วิธีรักษาและป้องกันโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ เม.ย. 4, 2017 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 802,996 คน

การเลิกหรือการไม่สูบบุหรี่ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โดยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังไม่มีการรักษาที่หายขาด อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญยังถือว่าโรคดังกล่าวเป็นโรคทางระบบหายใจที่ป้องกันได้

การป้องกันโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมักเกิดจากการสูบบุหรี่ ดังนั้น หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการก่อโรคคือการไม่สูบบุหรี่ หรือการเลิกบุหรี่ในผู้ที่สูบ หากคุณมีปัญหาในการเลิกบุหรี่ หมากฝรั่ง แผ่นแปะนิโคติน หรือการใช้ยาก็เป็นทางเลือกที่สามารถช่วยคุณได้

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

ปัจจัยที่ทำให้เกิดการระคายเคืองเหล่านี้อาจหลีกเลี่ยงด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้

  • ถ้าคุณจุดเตาเผาถ่านหรือเตาผิง ควรมีการระบายอากาศที่ดี
  • ไม่ควรออกไปข้างนอกหากอากาศมีมลพิษมาก เช่น มีควันหมอก หรือไฟป่าในบริเวณใกล้เคียง
  • หากสภาพแวดล้อมในที่ทำงานของคุณต้องเจอกับควันสารเคมีหรือฝุ่น ควรปรึกษาหัวหน้างานถึงอุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจ หรือมาตรการป้องกันอื่นๆ

การทำนายโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังด้วยระบบ GOLD

การทำนายสุขภาพในระยะยาวและอายุขัยของผู้ป่วยโรคปอดอักเสบเรื้อรังสามารถประเมินได้จาก 2 การทดสอบที่ซับซ้อนในการวินิจฉัยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง การประเมินความรุนแรงของโรคมักใช้ระบบ GOLD (Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease)

ระบบ GOLD เป็นการประเมินจากหลายปัจจัยได้แก่ ค่า FEV1 (ปริมาตรอากาศที่เป่าออกอย่างเร็วแรงใน 1วินาที), ความถี่ในการกำเริบของโรค, การรักษาพยาบาล และความรุนแรงของอาการหายใจหอบเหนื่อยตามกิจกรรมที่ทำ

ระบบดังกล่าวถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยประเมินความรุนแรงของโรคปอดอุดตันเรื้อรังและคาดเดาสาเหตุที่ทำให้อาการแย่ลง เพื่อช่วยกำหนดการแนวทางการรักษาที่ดีที่สุดต่อไป ไม่ใช่เพื่อบอกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่

ระบบ GOLD แบ่งการทำนายโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้ ดังนี้

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

ดัชนี BODE ช่วยประเมินอัตราการตายของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และประเมินว่าผู้ป่วยจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่หลังถูกวินิฉัยว่าเป็นโรคดังกล่าว

การประเมินความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตภายในระยะเวลา 52 เดือประกอบด้วย 4 ปัจจัย ดังนี้

  • ค่าดัชนีมวลกาย (body mass index)
  • ระดับความรุนแรงของการอุดตันของทางเดินหายใจ จากค่า FEV1
  • อาการหายใจหอบเหนื่อย
  • ความสามารถในการออกกำลังกาย จากแบบทดสอบวัดระยะทางที่เดินได้ภายใน 6 นาที

อ้างอิงจากวารสาร Respiratory Medicine ปี 2009 พบว่าค่าดัชนี BODE ยังใช้ประเมินจำนวนและความรุนแรงของการกำเริบของโรคปอดอุดตันเรื้อรังได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

วิธีรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

เป้าหมายในการรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังคือการบรรเทาอาการของโรค ชะลอความเสื่อมในการทำงานของปอด ลดการกำเริบ และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้น สิ่งสำคัญในการชะลอการดำเนินไปของโรค คือ การเลิกบุหรี่ และการหลีกเลี่ยงการเผชิญกับสารระคายเคืองปอด

การฟื้นฟูสภาพการทำงานของปอดก็สามารถช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ ได้แก่

  • การออกกำลังกาย หรือการทำกิจกรรมพิเศษเพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อที่ใช้หายใจ
  • การปรับวิธีหายใจ
  • การปรึกษาปัญหาทางจิตวิทยา
  • การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องใช้ยาบรรเทาอาการ ได้แก่

  • ยาขยายหลอดลม เพื่อให้อากาศผ่านทางเดินหายใจได้สะดวกขึ้น
  • ยาสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบ
  • ยาปฏิชีวนะ เพื่อรักษาการติดเชื้อทางทางเดินหายใจ
  • วัคซีน สำหรับไข้หวัดและโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อ Pneumococcus
  • การฉีดโปรตีน alpha-1 antitrypsin ในบางกรณีที่ผู้ป่วยขาดโปรตีนดังกล่าว นำไปสู่โรคถุงลมโป่งพอง

การให้ออกซิเจนอาจจำเป็นในคนไข้ที่มีอาการรุนแรงและมีปริมาณออกซิเจนในเลือดต่ำ โดยการบำบัดด้วยออกซิเจน หรือการให้ออกซิเจนผ่านท่อหรือหน้ากากครอบ วิธีต่าง ๆ เหล่านี้สามารถช่วยป้องกันความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญของร่างกาย ทำให้นอนหลับสบายขึ้น และช่วยลดอาการของโรคอีกด้วย

การผ่าตัดในผู้ป่วยโรคปอดอุดตันเรื้อรัง

การปลูกถ่ายหรือการผ่าตัดปอดเพื่อเพิ่มสมรรถภาพการทำงานอาจเป็นแนวทางการรักษาแนะนำสำหรับกรณีที่โรครุนแรง

แนวทางการผ่าตัดเบื้องต้นสำหรับรักษาโรคปอดอุดตันเรื้อรัง ได้แก่

1. Lung volume reduction surgery (LVRS)

ผู้ป่วยโรคปอดอุดตันเรื้อรังไม่สามารถหายใจเอาอากาศออกได้เต็มที่ ทำให้เกิดพื้นที่ปอดที่เรียกกันว่า dead space โดยอาการหายใจลำบากและแน่นหน้าอกที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากแรงที่ผู้ป่วยพยายามไล่อากาศที่ค้างอยู่ภายในปอดนั่นเอง ดังนั้นในการทำ LVRS ที่มีการผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อปอดที่ถูกทำลายออกไป จะทำให้มีปริมาณ dead space ที่น้อยลง เป็นการแก้ปัญหาพื้นที่ปอดมากเกินกว่าที่จะใช้ได้

2. Bullectomy

ผู้ป่วยถุงลมโป่งพองประเภทจะเกิดถุงลมที่พองตัวขึ้นเป็นฟองอากาศในปอด เรียกว่า bullae จากการถูกทำลายของผนังถุงลม การทำ bullectomy ก็คือการตัดถุงดังกล่าวออก มักจะทำในผู้ที่ประสบปัญหากับอาการที่ตามมา หรือผู้ที่มีบริเวณเนื้อปอดที่เสียไปมาก

3. การปลูกถ่ายปอด

การปลูกถ่ายปอดเป็นทาวเลือกที่ดีสำหรับผู้ป่วยโรคปอดอุดตันเรื้อรังรุนแรงที่อายุต่ำกว่า 60ปี โดยเกือบ 60% ของผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตข้างเดียว คือผู้ที่เป็นโรคถุงลมโป่งพองแบบไม่ทราบสาเหตุ หรือจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งจะแสดงอาการได้ตั้งแต่อายุยังน้อยเมื่อเทียบกับโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังประเภทอื่น ๆ ทั้งนี้ อัตราการรอดชีวิตถึง 5 ปีในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายปอด คือประมาณ 50%

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่