะเวลาฟื้นตัวหลังการผ่าตัดนานกว่า และมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนเยอะกว่า แต่มีผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดชนิดนี้เพียง 1 ใน 10 คนที่ต้องทำการรักษาซ้ำ

มีหลักฐานว่าการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจเป็นหัตถการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน

หากเป็นไปได้ คุณควรปรึกษาสอบถามผลได้ผลเสียจากทั้งสองการรักษากับแพทย์และนักศัลยกรรมหลอดเลือดก่อนทำการตัดสินใจใด ๆ

การใช้ยา

ในบางกรณีก็สามารถรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจได้ด้วยการใช้ยาต่าง ๆ อย่างเช่น:

  • ยาต้านเกล็ดเลือด: เพื่อป้องกันเลือดอุดตัน และลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาต่าง ๆ อย่างหัวใจวาย เป็นต้น
  • ยาสแตติน: เพื่อลดระดับคอเรสเตอรอลลง
  • ยาไนเตรตและเบต้าบล็อกเกอร์: เพื่อป้องกันภาวะเจ็บหน้าอก และรักษาความดันโลหิตสูง

ยาเหล่านี้สามารถใช้ควบคุมบางอาการของโรคเส้นเลือดหัวใจได้ด้วย และสามารถลดความเสี่ยงที่จะทำให้อาการแย่ลงไปกว่าเดิมได้ อย่างไรก็ตาม หากอาการมีความรุนแรงหรือมีความเสี่ยงที่จะกลายไปเป็นภาวะอันตรายกว่านี้ แพทย์จะแนะนำให้คุณเข้ารับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจแทน

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่