อาหารการกิน

เปรียบเทียบอาหารสุนัขที่มีธัญพืชและเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลัก

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
เปรียบเทียบอาหารสุนัขที่มีธัญพืชและเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลัก

ความรู้พื้นฐานที่ว่าสุนัข (และแมว) เป็นสัตว์กินเนื้อและมีการวิวัฒนาการมาอย่างยาวนานเพื่อเป็นสัตว์กินเนื้อเป็นที่ยอมรับของผู้เชี่ยวชาญโดยทั่วไป แม้ว่าปัจจุบันสัตว์เหล่านี้ “ถูกนำมาเลี้ยง” แต่วิวัฒนาการของทางเดินอาหารของสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ไม่ได้ถูกพัฒนามาเพื่อหมักเซลลูโลสและส่วนประกอบอื่นของพืช ไม่ได้มีตับอ่อนที่ถูกพัฒนามากเพื่อหลั่งโปรตีนที่ใช้ในการย่อยเซลลูโลส (cellulase) เพื่อย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคส และทางเดินอาหารของสุนัขและแมวไม่เหมาะสมในการย่อยหรือเปลี่ยนแปลงหรือนำสารอาหารที่ได้จากพืชมาเปลี่ยนเป็นแหล่งของโปรตีนเพื่อใช้ในร่างกาย สัตว์กินพืชสามารถทำทั้งหมดที่กล่าวไปได้ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้กำหนดเอาไว้ ณ ตอนนี้

ในทางกลับกันการให้อาหารที่มีส่วนประกอบของพืช เช่น ข้าว ถั่วเหลือง และข้าวโพด แม้ว่าจะมีประโยชน์ต่อสัตว์กินเนื้อ แต่ควรให้ในปริมาณจำกัด ทั้งข้าวโพด ธัญพืช ข้าว และบาร์เล่ย์ไม่ได้เป็นอันตรายต่อสุนัขและแมว เพียงแต่เป็นตัวเลือกที่ไม่ดี (เพราะเราเป็นคนเลือกอาหารให้สัตว์เลี้ยงใช่ไหม?) สำหรับนำมาทำเป็นส่วนประกอบหลักของอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีสารอาหารที่เหมาะสมสำหรับสัตว์กินเนื้อ

อะไรคือสิ่งที่แตกต่างระหว่างอาหารที่มีส่วนประกอบของธัญพืชกับอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์เป็นหลัก? หากคุณไม่เชื่อว่าสุนัขและแมวเป็นสัตว์ที่กินเนื้อเป็นหลัก ขอแนะนำให้เลิกอย่างบทความนี้เพราะคุณจะไม่มีทางเชื่อสิ่งที่กำลังจะพูดต่อไป สิ่งที่จะกล่าวต่อไปเป็นข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงด้านโภชนศาสตร์สัตว์เล็กที่มีความนาเชื่อถือ (อ้างอิงจากหนังสือ Canine and Feline Nutrition by Case, Carey and Hirakawa and Small Animal Clinical Nutrition, III by Lewis, Morris, Jr., and Hand.)

มีกรดอะมิโนทั้งหมด 22 ชนิดที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต้องการเพื่อใช้ในการสร้างพลังงาน สุนัขและแมวสามารถสังเคราะห์ได้เอง 12 ชนิดจากทั้งหมด และต้องได้รับส่วนที่เหลืออีก 10 ชนิดจากอาหารที่กิน เนื่องจากเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร จึงเรียกกรดอะมิโนเหล่านี้ว่า กรดอะมิโนจำเป็น (essential amino acid)

กรดอะมิโนที่สุนัขและแมวสามารถสังเคราะห์ได้เอง

กรดอะมิโนไม่จำเป็น (ไม่จำเป็นต้องมีในอาหาร)

  • อะลานีน (Alanine)
  • แอสพาราจีน (Asparagine)
  • แอสพาร์เตท (Aspartate)
  • ซิสทีอีน (Cysteine)
  • กลูตาเมท (Glutamate)
  • ไฮโดรไซลาซีน (Hydroxylysine)
  • ไกลซีน (Glycine)
  • กลูตามีน (Glutamine)
  • โพรลีน (Proline)
  • เซอร์รีน (Serine)
  • ไฮดรอกซีโพรลีน (Hydroxyproline)

กรดอะมิโนจำเป็น (ได้รับจากอาหารเท่านั้น)

  • อาร์จีนีน (Arginine)
  • ฮิสทีดีน (Histidine)
  • ไอโซลิวซีน (Isoleucine)
  • เมทไทโอนีน (Methionine)
  • ฟีนีลอะลานีน (Phenylalanine)
  • ทริปโทเฟน (Tryptophan)
  • ทรีโอนีน (Threonine)
  • แวลีน (Valine)
  • ลิวซีน (Leucine)
  • ไลซีน (Lysine)
  • ทอรีน (Taurine) (ในแมว)

สัตว์กินพืชสามารถสังเคราะห์กรดอะมิโนจำเป็นเหล่านี้ได้จากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำนวนล้าน ๆ ตัวที่อาศัยอยู่ในทางเดินอาหารที่มีหลายกระเพาะ แต่เจ้าเพื่อนรักของเรามีทางเดินอาหารที่สั้นกว่ามาก ไม่สามารถเลี้ยงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ทำหน้าที่สังเคราะห์กรดอะมิโนได้มากและหลากหลายพอที่จะสังเคราะห์กรดอะมิโนได้ทุกชนิดเท่ากับสัตว์กินพืช

แมวมีความต้องการสารอาหารแตกต่างจากสุนัข เช่น แมวต้องการกรดอะมิโนทอรีน

อะไรคืออาหารที่สมดุล

ส่วนประกอบไขมันสามารถหาได้ง่ายจากพืชและสัตว์ และสามารถผสมในอาหารได้ง่ายกรดไขมันที่สำคัญสำหรับสุนัข ได้แก่ กรดไลโนลีอิก (linoleic acid) (ในแมวด้วย) และกรดอะแรกคิโดนิด (arachidonic acid) (กรดไลโนลีนิคสังเคราะห์จากกรดไลโนลีอิทั้งในสุนัขและแมว) ไขมันคุณภาพดีเหล่านี้สามารพยืนอายุขัยได้ด้วยวิตามินอีและวิตามินซี ดังนั้นไขมันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากสำหรับการผลิตอาหารสัตว์

วิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ มีราคาไม่แพง มีงานวิจัยรับรองชนิดและปริมาณที่เหมาะสม และสามารถใส่ลงในอาหารสัตว์ทุกชนิดได้

คาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงานที่สุนัขและแมวพร้อมจะนำไปใช้สำหรับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและการเผาผลาญพลังงาน วัตถุดิบให้คาร์โบไฮเดรตที่มีราคาถูกและหาได้ง่าย เช่น ข้าว ข้าวโพด ธพัญพืช พาร์เล่ย์ และถั่วเหลือง ฟังดูเหมือนเป็นแหล่งพลังงานที่ดีสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยงจนผู้ผลิตบางคนบอกว่าอาหารสัตว์ที่ได้จากวัตถุดิบที่เป็นพืชเป็นแหล่งของโปรตีนอย่างดี

ในหนังสือที่กล่าวถึงไปมีรายการพืช 17 ชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพด ธัญพืช ข้าวโอ๊ต บาร์เล่ย์ อัลฟาฟ่า และอื่น ๆ ที่เป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต ในความเป็นจริงแล้วผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า คาร์โบไฮเดรตมีประโยชน์อย่างหนึ่ง คือ เป็นแหล่งพลังงานเพื่อประหยัดการใช้โปรตีน หมายถึงสัตว์จะเปลี่ยนวัตถุดิบราคาถูกคือคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานก่อนจะนำโปรตีนซึ่งมีราคาแพงกว่ามาใช้ (เช่นเดียวกับในคน)

ดังนั้นการเติมวัตถุดิบจากพืชลงในอาหารเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ต้องไม่สับสนกับคำพูดที่บอกว่าข้าวโพด ข้าว หรือธัญพืช เป็นแหล่งของโปรตีน (ผู้เขียนได้ระบุถึงวัตถุดิบ 19 ชนิดที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีนในอาหารสัตว์ พวกข้าวโพดป่น ธัญพืช ข้าว ข้าวโอ๊ต บาร์เล่ย์ และอัลฟาฟ่าไม่อยุ่ในรายการนั้น!)

ประโยชน์ของธัญพืชคือเติมคาร์โบไฮเดรตลงในอาหาร ในอาหารของคนก็มีการใช้ธัญพืชราคาถูก แต่เราจะไม่ใช้ธัญพืชเป็นวัตถุดิบหลักในอาหารสัตว์เลี้ยง เนื่องจากสุนัขและแมวสามารถใช้พลังงานจากอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำและได้ประโยชน์จากไขมันและโปรตีนคุณภาพสูงมากกว่า นี่เป็นสิ่งที่ทำให้สุนัขและแมวแตกต่างจากคน จำไว้เสมอว่าโภชนศาสตร์ของคนไม่สามารถใช้กับสุนัขหรือแมวได้เสมอไป

อย่างไปได้กล่าวไปว่าโปรตีนเป็นแหล่งพลังงานที่สุนัขและแมวพร้อมนำไปใช้ และคาร์โบไฮเดรตมีความสำคัญน้อยมากเมื่อเทียบกับคน ดังนั้นอาหารที่ดีสำหรับสุนัขและแมวควรมีส่วนประกอบของโปรตีนเป็นหลัก และมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ต้องได้รับจากการกินอาหาร การเลือกอาหารให้สัตว์เลี้ยงจึงต้องคำนึงถึงโปรตีนที่มีกรดอะมิโนหลากหลายเป็นส่วนประกอบ 

ตอนนี้เราทุกคนรู้ดีว่าเราไม่ควรเลือกข้าวโพดเป็นแหล่งของโปรตีน เพราะข้าวโพดมีกรดอะมิโนจำเป็นเพียงแค่ 4 ชนิดจากทั้งหมด 10 ชนิดและไม่มีทอรีน บวกกับผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนการไม่ได้ระบุว่าข้าวโพดเป็นแหล่งของโปรตีนอาหารสัตว์ ข้าวโพดจึงถือเป็นคาร์โบไฮเดรต

วัตถุดิบที่ได้รับการระบุไว้ว่าเป็นแหล่งของโปรตีน ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อไก่ ไข่ ปลา เนื้อแกะ และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการผลิตเนื้อสัตนว์ (meat-by-products) ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการผลิตเนื้อสัตว์ต้องไม่รวมขน หนังสัตว์ กีบ หรือขนสัตว์ปีก แต่หมายถึงอวัยวะภายในต่าง ๆ เช่น ตับ ไต กระเพาะ หัวใจ เลือด ม้าม เป็นต้น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นแหล่งของโปรตีนชั้นดีสำหรับสัตว์กินเนื้อ

อาหารที่จะมีกรดอะมิโนหลากหลายชนิดจะต้องเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพดีสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไข่ขาวมีกรดอะมิโนที่หลากหลายและสามารถย่อยได้ดี ดังนั้นไข่ขาวจึงเป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบคุณภาพของแหล่งโปรตีน วัตถุดิบคุณภาพดีอื่น ๆ ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อสัตว์ปีก หรือเนื้อปลา

ดังนั้นสำหรับสุนัข (และแมว) อาหารที่ได้รับการปรับปรุงอย่างเหมาะสมจะประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ธัญพืชเล็กน้อยเพื่อเป็นพลังงานที่พร้อมนำไปใช้ ไขมันในปริมาณอัตราส่วนที่เหมาะสม และส่วนประกอบหลักที่เป็นพื้นฐานคือ “เนื้อสัตว์” คุณภาพดี

ผู้ผลิตอาหารสัตว์ทุกรายรู้ดีว่าควรทำอาหารที่คุณภาพดีอย่างไร แต่ปัญหาคือวัตถุดิบที่กล่าวไปทั้งหมดนั้นจะทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น โดยเฉพาะไข่ เนื้อวัว และปลาที่ใส่ลงไปเป็นวัตถุดิบ และการแข่งขันทางการตลาดของบริษัทผู้ผลิตเหล่านี้จะทำให้คุณภาพของวัตถุดิบถูกกำหนดด้วยราคาทางตลาด

การใส่ข้าวโพดลงในอาหารนอกจากจะมีราคาถูกแล้ว ยังให้ปริมามากเมื่อใส่ลงในอาหารและทำให้สัตว์อิ่มเร็วขึ้น ข้าวโพดเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ดีเพื่อให้สัตว์เลี้ยงได้รับพลังงานบางส่วน แม้ข้าวโพดจะมีกรดอะมิโนปริมาณไม่มากแต่ก็สามารถดึงให้ปริมาณโปรตีนโดยรวมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้ นอกจากนี้ข้าวโพดยังเป็นวัตถุดิบที่ราคาถูกและหาได้ง่าย ดังนั้นผู้ผลิตอาหารสัตว์จึงใช้ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบหลักและเติม “เนื้อและกระดูกสัตว์ที่ผ่านกระบวนการ” (คือเนื้อและกระดูกสัตว์ที่ผ่านความร้อนมาแล้วอย่างน้อยสองครั้ง ซึ่งอาจมีปริมาณแคลเซียมสูงเกินไป) เพื่อให้ผ่านการวิเคราะห์คุณภาพของกรดอะมิโนที่อยู่ในอาหาร และยังแต่งเติมสารต่าง ๆ ลงไปเพื่อให้ครบสูตรและสมดุลตามที่ได้ระบุได้ข้างผลิตภัฒฑ์

การใช้วัตถุดิบราคาถูกซึ่งได้จากพืชเป็นหลักจะทำให้อาหารมีราคาถูก แต่มีคุณภาพต่ำสำหรับสัตว์กินเนื้อ ในทางกลับกันวัตถุดิบราคาแพง เช่น ไข่ เนื้อสัตว์ และปลา เป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับการผลิตอาหารเพื่อสัตว์กินเนื้อ  

ผู้เขียนได้สรุปใจความสำคัญจากหนังสือโภชนศาสตร์ที่กล่าวถึงทั้งหมดมาไว้ในบทความนี้ เกี่ยวกับอาหารคุณภาพสูง มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน และสามารถย่อยได้ง่ายสำหรับสัตว์เลี้ยง แน่นอนว่าอาหารที่กล่าวถึงต้องมีราคาแพงว่าอาหารที่วางขายตามท้องตลาด ในฐานะที่เราทุกคนเป็นผู้ดูแลสัตว์เลี้ยงของเรา เราคือผู้ควบคุมสิ่งที่เขาจะได้รับ เราควรเลิกซื้ออาหารโดยคำนึงถึงราคาเป็นสิ่งสำคัญและเปลี่ยนมาเลือกซื้ออาหารคุณภาพดีแทน

สุนัขและแมวจะมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหาได้รับอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์เป็นหลัก เราควรเลือกอาหารที่เหมาะกับธรรมชาติของพวกเขาและล้มล้างความเชื่อที่ว่าสุนัขและแมวเป็นสัตว์กินพืช เพียงเพราะว่าการให้อาหารจากพืชราคาถูกกว่า 

 

จากหนังสือ Canine and Feline Nutrition หน้า 174

โดยทั่วไปโปรตีนคุณภาพดีจากสัตว์เป็นแหล่งของโปรตีนที่มีกรดอะมิโนสมดุลสำหรับสัตว์เลี้ยงเมื่อเปรียบเทียบกับกระอะมิโนที่ได้จากโปรตีนธัญพืช

คำว่า” คุณภาพดี” หมายถึงวัตถุดิบที่ได้จากกล้ามเนื้อและอวัยวะของเนื้อสัตว์และปลา ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์จากเนื้อและกระดูกที่ผ่านความร้อนมาแล้ว (meat and bone meal)

คนส่วนมากไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องคุณภาพของโปรตีนที่ผสมในอาหารสัตว์ แต่มักจะสนใจเพียง ”ปริมาณ” ของโปรตีนที่อยู่ในอาหาร สิ่งที่พบคือความผิดปกติที่พบในสุนัขและแมวที่เกิดจากการขาดโปรตีนคุณภาพดีเหล่านั้น เช่น อาการชักไปจนถึงโรคไต ดังนั้นอาหารคุณภาพดีไม่ใช่เพียงแค่มีโปรตีนสูง แต่โปรตีนที่อยู่ในนั้นต้องเป็นโปรตีน “คุณภาพดี”

ข้อมูลที่ระบุว่าโปรตีนที่มากเกินไปทำให้ไตเกิดความเสียหาย เป็นข้อมูลที่ได้จากการทดลองในสัตว์ที่มีปัญหาความผิดปกติในไตอยู่แล้วและได้รับอาหารโปรตีนสูงจนทำให้เกิดภาวะยูเรียเป็นพิษ งานวิจัยที่ระบุว่าโปรตีนเป็นอันตรายต่อไตของสุนัขเป็นงานวิจัยที่ได้จากการทดลองใน “หนู” ดังนั้นข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างแท้จริงและส่งผลกระทบต่อวงการอาหารสัตว์มาเป็นเวลานานสิบ ๆ ปี ในความเป็นจริงแล้ว ไตของหนูแตกต่างจากไตของสุนัขในด้านการจัดการโปรตีน เพราะหนูกับสุนัขแตกต่างกัน

เรื่องนี้ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปในอนาคตเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ